ลีกไทยดูไว้! 4 เหตุผลที่ทำให้บุนเดสลีกาแข็งแกร่ง

ฟุตบอลเยอรมันให้ความสนใจกับทุกๆ รายละเอียดตั้งแต่สื่อต่างๆ จนถึงตัวมาสค็อต ซึ่งโฟร์โฟร์ทูก็ได้รับโอกาสให้สัมผัสกับเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเองทั้งหมด 

“Tor” คือภาษาเยอรมันแปลว่าประตู ซึ่งจริงๆ แล้วอาจจะแปลได้เป็นอย่างอื่นอีก แต่ในบุนเดสลีก้านั้น เราจะได้ยินคำนี้บ่อยกว่าลีกอื่นๆ ในยุโรป

นับตั้งแต่บุนเดสลีกาก่อตั้งขึ้น มีเพียง 4 ฤดูกาลเท่านั้นที่ลีกสูงสุดของเยอรมันมีค่าเฉลี่ยการทำประตูน้อยกว่าลีกอื่นๆ ในยุโรป และในหลายๆ ปีมานี้เป็นการยิงประตูเฉลี่ยมากกว่าลีกอื่นๆ ถึง 25 ปีรวดอีกด้วย

ซึ่งถ้าหากมองว่าการทำประตูคือสิ่งที่ดึงดูดแฟนบอลให้ติดตาม ก็ถือว่านี่คือสถิติที่น่าประทับใจอย่างมาก และยิ่งไปกว่านั้นคือโฟร์โฟร์ทูมีโอกาสได้เห็นกับตาเองถึงการถล่มประตูสไตล์บุนเดสลีกา ซึ่งเราจะพูดถึงเรื่องนี้อีกทีในภายหลัง

สำหรับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกที่เป็นที่นิยมของคนทั่วโลกนั้น เพราะพวกเขาได้ค่าลิขสิทธิ์จากการถ่ายทอดสดสูงมากๆ ทำให้พวกเขาสามารถดึงดูดผู้เล่นชั้นยอดจากทั่วทุกมุมโลกมาที่แห่งนี้ได้ ทำให้พวกเขาก็คงจะครองตำแหน่งลีกยอดนิยมทั่วโลกต่อไปอีกสักระยะ

แต่กระนั้นลีกสูงสุดของประเทศเยอรมันก็ค่อยๆ เติบโตขึ้น และมีเอกลักษณ์ที่ชัดเจน ซึ่งพวกเขารู้ว่าจะดึงกลุ่มเป้าหมายของพวกเขาอย่างไร

จัดการกับราคาตั๋ว

ตั๋วสำหรับดูฟุตบอลบุนเดสลีกานั้น เฉลี่ยแล้วอยู่ที่ 14 ยูโร (21.50 ปอนด์) ซึ่งถือว่าถูกกว่าลีกชั้นนำอื่นๆ อย่างอิตาลี (19 ยูโร), สเปน (34 ยูโร) และอังกฤษ (39 ยูโร)

นอกจากตั๋วแล้ว อาหารและเครื่องดื่มต่างๆ ยังถูกตั้งราคาไว้ให้อยู่ในระดับที่พอดีอีกด้วย ยกตัวอย่างเช่นโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ที่ยังคงรักษาราคาของเบียร์และสินค้าอื่นๆ ไว้ตลอดช่วงหลายๆ ปีหลังมานี้

อีกทั้งพวกเขายังยอมปฎิเสธบริษัทเบียร์ต่างชาติหลายๆ บริษัทเพื่อที่จะรักษาความสัมพันธ์อันดีกับบริษัทเดิมอย่างบริงคอฟฟ์ ที่ยังมีสัญญากันอยู่ถึงปี 2020

สำหรับดอร์ทุมนด์แล้ว แฟนบอลคือส่วนสำคัญของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจะไม่ทำอะไรก็ตามเพื่อเอาชนะแฟนบอล รวมถึงจะไม่พยายามขยับไปเทียบเท่ากับฟุตบอลอังกฤษ

“มันไม่ได้อยู่ในแผนที่พวกเราวางไว้เลย” คาร์สเทน คราเมอร์ผู้อำนวยการด้านการตลาดของดอร์ทมุนด์กล่าว “พวกเราจะแข่งขันกับตัวเองเท่านั้น พวกเราจะไม่แข่งกับพรีเมียร์ลีก”

“พวกเราสามารถทำให้คุณคิดว่าไม่สามารถหาชมฟุตบอลที่ดุเดือดและบีบคั้นอารมณ์ได้เท่านี้อีกแล้ว”

จูเลียน แบรนด์กำลังฉลองประตูที่เขาทำได้ในเกมกับโวลฟ์สบวร์ก

ซึ่งสิ่งนี้แหละคือสาเหตุที่เราต้องเดินทางไปเยอรมัน เพื่อซึมซับบรรยากาศเหล่านั้นในการแข่งขันบุนเดสลีกาด้วยตัวเอง

หลังจากที่เรามีโอกาสชมเกมสดๆ ถึง 3 นัดเต็มๆ รวมถึงการไปทัวร์สนามอีก 2 สนาม และทำกิจกรรมต่างๆ ระหว่างวัน เราก็พบได้ทันทีว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้เลยที่เราจะไม่มีความสุขกับทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นที่นี่

ให้ความสำคัญกับเยาวชน

เริ่มต้นด้วยพรีเซนเทชั่นนำเสนอที่สำนักงานใหญ่ของบุนเดสลีกาในเมืองแฟร้งค์เฟิร์ต ซึ่งเป็นศูนย์รวมของแผนการและงานต่างๆ และหลังจากเสร็จธุระที่นี่ เราก็เดินทางไปยังศูนย์เยาวชนของไอน์ทรัค แฟร้งค์เฟิร์ต

ต้องยอมรับว่าระบบเยาวชนของประเทศเยอรมันนั้นคือ 1 ในเหตุผลสำคัญที่ส่งให้พวกเขาโชว์ฟอร์มยอดเยี่ยม และคว้าแชมป์โลก 2014 มาครองได้สำเร็จ

แม้เยอรมันเป็นประเทศที่มีความภาคภูมิใจในการเล่นกีฬา แต่กระนั้นพวกเขาเคยตกต่ำในช่วงเข้าสู่ปี 2000 เพราะจากที่พวกเขาเคยคว้าแชมป์โลกได้ในปี 1990 อีก 8 ปีถัดมา พวกเขากลับคว้าได้เพียงอันดับ 7 เท่านั้น

ซ้ำมันแย่ยิ่งกว่าเดิม เมื่อพวกเขาคว้าอันดับ 14 จาก 16 ทีมในศึกยูโร ปี 2000 เนื่องจากทำได้เพียงแค่เสมอ 1 นัด และแพ้อีก 2 นัดในรอบแบ่งกลุ่ม ทำให้สมาคมฟุตบอลของเยอรมันรู้ทันทีว่าพวกเขาต้องทำอะไรบางอย่างแล้ว

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ลูกหนังเมืองเบียร์หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาเยาวชนมากขึ้น จนออกกฏให้ทุกๆ ทีมในบุนเดสลีกาจำเป็นจะต้องมีทีมเยาวชนของตัวเอง ไม่เช่นนั้นพวกเขาจะถูกยกเลิกใบอนุญาตทันที

เอ็มเร่ ชาน ก็คือ 1 ในผลผลิตจากระบบเยาวชนของเยอรมัน

และในที่สุดความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ก็ผลิดอกออกผล เมื่อเยอรมันถล่มบราซิลไปถึง 7-1 ในศึกฟุตบอลโลกรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่ มาริโอ เกิตเซ่ ในวัย 22 ปีจะมาทำประตูชัยให้ทีมเอาชนะทีมชาติอาร์เจนติน่าไปได้ในรอบชิงชนะเลิศ คว้าแชมป์โลก 2014 ไปครองได้สำเร็จ

นากจากนี้ยังมีทั้ง โธมัส มุลเลอร์, ฟิลลิป ลาห์ม และโทนี โครส ที่เป็นผลผลิตมาจากระบบเยาวชนของบาเยิร์น มิวนิค รวมถึง เมซุต โอซิล และ มานูเอล นอยเออร์ จากชาลเก้ ขณะที่เกิตเซ่จากดอร์ทมุนด์ก็เป็นผลพวงจากการวางระบบใหม่นี้เช่นกัน

ในขณะที่ปัจจุบันก็ยังมี เอ็มเร่ ชาน ที่เป็น 1 ในสายเลือดใหม่ของทีมอินทรีเหล็ก โดยชานเริ่มพัฒนาตัวเองจากทีมเยาวชนของแฟร้งค์เฟิร์ต ก่อนก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับที่สูงขึ้นกับชุดใหญ่ของลิเวอร์พูล