ลืมไม่ลง : หลากรสชาติศึกซีเกมส์ 1993 - ต้นกำเนิดเหรียญทอง 8 สมัยติดทีมชาติไทย

ฟุตบอลทัวร์นาเมนต์บางครั้ง มันจะมีครบทุกรสชาติ ก่อนจะประสบความสำเร็จ บ้างก็เผ็ดจัดจากการฝึกซ้อม บ้างก็ขมหนักกับความกดดัน บ้างก็เค็มจากหยาดเหงื่อไคลที่ไหลชโลมกาย แต่สุดท้าย ถ้าสิ่งที่ลงแรงไป ได้รับกลับมาด้วยแชมป์ที่รสชาติหอมหวาน มันก็คุ้มค่าซะไม่มีอะไรจะเปรียบเลยทีเดียว

ขอบคุณภาพจาก : ฟุตบอลสยาม, เก็บรวบรวมโดย สารานุกรมฟุตบอลไทย 

FFT TH ขอพาทุกท่านไปพบกับ ต้นกำเนิดของตำนานแชมป์ 8 สมัยของทีมชาติไทย และนี่คือเรื่องราวครบทุกรสชาติของเหรียญทอง ซีเกมส์ ปี 1993

ความกดดันรสขม ปนเครียด

ย้อนหลังกลับไปเมื่อปี 1993 (พ.ศ. 2536) การแข่งขันฟุตบอลซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ถูกจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ ทีมชาติไทย คืออดีตแชมป์ 5 สมัย ที่ห่างหายจากการนั่งบัลลังก์อาเซียนถึง 3 ครั้งซ้อน โดยปีสุดท้ายที่ทีมไทยได้แชมป์ต้องย้อนไปถึงปี 1985 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จากนั้น ในปี 1987 อินโดนีเซีย คว้าแชมป์ไปครองที่แดนอิเหนา ถัดมาปี 1989 เป็นมาเลเซีย คว้าแชมป์ไปครองในบ้านของเสือเหลือง และปี 1991 อินโดนีเซีย ก็กลับมาคว้าแชมป์อีกครั้งที่เมืองมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ โดยรองแชมป์ ก็คือ ทีมชาติไทย

“แหม ก็บอลไทยไม่ได้แชมป์ ก็ธรรมดาแหละเนอะ ฟุตบอลไทยคาดหวังเป็นแชมป์ทุกครั้งอยู่แล้ว ความกดดันก่อนแข่งก็มีเป็นธรรมดา”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า ทีมชาติไทย ถูกยกให้เป็นเต็งหนึ่งเสมอทุกครั้งที่ลงทำการแข่งขันในศึกซีเกมส์ และการพลาดแชมป์มาแล้ว 3 ครั้ง กินเวลาถึง 8 ปีเต็ม ก็ทำให้ นักเตะทีมชาติไทย ชุดนั้น รู้ซึ้งถึงคำว่า “กดดัน”

“พี่ได้รองแชมป์มาครบ 3 สมัยเลย ก็โดนด่าหม๊ดเล๊ยยย (เสียงสูง) ครบทั้งสามสมัยเลย (หัวเราะ)”

“แหม ก็บอลไทยไม่ได้แชมป์ ก็ธรรมดาแหละเนอะ ฟุตบอลไทยคาดหวังเป็นแชมป์ทุกครั้งอยู่แล้ว ความกดดันก่อนแข่งก็มีเป็นธรรมดา” นที ทองสุขแก้ว อดีตตำนานกองหลังที่ผันตัวเป็นตำรวจใหญ่ในปัจจุบัน กล่าวกับโฟร์โฟร์ทูอย่างอารมณ์ดีตามสไตล์

นที ทองสุขแก้ว

“แฟนบอลไทย ไม่ว่าจะยุคไหน ก็มองว่า ทีมชาติไทย จะต้องได้แชมป์ซีเกมส์ ทุกสมัย เพราะฉะนั้น เราไปแข่งด้วยเป้าหมายเดียว ความกดดันมันก็มีอยู่แล้วแหละ” อภิชาติ ทวีเฉลิมดิษฐ์ สุดยอดนักเตะกองกลางตัวรับจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อยู่ในชุดดังกล่าว ก็ได้บอกกับ โฟร์โฟร์ทู สอดคล้องกับที่ นที ทองสุขแก้ว พูดไว้

ความกดดัน ที่เกิดขึ้นกับนักฟุตบอล มาจากความคาดหวังที่สูงของแฟนบอล รวมถึงผู้บริหารสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ที่อยากเห็นความสำเร็จอีกครั้งของทีมชาติไทย เพราะไม่ได้แชมป์มาถึง 3 สมัยติดต่อกัน แถมช่วงที่ไม่ได้แชมป์นั้น “นักฟุตบอลไทย” กำลังถูกโจมตี และมีการตั้งข้อสงสัยจากแฟนบอลว่า “ล้มบอลหรือไม่”

ซึ่งนั่นก็ทำให้พวกเขาทุกฝ่าย ต่างก็พยายามเตรียมทีมให้ดีที่สุด เพื่อ “แชมป์”

เก็บตัวยาวนาน ผสมผสานชุดดรีมทีม

ซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ทีมชาติไทย ภายใต้การนำทีมของ “บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล ผู้จัดการทีมชื่อดัง และ “บิ๊กก๊อง” วิรัช ชาญพานิชย์ ผู้ช่วยผู้จัดการทีม ที่เข้ามาดูแลทีมเรื่องการบริหารจัดการทั่วไป โดยในเรื่องของแทคติก และการฝึกสอน เป็นการผนึกกำลังกันระหว่าง “น้าชัช” ชัชชัย พหลแพทย์ เฮดโค้ชจอมฟิต กับ มร.ปีเตอร์ สตู๊ปเป้ กุนซือชาวยอรมัน ที่เคยคุมทีมชาติไทย ชุดเอเชี่ยนคัพ เมื่อปี พ.ศ. 2535

นอกจากในเรื่องของสายการจัดการแล้ว ด้านขุมกำลัง ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงในทีมเยอะพอสมควร จากทีมชาติไทยชุดใหญ่ที่เคยได้เห็นกันก่อนหน้านั้น เนื่องจากมีการผลักดันนักเตะทีมชาติไทย ชุดดรีมทีม ที่ยังอายุน้อยๆ เพียงแค่ 19-21 ปี ขึ้นมาเล่นร่วมกับพี่ๆ หลายคนทั้ง ตะวัน (ธชตวัน) ศรีปาน, เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, พัฒนพงษ์ ศรีปราโมช, วัชรพงษ์ สมจิตร, สราวุธ คำบัว, รุ่งเพชร เจริญวงศ์ และ สิริศักดิ์ ขะเดหรี ขึ้นมาร่วมทีม

สำหรับทีมชาติไทย ชุดดรีมทีมนั้น เป็นแนวความคิดการสร้างทีมชาติไทย ชุดเล็ก ที่มีอายุราวๆ 18-19 ปี ของ “บิ๊กหอย” ธวัชชัย สัจจกุล นักธุรกิจผู้คลั่งไคล้กีฬาฟุตบอลในสมัยนั้น โดยเขาได้เข้ามาเป็นสภากรรมการ สมาคมฯ และได้พยายามเฟ้นหานักเตะอายุน้อยฝีเท้าดีที่ไม่ได้เล่นฟุตบอลถ้วย ก หรือฟุตบอลระดับสูงสุดของเมืองไทย ในสมัยนั้น ก่อนที่จะผลักดันนักเตะหลายคนเข้ามาแข่งขันซีเกมส์ ครั้งที่ 17 ซึ่งภายหลัง นักเตะชุดดรีมทีม ก็ได้กลายเป็นฐานรากสำคัญที่สร้างความสำเร็จอย่างยาวนานนับสิบปี ของทีมชาติไทย จนเกิดกระแส “ดรีมทีมฟีเวอร์” เลยทีเดียว

ธชตวัน ศรีปาน และ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง 2 ดาวรุ่งผู้ถูกดันขึ้นสู่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ลุยซีเกมส์ 1993

นอกจาก สมาชิกภายในทีมจากชุดดรีมทีมแล้ว รายชื่อทีมชาติไทยชุดนั้น คนอื่นๆ ก็ต้องบอกว่า ยอดเยี่ยมที่สุดชุดหนึ่งตลอดกาลเลยทีเดียว เพราะมี “สิงโตเผือก” วิฑูรย์ กิจมงคลศักดิ์ จับคู่กับ “เดอะตุ๊ก” ปิยะพงษ์ ผิวอ่อน ในแดนหน้า นอกจากนี้ยังมีคนอื่นๆ อย่าง นที ทองสุขแก้ว, อภิชาติ ทวีเฉลิมดิษฐ์, ไพโรจน์ พ่วงจันทร์, ส่งเสริม มาเพิ่ม, อรรถพล บุษปาคม ฯลฯ

การแข่งขันในครั้งนั้น ทีมชาติไทยไม่ได้มาเล่นๆ แต่ทีมชาติไทย มาเพื่อเป็นแชมป์ (เท่านั้น)…