ลืมไม่ลง : จุดกำเนิด ธีรเทพ วิโนทัย ที่ กัวลาลัมเปอร์ ปี 2001

ศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 29 จะย้อนกลับมาทำการแข่งขันที่ประเทศมาเลเซียอีกครั้ง...ย้อนกลับไปเมื่อ 16 ปี ก่อนที่กัวลาลัมเปอร์ แข้งหนุ่มวัย 16 ปี ได้แจ้งเกิดอย่างเต็มตัวในครั้งนั้น และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ยิ่งใหญ่ของ...ธีรเทพ วิโนทัย

ย้อนกลับไปเมื่อปี 1999 แฟนฟุตบอลชาวไทยต้องฮือฮาทั้งประเทศ เมื่อหนุ่มน้อยวัย 14 ปี จากกรุงเทพคริสเตียนวิทยาลัย ถูกส่งตัวไปศึกษาต่อที่ประเทศอังกฤษ และได้รับโอกาสเซ็นสัญญาเป็นนักเตะเยาวชนของ คริสตัล พาเลซ ทีมในลีกแดนผู้ดี

สองปีต่อมา ธีรเทพ วิโนทัย ในวัย 16 ปี เดินทางกลับมายังบ้านเกิดอีกครั้ง เพื่อคัดตัวเป็นนักกีฬาฟุตบอลทีมชาติไทย ชุดลุยศึกซีเกมส์ ครั้งที่ 21 ที่ประเทศมาเลเซีย ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์มากมาย

“ตอนนั้นไป คริสตัล พาเลซ ได้จะสองปีแล้ว แล้วก็เดินทางกลับมาประเทศไทย พอดีกับที่ช่วงนั้นมีเปิดคัดตัวชุดซีเกมส์พอดี” ลีซอ เริ่มเท้าความถึงเรื่องราวเมื่อ 16 ปีที่ผ่านมา

“จริงๆผมโดนกระแสเรื่องเด็กเส้นมาตั้งแต่ช่วงติดทีมชาติชุด U17 (ชุดฟุตบอลโลกที่นิวซีแลนด์) แล้ว เพราะที่รู้ๆกันอยู่แล้วก็คือคุณพ่อเป็นผู้สื่อข่าวกีฬาอาวุโส แล้วเราอายุน้อยด้วย แถมเป็นครั้งแรกที่ซีเกมส์จำกัดอายุไม่เกิน 23 ปี”

ในเวลานั้น หลายคนต่างคิดว่า “บิ๊กกาเซ็ม” เกษม จริยวัฒน์วงศ์ ผู้จัดการทีมชาติไทย ได้เรียกตัวแข้งวัยรุ่นอย่างเขาไปติดทีมโดยตรง แม้อาจจะมีความเป็นไปได้บางส่วน จนถูกตราหน้าว่าเป็น “เด็กเส้น” แต่อันที่จริงแล้วเขายืนยันว่ามันไม่ใช่แบบนั้น

บรรดานักเตะรุ่นพี่ในทีมต่างไม่เคยมีใครมองว่าเขาเป็น “เด็กเส้น” อย่างที่หลายคนกล่าวว่า ซ้ำยังต้อนรับขับสู้และเป็นกันเองกับ บวกกับการที่เขามีสัมมาคารวะ ทำให้สามารถปรับตัวเข้ากับทุกคนได้ แต่มันก็ไม่อาจเปลี่ยนความคิดของคนนอกแคมป์ ไม่ว่าจะเป็นสื่อ หรือแฟนบอลได้เลย

"บิ๊กกาเซ็ม" เกษม จริยวัฒน์วงศ์ ผู้จัดการทีมชาติไทยในยุคนั้น

“ตอนคัดตัวผมก็โชว์ฟอร์มได้ดี แกอาจจะชอบด้วย เพราะมีสไตล์การเล่นแบบอังกฤษที่ได้ซึมซับมา และมีภาษีดีกว่าคนอื่นเพราะเราเป็นเด็กคริสตัล พาเลซ ด้วย เลยมีโอกาสได้ติดทีมไปมาเลเซีย”

“แต่หลายคนพูดครับ ว่าอายุยังน้อยขนาดนี้ ทำไมติดทีมเข้ามา เพราะพ่อรู้จักกับโค้ช กับลุงเกษมรึเปล่า จริงๆมันก็มีส่วนเพราะเขารู้จักกันจริง แต่มันไม่ใช่แบบนั้นซะทีเดียว”

การติดทีมชาติ ถือเป็นความภาคภูมิใจของทั้งตัวนักเตะ และครอบครัว จึงเป็นเรื่องธรรมดาที่พ่อกับแม่ อยากไปเห็นลูกชายฝึกซ้อม รวมถึงลงแข่งขันด้วยตาของตัวเอง แต่สำหรับคุณพ่อของ “ลีซอ” กลับทำแบบนั้นไม่ได้…

คุณพ่อของเขาคือ เทพไชย วิโนทัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสของเดลินิวส์ ผู้คร่ำหวอดและกว้างขวางในวงการสื่อมวลชนมาอย่างยาวนาน ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่หลายคนจะมองว่าเขา มีส่วนทำให้ลูกชายได้ก้าวเข้ามาติดทีมชาติครั้งนี้

คุณพ่อของเขาคือ เทพไชย วิโนทัย ผู้สื่อข่าวอาวุโสของเดลินิวส์ ผู้คร่ำหวอดและกว้างขวางในวงการสื่อมวลชนมาอย่างยาวนาน ทำให้หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่หลายคนจะมองว่าเขา มีส่วนทำให้ลูกชายได้ก้าวเข้ามาติดทีมชาติครั้งนี้

“พูดถึงคุณพ่อก็น่าสงสารนะครับ คนเป็นพ่อเป็นแม่ก็อยากไปดูลูกซ้อม อยากไปเห็นว่าลูกเป็นยังไง แต่ว่าเวลาไปก็ต้องแอบ ห้ามคนอื่นเห็น ให้ใครเห็นไม่ได้ ถ้าเลือกไม่ไปได้ก็ไม่ไปดีกว่า คนเขาจะได้ไม่เอาไปพูดกัน”

“พ่อเองก็พยายามไม่ไปยุ่ง ไม่ไปดูผมซ้อม แต่บางทีมีความจำเป็นต้องไป คนก็มองกันว่าไปกดดันโค้ช นู่นนี่นั่น โอเคมันก็คิดได้แหละ ว่าผู้ใหญ่เขารู้จักกัน แต่ความจริงพ่อบอกโค้ชตลอด ว่าถ้าลูกผมไม่ดีจริง ไม่ต้องเอานะพี่ ไม่เป็นไร แต่กลับกลายเป็นว่าโค้ชชอบเรา ชอบการเล่น, จินตนาการ ความมุ่งมั่น เขาเลยเอาติดทีมไปด้วย”

ถึงแม้จะมีดีกรีเป็นถึงเยาวชนของทีมในประเทศอังกฤษ ไปใช้ชีวิตในแดนต้นตำรับลูกหนังมาหลายปี แต่เขาก็ไม่เคยสำคัญตัวเอง หรือทำตัวหยิ่งผยองกับบรรดารุ่นพี่ในทีมเลยสักครั้ง แถมบางคนยังกลายเป็นเพื่อนซี้กันในภายหลังอีกด้วย

เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าวงการฟุตบอลไทยสมัยก่อน ยังไม่เจริญรุ่งเรืองเท่ากับปัจจุบัน แต่ “ลีซอ” ก็ยังจำเรื่องราวทุกอย่างได้ไม่เคยลืม และถือเป็นช่วงเวลาสำคัญที่ทำให้เขาเดินทางมาไกลจนถึงทุกวันนีเได้

เข้ามาในแคมป์ผมก็เด็กสุดในทีมเลย และด้วยวัฒนธรรมเราก็ต้องทำนู่นทำนี่ให้ พี่ใช้อะไรเราก็ทำ ประมาณนี้ครับ อย่าง ดัสกร ทองเหลา ผมก็มองเขาเป็นรุ่นพี่อยู่ ผมกลัวเขาเพราะเคยเห็นเขาเตะบอลนักเรียนที่สนามศุภฯ แล้วเล่นโหดมาก กลัวโดนเขาเตะ ผมก็เลยไหว้เขาก่อน (หัวเราะ) แต่หลังจากนั้นก็ซี้กันเลย”

“ตอนนั้นมันต่างกับสมัยนี้มากนะ ที่เด็กๆดาวรุ่งขึ้นชุดใหญ่กันเร็ว ทุกอย่างมีพร้อมหมดแล้ว มีคนดูแลทุกอย่าง ซักผ้าให้ เตรียมชุดให้ สมัยก่อนถ้าเด็กๆจะมาเล่นกับรุ่นพี่เนี่ย คุณก็ต้องผ่านบททดสอบตรงนี้ไปให้ได้ เดี๋ยวนี้มันไม่มีแบบนั้นแล้วครับ ตอนเก็บตัวเสื้อผ้าก็ต้องซักเอง ล้างรองเท้าให้รุ่นพี่ ซื้อของกินให้เขา”

รุ่งโรจน์ สว่างศรี ขึ้นชื่อว่าเป็นหนึ่งในกองหลังจอมโหดของทีมชาติไทย และจากกิตติศัพท์ที่เคยได้ยินมา ทำเอาเขาถึงกับกลัวรุ่นพี่คนนี้ แต่พอได้มาสัมผัสกับตัวเองมันกลับแตกต่างจากที่เขาคิดเอาไว้โดยสิ้นเชิง

“ผมเคยเห็นข่าวแก โหดมาก เตะคนนู้นคนนี้ แต่พอมาอยู่ด้วยกัน เวลาอยู่กับผมแกน่ารักมาก ผิดคาดเลย”

“แต่จริงๆไม่ใช่แค่แกคนเดียวนะ รุ่นพี่ทุกคนดีกับผมมาก อย่างแมตช์ไหนที่ผมโดนเตะ ทุกคนจัดการเอาคืนให้ผมหมด นอกสนามก็เฮฮา ไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด อยู่โรงแรมก็ชอบปาร์ตี้มาม่ากัน มันประทับใจมากนะครับ ที่เขาไม่มองเราเป็นเด็กเส้น เด็กนอก ทุกคนช่วยผมได้มากจริงๆ”

รุ่งโรจน์ สว่างศรี ในวัย 35 ปี ที่ในปัจจุบันเลิกเล่นฟุตบอลไปแล้ว

แม้จะมีกระแสด้านลบมากมาย กับการที่เด็กวัยแค่ 16 ปี ถูกเรียกตัวไปลงแข่งขันมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน เปรียบเสมือนกับตอนที่ทีมชาติอังกฤษ เรียกตัว ธีโอ วัลคอตต์ ไปเล่นฟุตบอลโลก เมื่อปี 2006 ด้วยอายุ 17 ปี...แต่ท่ามกลางคำวิจารณ์ ยังมีบางคนที่คาดหวังในตัวเขาอยู่บ้าง

“จริงมันๆก็มีนะ คนที่เห็นแววเรา เขาก็มองว่ามันเป็นสิ่งที่ดี เหมือนสร้างอนาคตให้ทีมชาติต่อไปด้วย ถึงจะไม่ได้ลง แต่ก็ได้ประสบการณ์ ในอนาคตก็จะขึ้นมาแทนรุ่นพี่ได้”

“ด้วยตอนนั้นในรุ่นๆเดียวกัน ผมก็คิดว่าตัวเองโอเคในระดับนึงอยู่นะ คิดว่าเขามองว่าจุดเด่นของเรา สามารถเติมเต็มให้กับทีมได้ และช่วยรุ่นพี่ได้ ก็เลยเอาเราติดทีมไปด้วย”

“พูดกันตรงๆว่าตอนนั้นเรายังเด็ก อาจจะยังทนทานกระแสวิจารณ์ได้ไม่มากนัก แต่ก็พยายามไม่สนใจ และโชคดีที่สมัยก่อนมันไม่มีสื่อโซเชียลเหมือนตอนนี้ เลยไม่ได้ซีเรียสกับมันมาก แล้วคุณพ่อก็คอยให้กำลังใจเราตลอดด้วย”

ติดตามเรื่องราวในเกมประเดิมสนามและพังประตูแรกของทัวร์นาเมนต์ให้ทีมชาติไทยของ "ลีซอ" ได้ในหน้าถัดไป