ลูกครึ่งกาน่า / กำพร้าพ่อ / แพ้วรชิต : มูฮัมเหม็ด อุสมานมูซา...ว่าที่ศุภวุฒิคนใหม่

แข้งวัย 19 ปี ยังคงเป็นตัวเลือกสำคัญที่กุนซือชาวสเปนเรียกเข้ามาติดทัพโต๊ะเล็กช้างศึกชุดชิงแชมป์เอเชียU20 และยังทำผลงานได้อย่างน่าประทับใจจากการยิงถึง 7 ประตู ในทัวร์นาเม้นต์นี้ 

เรื่องเล่า 60 วิ

“เหม็ด” มูฮัมหมัด อุสมานมูซา เป็นลูกครึ่งมีคุณแม่เป็นคนไทย และคุณพ่อเป็นชาวกานาซึ่งเป็นอดีตนักฟุตบอลสโมสรยาสูบ แต่เขากลับไม่เคยพบหน้าหลังต้องสูญเสียบิดาอันเป็นที่รักตั้งแต่วัยเพียง 3 ขวบ

ชีวิตในวัยเด็ก “เหม็ด” เกิดในครอบครัวที่ฐานะไม่ดีนัก โดยเขาต้องอาศัยอยู่กับคุณยายแค่ 2 คน ในเมืองหลวง เนื่องจากแม่ของเขามีอาชีพค้าขาย และต้องเดินทางบ่อยครั้งจนไม่มีเวลาอยู่ด้วยกัน ยามว่างเจ้าหนูรายนี้มักออกไปเตะลูกบอลพลาสติกกับเพื่อนๆแถวบ้าน ซึ่งฟุตบอลเป็นสิ่งที่เขาหลงไหลมาตั้งแต่วัยเยาว์ ก่อนจะเปลี่ยนมาเริ่มเล่นฟุตซอลอย่างจริงจังตอนเข้าเรียนที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ช่วงม.1ซึ่งเขาได้เป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งขันรายการต่างๆในระดับมัธยมศึกษาตอนต้นมากมาย

หลังจากนั้นได้ย้ายมาเข้ารั้วสถาบันขึ้นชื่อด้านฟุตซอลอย่าง โรงเรียนราชวินิตบางเขน ในช่วงม.4 ที่นี่เองคือจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชีวิตของเขาเข้าสู่เส้นทางแข้งโต๊ะเล็กอย่างเต็มตัว จริงๆทางบ้านของ “เหม็ด” ไม่ได้สนับสนุนเท่าไหร่นักกับความใฝ่ฝันอยากเป็นนักฟุตซอลอาชีพ อีกทั้งช่วงแรกที่เข้าเรียนราชวินิตบางเขน เขาต้องจากบ้านมาอยู่หอเป็นครั้งแรกเป็นธรรมดาที่ต้องคิดถึงบ้าน และท้อบ้างบางเวลา แต่เขาก็ตั้งเป้าหมาย และความฝันอยากติดทีมชาติสักครั้งในชีวิต มาเป็นแรงผลักดันดิ้นรนด้วยตัวเองเรื่อยมาจนคว้าแชมป์เกือบทุกรายการในระดับนักเรียน ด้วยฝีเท้าอันยอดเยี่ยมกับผลงานในเกมฟุตซอลรายการกทม.ลีก ที่ “เหม็ด” โชว์ฟอร์มดียิงไป 5 ลูก พร้อมคว้ารางวัลดาวซัลโว และนักเตะยอดเยี่ยมประจำทัวร์นาเม้นต์ ทำให้แบงค็อก บีทีเอส ตัดสินใจเซ็นสัญญาดึงเขามาร่วมทีมในวัยเพียง 18 ปี เท่านั้น

นั่นคือจุดเริ่มต้นเส้นทางนักฟุตซอลอาชีพอย่างเต็มตัวที่ส่งให้ดาวรุ่งผู้นี้กลายเป็นจอมถล่มประตูของทัพโต๊ะเล็กช้างศึกในเวลาต่อมา

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

ปีแรกในลีกอาชีพเขาถูกส่งประเดิมนัดแรกของฤดูกาลในเกมที่พบกับสโมสรสมุทรสาคร แม้จะได้ลงไม่กี่นาที แต่เขามุ่งพัฒนาฟอร์มการเล่นเรื่อยมาจนได้รับโอกาสลงสนามมากขึ้น และมีชื่อติดทีมทุกนัดที่ลงแข่งขัน ทว่าเลกสองสมาคมฟุตบอลฯ จะสั่งยุติการแข่งขันหลังเริ่มไปได้เพียง 2 แมตช์  ทำให้เขาหยุดการพังสกอร์ไว้ที่ 3 ประตูในฤดูกาลแรกบนลีกอาชีพของเขา

ขณะเดียวกัน มิเกล โรดริโก้ กุนซือโต๊ะเล็กช้างศึก ที่หวังใช้ดาวรุ่งสู้ศึกอาเซียนครั้งที่ผ่านมา และฝีเท้าของ “เหม็ด” ก็ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดีจนถูกเรียกมาติดทีมชุดใหญ่ในที่สุด ทั้งที่ฤดูกาล 2016 เขาเพิ่งขยับจากนักฟุตซอลโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายมาเล่นในลีกอาชีพอย่างจริงๆจังๆเท่านั้น

หลังซ้อมเพียงสัปดาห์เดียว ในเกมอุ่นเครื่องกับสโมสรคิตะ คิวชู  “เหม็ด” ถูกส่งลงเป็นผู้เล่น 5 คนแรก และเขาสามารถเบิกสกอร์แรกในนามทีมชาติได้สำเร็จ ผลงานอุ่นเครื่องเป็นไปได้ด้วยดีจนกระทั่งติดเป็น 1 ใน 14 แข้งชุดสู้ศึกชิงแชมป์อาเซียนในท้ายที่สุด ที่สำคัญเกมแรกในนามทีมชาติอย่างเป็นทางการ เขาซัดประตูใส่ติมอร์ไป 1 เม็ด ก่อนที่แมตช์ต่อมาจะกระหน่ำคนเดียวถึง 4 ประตู

ด้วยฟอร์มการล่าตาข่ายสุดประทับใจทำให้เขาถูกจับตามองว่าเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งดาวซัลโวอย่างเต็มตัว แต่ “เหม็ด” ไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้น โดยหวังเพียงทำประตู และได้ลงเล่นให้ทัพช้างศึกมากเท่าที่จะทำได้เป็นพอ แม้จะไม่สามารถยิงประตูในนัดชิงชนะเลิศที่ไทยถล่มเมียนมาแบบย่อยยับไปถึง 8-1 แต่จบทัวร์นาเม้นต์เขาได้รับรางวัลดาวซัลโวจากการทำไปทั้งสิ้น 8 ประตู ในการรับใช้ทีมชาติชุดใหญ่ครั้งแรกในรายการที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียนอีกด้วย

หลังจากจบทัวร์นาเม้นต์ใหญ่ของอาเซียนก็ถึงเวลาท้าชนกับเกมระดับเอเชียดูบ้าง โดย มิเกล โรดริโก้ ตัดสินใจใส่ชื่อของ "เหม็ด" เป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญเพื่อทำศึกชิงแชมป์เอเชีย รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งการตัดสินใจของกุนซือชาวสเปนก็นับว่ามาถูกทาง เพราะเจ้าหนูรายนี้งัดฟอร์มสุดยอดออกมาอีกครั้งด้วยการซัลโวไปถึง 7 ประตู ตลอด 5 นัดที่ลงสนาม ทว่าเป็นเรื่องน่าเสียที่เขาไม่อาจพาทีมชาติไทยไปถึงฝั่งฝันเมื่อต้องแพ้ให้กับทีมชาติอิหร่าน 5-7 ส่งผลให้ทัพช้างศึกโต๊ะเล็กทำได้เพียงเข้าชิงอันดับสามกับทีมชาติอุซเบกิสถานเท่านั้น

จุดแข็ง

ความมุ่งมั่นคือสิ่งที่ดาวเตะผู้นี้มีติดตัวเสมอ อีกทั้งยังรับความกดดันได้ดี อย่างที่เห็น เขาสามารถลงไปโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจากการเล่นทีมชาติครั้งแรกจนมีส่วนสำคัญพาทัพโต๊ะเล็กช้างศึกครองจ้าวอาเซียนเป็นสมัยที่ 12 ได้สำเร็จ นอกจากนี้ความแข็งแกร่ง และความเร็วยังเป็นอีกจุดที่ทำให้เขาโดดเด่นอย่างมากเช่นกัน

จุดอ่อน

แม้จะแข็งแกร่ง รวดเร็ว จบสกอร์ได้เยอะ แต่เขาเองก็ยอมรับว่าเรื่องการยิงประตูยังต้องใช้เวลาฝึกอีกมากเพื่อเพิ่มความเฉียบคมการยิงประตู เพราะที่ผ่านมายังติดๆขัดๆในบางจังหวะ

อย่างไรก็ตามเขาก็ยังมีความมุ่งมั่นพัฒนาต่อเนื่อง นอกเหนือจากเวลาซ้อม “เหม็ด” มักหาคลิปวิดีโอการเล่นของแข้งดังระดับโลกเรียนรู้ทริคต่างๆเพื่อนำมาพัฒนาตัวเองอยู่เสมอ เพื่อทดแทนสิ่งที่ขาดไปให้สมบูรณ์มากขึ้น

รู้หรือไม่

เขาอาจสร้างชื่อมากับฟุตซอล แต่สมัยมัธยมศึกษาตอนต้น “เหม็ด” เคยลงแข่งในนามโรงเรียนวัดเบญจมบพิตร ในศึกฟุตบอล 7 คนรายการ KFC Champion Shoot แม้จะไม่ประสบความสำเร็จถึงขั้นคว้าแชมป์ และเคยไปไกลสุดเพียงรอบ 8 ทีม แต่ทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวช่วยให้เขาได้ดวลฝีเท้ากับกัปตันทีมชาติไทยU19 อย่าง วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ ที่เล่นให้กับอะคาเดมี่ “ฉลามชล” มาแล้ว ก่อนจะแพ้ และตกรอบไปในท้ายที่สุด

นอกจากนี้เขายังมี ศุภวุฒิ เถื่อนกลาง ศูนย์หน้าตัวเก่งทีมชาติไทยที่ปัจจุบันไปค้าแข้งอยู่กับสโมสรเมส ซันกาน ในลีกอิหร่าน คือหนึ่งเดียวที่ “เหม็ด” ยกให้เป็นไอดอลในดวงใจ และฝันว่าสักวันหนึ่งอยากจะไปค้าแข้งต่างแดนเหมือนรุ่นพี่รายนี้บ้างในอนาคต นอกจากนี้ยังถูกยกให้เป็น “นิวศุภวุฒิ” อีกด้วย

โปรดติดตามตอนต่อไป

หากกล่าวว่า 1 ปี เปลี่ยนชีวิตก็คงไม่ผิดนัก เส้นทางลูกหนังของเขานับว่าก้าวกระโดดไม่น้อยจากอดีตนักฟุตซอลโรงเรียนมัธยมที่ไม่มีใครรู้จัก กลายมาเป็นดาวรุ่งดินระเบิดในทัพโต๊ะเล็กช้างศึกกับรายการแรกในชีวิตที่สามารถคว้าดาวซัลโว และคว้าแชมป์ได้อย่างยิ่งใหญ่

มาวันนี้ชื่อเสียงของเขากลายเป็นที่รู้จักอย่างแพร่หลาย และด้วยฝีเท้าอันยอดเยี่ยมทำให้ถูกคาดหมายว่านี่คือว่าที่สุดยอดดาวยิงของโต๊ะเล็กทีมชาติไทยในอนาคต แต่ก่อนจะถึงเวลานั้นสิ่งสำคัญ “เหม็ด” ตั้งเป้าอยากเป็นกำลังหลักพาสโมสรแบงค็อก บีทีเอส คว้าแชมป์ฟุตซอลลีกให้สำเร็จเสียก่อนเพื่อต่อยอดไขว่คว้าความสำเร็จในทีมชาติอีกครั้ง

ไม่แน่ว่าศึกฟุตซอลโลกในปี 2020 ชื่อของเขาอาจเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สำคัญของแนวรุกช้างศึกกับรายการที่ใหญ่ที่สุดในโลกลูกหนังก็เป็นไปได้เช่นกัน...