ลูก้า โมดริช : กองกลางผู้เป็นเหมือนอ็อกซิเจนให้ราชันชุดขาว

ติดตามกันต่อสำหรับการจัดอันดับ 100 นักเตะของโลก โดย โฟร์โฟร์ทู ไปดูกันว่าทำไม ลูก้า โมดริช ถึงเข้าป้ายมาในอันดับที่ 12 

ลองตอบคำถามนี้ดู มีสักกี่ทีมในโลกฟุตบอลที่ลูก้า โมดริชไม่สามารถเข้าไปช่วยพัฒนาให้ดีขึ้นได้? ที่จริงแล้วอาจถามว่ามีทีมในระดับสูงกี่ทีมตลอด 25 ปีหลังที่เขาได้เข้าไปทำให้ดีขึ้น? นี่คือคำถามที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะว่าในวัย 31 ปี เขากำลังขึ้นสู่ช่วงพีคของอาชีพค้าแข้ง และเร็วๆ นี้ก็จะเป็นเวลาสำหรับการพิจารณาตำแหน่งของโมดริชในหน้าประวัติศาสตร์ฟุตบอลแล้ว

ปี 2016 เขาได้คว้าแชมป์ยุโรปได้เป็นสมัยที่ 2 โดยทำหน้าที่ยืนฝั่งขวาในระบบมิดฟิลด์ 3 คนของซีเนอดีน ซีดาน สำหรับถิ่นซานติอาโก้ เบร์นาเบวแล้ว ถือเป็นสถานที่ที่นักเตะในแบบโมดริชมักจะถูกลืม ท่ามกลางแข้งชื่อดังทั้งหลาย แต่นี่ก็เป็นปีที่ต้องยอมรับว่าแม้แต่เรอัล มาดริดก็ไม่เหมือนเดิมในยามที่เขาไม่สามารถลงสนามได้

อยู่ในช่วงพีค

เขาเป็นนักเตะที่มักจะถูกมองข้าม ในทีมที่เต็มไปด้วยไฮไลท์มากมาย มันเป็นเรื่องยากที่จะระบุได้ว่าโมดริชได้ทำอะไรให้กับทีมบ้าง เขามีช่วงปีที่สุดยอดมาก เขาสร้างอิทธิพลที่ส่งผลต่อรูปเกม ทั้งในเรื่องของสปีดการเล่น, ความรู้สึก และจังหวะ ซึ่งทำให้มาดริดสามารถเคลื่อนที่บอลไปรอบสนามได้

ฤดูกาล 2015/16 เขามีค่าเฉลี่ยการจ่ายบอลต่อเกมในลา ลีกามากกว่าฤดูกาลก่อนหน้าที่เขาเคยค้าแข้งในสเปนมา นี่คือสถิติในมุมเดียว แต่ที่จริงเขายังสร้างอิทธิพลต่อเกมมากขึ้นด้วย ในสมัยที่เล่นในังกฤษ เขาจะเป็นตัวคอยสร้างพื้นที่ให้ปีกเข้าทำเกมรุก ขณะที่ตำแหน่งยืนของเขาต่ำลงมาที่มาดริด เขาสามารถเปลี่ยนโฉมเกมได้ โมดริชกำลังอยู่ในช่วงที่ดีที่สุดมากกว่าช่วงเวลาใดๆ ตลอดการค้าแข้งที่ผ่านมาของเขา ขณะที่รังสีแห่งอิทธิพลของเขาก็แผ่กว้างมากกว่าที่เคยเช่นกัน

หัวใจของมาดริด

เมื่อนักเตะสักคนถูกนิยามไว้ว่าเห็นหัวใจของทีม ภาพลักษณ์ที่ใครๆ ต่างจดจำก็คือการเข้าปะทะหนัก, พละกำลังไม่มีหมด และความเป็นผู้นำ แต่แม้ว่าเขาจะไม่มีสิ่งต่างๆ ที่ว่ามานี้ ก็ยังสามารถพูดได้ว่าโมดริชคือหัวใจของมาดริดโดยแท้จริง ด้วยบทบาทที่แตกต่างออกไป แต่ก็มีความสำคัญราวกับหัวใจเช่นกัน หากเป็นในรูปแบบที่สุภาพนุ่มนวลมากกว่า นอกเหนือจากความไหลลื่น, การจ่ายบอลที่เหมาะเจาะ (จะมีอะไรที่สวยงามในโลกฟุตบอลไปมากกว่าลูกจ่ายด้วยข้างเท้าขวาด้านนอกของเขาอีก?) นักเตะชาวโครเอเชียก็พัฒนาความเข้าใจเกมร่วมกับฟูลแบ็คของเขา (โดยปกติจะเป็นดานิโล่ บางครั้งก็เป็นดานี่ การ์บาฆาล) รวมถึงเพลย์เมคเกอร์ตัวรุกของเขาด้วย ขณะที่การยืนตำแหน่งและเรื่องแท็กติกต่างๆ ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่สบายๆ สำหรับเขาไปแล้ว พัฒนาการของโมดริชเราจะเห็นได้จากการเข้าหาพื้นที่, ช่องว่างที่เขาเข้ามาเติมเต็ม รวมถึงสิ่งที่เขาทำในยามที่ไม่ได้บอล รวมแล้วมันก็เหมือนเป็นงานที่ไม่ค่อยมีใครอยากทำ เป็นบทบาทที่ทำให้เขาอยู่ภายใต้ร่มเงาของดาวเตะคนอื่นๆ

ตอนนี้เขาได้รับประโยชน์จากความสมดุลในแผงมิดฟิลด์ที่รายล้อมเขา ทั้งจากกาเซมิโร่และโทนี่ โครส รวมถึงการยืนอยู่ด้านหลังแผงแนวรุกระดับเฮฟวี่เวททั้งหลายด้วย ในยามที่ไร้โมดริช ทุกอย่างก็ไปได้ไม่สวยเหมือนอย่างที่เคย ในปี 2016 จึงเป็นอีกครั้งที่เขาเป็นเหมือนน้ำมันหล่อลื่นสำหรับเกียร์ของมาดริด และเป็นเหมือนอ็อกซิเจนให้กับปอดของพวกเขา