Interviews

ลูกตำรวจ / พาบ้านเกิดไปบอลโลก / แข้งพม่ารอบ 21 ปีไทยลีก : อ่อง ธุ

“ผมแค่อยากจะพิสูจน์ตัวเองให้เขาได้เห็นว่าผมสามารถจะเล่นที่นี่ได้”  

We are part of The Trust Project What is it?

ศูนย์หน้าผู้สร้างปรากฏการณ์สาวก “มังกรไฟ” ในเมียนมา และ แข้งเมียนมาคนแรกที่ย้ายมาเล่นลีกสูงสุดของไทยในรอบ 21 ปี นี่คือทั้งหมดที่หัวหอกวัย 21 ปี เป็นในระยะเวลาเพียงไม่กี่เดือน...เขาเดินตามฝันด้วยการย้ายมาเล่นในเมืองไทยกับสโมสรโปลิศ เทโร เอฟซี

สัมภาษณ์ - เขียนโดย

กิตติธัช ศรีสุข

การเล่นต่างแดนครั้งแรกเขารู้สึกอย่างไร? ไทยลีกคือจุดสูงสุดที่เคยฝันหรือไม่? และอะไรที่ทำให้เขาเลือกย้ายมาเล่นในลีกแดนสยาม ติดตามเรื่องราวแบบเจาะลึก และเปิดใจแบบหมดเปลือกของ อ่อง ธุ กับการย้ายเข้าสู่รัง โปลิศ เทโร เอฟซี ได้ที่นี่ที่เดียว

กำเนิดแข้งปรากฏการณ์จากเมียนมา

“ตั้งแต่หลังจากเล่นซีเกมส์ ผมก็ฝันมาตลอดว่าอยากจะไปเล่นที่ต่างประเทศ และไทย คือ หนึ่งในประเทศที่ผมอยากจะย้ายมาค้าแข้ง” อ่อง ธุ เผยความรู้สึกถึงวันที่เคยวาดฝันอยากไปค้าแข้งต่างแดน โดยมีไทยลีกเป็นหนึ่งในตัวเลือกของเขา

ตอนเด็กๆก็มีบ่อยที่โดนดูถูก แต่ผมไม่ได้สนใจนะ เพราะคิดอยู่เสมอว่าเราต้องทำให้ดีที่สุดเชื่อฟังคำแนะนำของโค้ชของพ่อแม่เพื่อทำทุกอย่างให้มันออกมาดีคนอื่นเขาจะได้ไม่มาว่าเราได้

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ในวัยเด็ก เขาเกิดในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวยอะไรมีคุณพ่อเป็นข้าราชการตำรวจ ส่วนแม่ประกอบอาชีพขายข้าวแกง ทำให้ฐานะทางบ้านไม่มีเงินมากนัก และฟุตบอลคือหนึ่งในตัวเลือกที่ดีที่สุดที่จะช่วยยกระดับครอบครัวให้มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น

"ที่เมียนมาเศรษฐกิจไม่ดีการใช้ชีวิตค่อนข้างยากลำบาก" อ่อง ธุ เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก "พ่อผมมีอาชีพเป็นตำรวจ ส่วนแม่ก็ทำอาชีพค้าขายบ้านผมเลยไม่ได้มีเงินมากมายอะไรนัก แต่ผมชอบเล่นฟุตบอลมาก และเรื่องฐานะไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการเล่นฟุตบอลของผมมากหรอก คือพ่อกับแม่เขาไม่ได้ให้ผมต้องคอยรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในบ้านถึงเศรษฐกิจจะไม่ดีก็เถอะ”

“ในทางกลับกันเขาคอยสนับสนุนให้ผมเล่นฟุตบอลมาตลอดพยายามผลักดันให้ผมพัฒนาตัวเองอยู่เสมอเพื่อวันหนึ่งผมจะได้เป็นนักฟุตบอลอาชีพ และมีรายได้มาช่วยครอบครัว แต่ด้วยความที่ผมตัวเล็ก ตอนเด็กๆก็มีบ่อยที่โดนดูถูกจากคนรอบข้างหรือเพื่อนบางคนมาล้อว่าเราตัวเล็กเกินไปที่จะเล่นฟุตบอล”

“ผมไม่ได้สนใจนะ เพราะสิ่งที่สำคัญคือเราต้องสู้ผมคิดอยู่เสมอว่าเราต้องทำให้ดีที่สุดเชื่อฟังคำแนะนำของโค้ชของพ่อแม่เพื่อทำทุกอย่างให้มันออกมาดีคนอื่นเขาจะได้ไม่มาว่าเราได้”

จากเด็กหนุ่มร่างผอมบาง เขาลบคำสบประมาทเรื่องรูปร่าง โดยใช้ฝีเท้าเป็นเครื่องพิสูจน์เส้นทางของตัวเองบนถนนลูกหนัง เขาไต่ระดับจากแข้งตัวโรงเรียนมาสู่นักเตะทีมท้องถิ่นในบ้านเกิดอย่าง ปยินมาน่า รุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี ทั้งที่ในตอนนั้นเขามีอายุเพียง 13 ปี เท่านั้น

ที่น่าทึ่งยิ่งกว่า เขายิงไปถึง 3 ประตู และโชว์ฟอร์มได้ดีจนไปเตะตาเมียนมา ฟุตบอล อะคาเดมี่ สถาบันฟุตบอลชื่อดังที่ตัดสินใจติดต่อเขาให้เข้าไปคัดตัว และมีโอกาสติดทีมชาติเมียนมาตั้งแต่อายุเพียง 16 ปี

เส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอาชีพของ อ่อง ธุ เปิดกว้างขึ้นกว่าเดิม เมื่อสโมสรยาดานาบอน ทีมดังในลีกเมียนมาร์ เซ็นสัญญากับเขาด้วยวัยแค่ 17 ปี ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นแรกสู่การเป็นนักเตะอาชีพ

ลุยศึกบอลโลก U-20

อ่อง ธุ กลายเป็นดาวรุ่งตัวความหวังของ ยาดานาร์บอน เอฟซี ที่แจ้งเกิดขึ้นมาแบบเต็มตัวพร้อมๆกับโอกาสในทีมชาติที่มีมากขึ้นเมื่อเขาเป็นหนึ่งในขุนพลสำคัญที่มีส่วนพาทีมชาติเมียนมา เข้าไปลุยศึกฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ที่ประเทศนิวซีแลนด์

กว่าจะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายว่ายากแล้ว แต่ผ่านเข้าไปเล่นจริงๆกลับยากยิ่งกว่าเมื่อเขา และพลพรรคทัพ “สิงห์โตทอง” ถูกจับอยู่ในกลุ่มเดียวกับเจ้าภาพ นิวซีแลนด์, ยูเครน และสหรัฐอเมริกา ในสายเอ อ่อง ธู ออกสตาร์ทเป็น 11 ตัวจริงในสองเกมแรกที่พบกับทีมชาติสหรัฐอเมริกา และยูเครน แต่เขาไม่อาจเบิกสกอร์ได้เลย และทีมแพ้รวดทั้งสองนัด 1-2 และ 0-6

นัดสุดท้ายบนสังเวียนฟุตบอลโลกที่พบกับเจ้าภาพนิวซีแลนด์ เขาถูกส่งลงสนามในฐานะตัวจริงอีกครั้ง แต่เกมนี้ต่างจากสองนัดที่ผ่านมา…

เกมเข้าสู่นาทีที่ 28 เขารับบอลจาก เมียว โค ตุน ก่อนจะแตะหลอกแนวรับเจ้าภาพด้วยเท้าซ้ายแต่งบอลหนึ่งจังหวะ และปั่นด้วยขวาบอลโค้งเข้าสามเหลี่ยมไปอย่างสวยงามพาทีมออกนำทีมชาตินิวซีแลนด์ตั้งแต่ต้นเกม ทว่าน่าเสียดายที่สุดท้ายนี่คือประตูเดียวในเกมนั้น และเป็นการยิงครั้งเดียวของ อ่อง ธุ ในศึกฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี หลังพ่ายนิวซีแลนด์ 1-6 ส่งผลให้รวมสามนัดพวกเขาแพ้รวดตกรอบในทันที แต่ช็อตที่ยิงใส่นิวซีแลนด์ในทัวร์นาเม้นต์ระดับโลกในวันนั้นยังคงอยู่ในความทรงจำของเขาเสมอ

ชื่อของ อ่อง ธุ กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้งเมื่อเขาถูกเรียกตัวร่วมศึกเอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016 โดยอยู่ในกลุ่มเอร่วมกับทีมชาติเวียดนาม, มาเลเซีย และกัมพูชา ซึ่งเพียงนัดแม้จะพ่ายต่อทัพ “ดาวทอง” 1-2 แต่เขาก็สามารถเบิกสกอร์ได้ตั้งแต่นัดแรก ก่อนที่ต่อมาจะยิงไปอีกหนึ่งประตูช่วยทีมเอาชนะกัมพูชา 3-1 โดยนัดสุดท้ายเมียนมา เอาชนะ ทีมชาติมาเลเซีย 1-0 ส่งผลให้บรรดาทัพ “ดาวทอง” ผ่านเข้าสู่รอบต่อไปได้สำเร็จ และต้องเจอคู่ปรับสุดแกร่งนั่นคือทัพช้างศึกที่ขนแข้งหลักมาเต็มอัตราศึก

2 เกมในรอบน็อกเอาท์กับทัพช้างศึก เขา และเพื่อนร่วมทีมไม่อาจต้างความแข็งแกร่งของไทยได้ และเป็นฝ่ายแพ้รวดสองนัดอกหักไปอีกปี ก่อนที่ต่อมาจะถูกเรียกตัวมาช่วยศึกรายการสำคัญอีกครั้งในซีเกมส์ 2017 ที่มาเลเซีย

ในรอบแบ่งกลุ่มเขางัดฟอร์มเด็ดด้วยการยิงติดต่อกันถึง 3 นัด ทำไป 4 ประตู จาก 4 เกม พาเมียนมา ผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาท์มาเจอกับไทยอีกครั้ง แต่ก็ต้องแพ้ให้ทัพช้างศึกอีกหน และตกรอบไปตามระเบียบ อย่างไรก็ตามนี่ถือเป็นอีกหนึ่งทัวร์นาเม้นต์ที่ดีที่สุดขอเขา

หลังจบศึกซีเกมส์ชื่อของ อ่อง ธุ ตกเป็นข่าวย้ายทีมกับสโมสรในไทยลีกที่หวังอยากได้มาร่วมทัพเพื่อเสริมในตำแหน่งโควต้าอาเซียนที่สมาคมฟุตบอลฯ กำหนดบังคับใช้ในฤดูกาล 2018 เป็นปีแรก ก่อนที่ในอีกไม่กี่เดือนต่อมาความฝันค้าแข้งต่างแดนของเขาที่เคยคาดหวังไว้จะกลายเป็นจริง…..