ลูกยิงเปลี่ยนโลก: รวม 10 ประตูพลิกหน้าประวัติศาสตร์ลูกหนัง

โฟร์โฟร์ทูขอนำผู้อ่านไปรำลึกถึงลูกยิงที่เขย่าโลกลูกหนัง...

1. ลูกโอเวอร์เฮดคิก

ชิลี, เปรู,​ บราซิล,​ อิตาลี และเม็กซิโก ทั้งหมดต่างอ้างว่าเป็นต้นตำรับของโอเวอร์เฮดคิก แต่ครั้งแรกสุดที่มีการปรากฏของลูกยิงท่ายากนี้น่าจะเป็นปี 1939 ตอนที่ คาร์โล ปาโรล่า วัย 18 ปีช่วยให้ยูเวนตุสชนะฟิออเรนติน่าด้วยลูกโรเวสชาต้า (จักรยานอากาศ) นั่นเป็นเพราะปาโรล่าเคยเป็นนักปั่นจักรยานนั่นเอง ง่ายๆ! 

2. เยอรมันกลับมายิ่งใหญ่ในกรุงเบิร์น

ต่อให้มองในแง่ฟุตบอลอย่างเดียว ประตูชัยของ เฮลมุต ราห์น ในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลก 1954 ก็ยังมีความพิเศษอยู่ดี เพราะจากการที่โดนฮังการีซึ่งถือเป็นชาติมหาอำนาจลูกหนังตอนนั้นนำ 2-0 หลังจากที่รอบแบ่งกลุ่มโดนไป 8-3 แล้วแซงกลับมาชนะ 3-2 ได้ถือเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ช็อคที่สุดในประวัติศาสตร์ลูกหนังเลยทีเดียว นอกจากนี้ยังได้รับการยกย่องว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เยอรมันกลับมาเป็นประเทศยักษ์ใหญ่ของโลกหลังแพ้สงครามอีกด้วย ถือว่าทรงพลังจริงๆ

Helmut Rahn scores the winner against Hungary

บอลค่อยๆกลิ้งผ่านนายทวาร ยูล่า โกรซิกส์

3. อองรีกลายเป็นศัตรูอันดับ 1 ของไอร์แลนด์

หนึ่งนาทีก่อนหน้านั้นคุณยังเป็น เธียร์รี่ อองรี ที่เป็นที่รักของเพื่อนร่วมทีม, เป็นที่เกรงขามของคู่ต่อสู้ และเป็นที่ชื่นชมของแฟนๆทั่วโลก แต่พอหลังจากนั้นก็กลายเป็นไอ้ชั่วอองรี อีกทั้งยังถูกนินทาว่าทนเสียงก่นด่าไม่ไหวจนต้องหนีไปค้าแข้งที่อเมริกาและไว้เคราเพื่อจะได้พรางตัวเป็น เฟรเดริก กานูเต้ จนกระทั่งกลับมาเป็นนักวิเคราะห์ทางสกายสปอร์ตส์นั่นแหละ

ซึ่งลูกแฮนด์บอลของติตี้ที่นำไปสู่การแอสซิสต์ให้ วิลเลี่ยม กัลลาส โหม่งเผาขนส่งให้ฝรั่งเศสเข้ารอบสุดท้ายฟุตบอลโลก 2010 พร้อมกับเขี่ยไอร์แลนด์ตกรอบนั้นคือชอตในตำนานอย่างไม่ต้องสงสัย

4. แชมป์มาดากัสการ์ยิง 149 ลูก!

ไม่มีอะไรจะน่าช็อคไปว่าการทำ 149 ประตูในนัดเดียว เมื่อ สต๊าด โอลิมปิก เลมีร์น แชมป์มาดากัสการ์ทำการประท้วงกรรมที่เข้าข้างอาแอส อเดม่า ด้วยการทำเข้าประตูตัวเอง 149 ลูก

ถึงแม้จะนักเตะ 4 รายและโค้ชของเขาจะโดนแบนยาว แต่อย่างน้อยก็ได้ทำลายสถิติแมตช์ที่มีการทำประตูสูงที่สุดในทีมชุดใหญ่ ที่อยู่ยั้งยืนยงมาตั้งแต่ปี 1885 ในนัดที่อาร์บรอธชนะบอน แอคคอร์ด 36-0

5. ประตูดับฝันแซมบ้า 

ต้องโทษอุรุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง อัลซิเดส กิกเกีย ในรอบ 4 ทีมสุดท้ายที่เตะแบบพบกันหมดในฟุตบอลโลก 1950 เมื่อเจ้าภาพและตัวเต็งอย่างบราซิลต้องการแค่ผลเสมอเพื่อคว้าแชมป์เวิลด์คัพสมัยแรก คนทั้งประเทศเฝ้ารอแมป์ครั้งนี้อย่างใจจดใจจ่อ นักข่าวเตรียมพาดหัวว่าแซมบ้าจะเป็นรอไว้แล้ว,​ เหรียญ, ถ้วย รวมถึงสุนทรภรณ์ก็ได้ถูกตระเตรียมเอาไว้เช่นกัน แต่อุรุกวัยก็มาพลิกนรกแซงชนะ 2-1 ทำเอาผู้ชมในมาราคาน่า 200,000 คนถึงกับเงียบกริบ

บรรดากูรูลูกหนังต่างพากันรีไทร์,​ แฟนบอลฆ่าตัวตาย, บราซิลเปลี่ยนเสื้อแข่งจากสีขาวพาซวยมาเป็นสีเหลือง และการได้เห็นพ่อของเขาร้องไห้ทำให้เปเล่สัญญาว่าจะพาบราซิลเป็นแชมป์โลกให้ได้ คุณไม่น่าทำให้พวกเขาโกรธเลย อุรุกวัย

6. หัตถ์พระเจ้าของมาราโดน่า 

นี่คือประตูที่เป็นที่พูดถึงกันมากที่สุดในประวัติศาสตร์ซึ่งความบ้า, ความเลว และความเป็นอัจฉริยะของ ดีเอโก้ มาราโดน่า ท่ามกลางเกมระหว่างอังกฤษกับอาร์เจนติน่าอันสุดดุเดือด ขณะที่ตัวเขาเองก็พูดถึงการเล่นแฟร์เพลย์แบบอังกฤษอยู่บ่อยครั้ง

แม้ทั้งสองประเทศจะทำสงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์มาหมาดๆ แต่เจ้าตัวก็ยังกล่าวชื่นชมทีมผู้ดีว่าเล่นขาวสะอาด เพราะถ้าเป็นทีมอื่นคงเสียบเขาล้มก่อนที่จะไปถึงกรอบ 18 หลาแล้ว และเขาคงไม่สามารถทำ "หัตถ์พระเจ้า" รวมถึงลูกโซโล่เดี่ยวครึ่งสนามได้แน่ เรื่องมันก็ผ่านไปแล้วน่า ดีเอโก้

Diego Maradona handles the ball past England goalkeeper, Peter Shilton

"ลูกนี้อุทิศให้แด่พระเจ้า!"

7. ปุสกัสสอนบอลต้นตำรับเกมลูกหนัง

ทั้งที่พ่ายต่อสหรัฐอเมริกาในการลงเตะฟุตบอลโลกหนแรกของพวกเขา แต่อังกฤษก็ยังเชื่อว่าตัวเองคือจ้าวแห่งฟุตบอลในปี 1953 ซึ่งพวกเขาคิดผิดถนัด และลูกยิง 3-1 ของ เฟเรนซ์ ปุสกัส ในนัดที่ฮังการีบุกไปยัดเยียดความปราชัยให้ 6-3 อันเป็นเกมแรกที่ขุนพลสิงโตคำรามแพ้ในบ้านต่อทีมจากสหราชอาณาจักรนั้นได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันคนละชั้น เมื่อเจ้าตัวจัดการดึงบอลหลบกัปตันทีม บิลลี่ ไรท์ จนจั่วลมแล้วซัดมุมแคบเข้าไปอย่างเด็ดขาด

ซึ่งการเล่นของฮังการีก็คือต้นตำรับของโททัล ฟุตบอล นั่นเอง และจากจุดนั้นทำให้อังกฤษหันมาตื่นตัวในเกมลูกหนังภาคพื้นยุโรปมากขึ้น จนคว้าแชมป์โลกมาได้ในปี 1966

8. เอสโคบาร์ต้องชดใช้ค่าเสียหายด้วยชีวิต

พวกคุณต่างรู้ว่าอะไรเกิดขึ้นกับ อันเดรส เอสโคบาร์ หลังจากที่เขาทำเข้าประตูตัวเองพาโคลอมเบียตกรอบฟุตบอลโลกยูเอสเอ 94 ซึ่งตัวคุณเองอาจจะรู้สาเหตุว่าทำไม แต่ที่ช็อคยิ่งกว่าการที่ปราการหลังรายนี้ถูกฆาตกรรมก็คือ การที่วงการฟุตบอลโคลอมเบียมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกัลพ่อค้ายาเสพย์ติด ซึ่งเรื่องราวดังกล่าวได้ถูกเปิดเผยในสารคดีของอีเอสพีเอ็นความยาว 30 ตอนเมื่อปี 2010 ในชื่อของ The Two Escobars 

9. ลูกยิงอันสุดเหลือเชื่อของ เจฟฟ์ เฮิร์สต์ 

"เราขอชื่นชมในคำสารภาพของเฮิร์สต์" สมาคมฟุตบอลเยอรมันได้กล่าวเมื่อเดือนเมษายน 2010 หลังจากที่เซอร์ เจฟฟ์ กล่าวว่าประตูที่ 2 ของเขาในนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลโลกปี 1966 ไม่ได้ข้ามเส้น แน่นอนว่าลูกยิงของเขาถูกเรียกว่าเป็น "เวมบลีย์ เกท" (กรณีพิพาทที่เวมบลีย์) ในเยอรมันมานานหลายทศวรรษ แล้วลูกยิงของทีมอินทรีเหล็กนัดที่เจออังกฤษในเวิลด์คัพ  2010 ในยุคที่มีโกลไลน์เทคโนโลยีแล้วจะให้เรียกว่าอะไรดีล่ะ?

10. โรบินส์เซฟเฟอร์กี้

ลองจินตนาการดูว่าถ้านาซีชนะสงครามหรืออพอลโล 11 ไม่ได้แลนดิ้งดวงจันทร์ดูสิ มันก็คงเทียบได้กับกรณีที่ มาร์ค โรบินส์ ไม่ได้ทำประตูชัยในเกมกับฟอเรสต์ในเอฟเอ คัพ รอบ 3 เมื่อปี 1990 นั่นล่ะ

เพราะหลังจากไม่ชนะใครมา 7 นัด ทำให้บอร์ดบริหารของแมนฯยูไนเต็ดยื่นคำขาดว่าจะต้องชนะในเกมนี้ให้ได้ไม่งั้นจะโดนปลด แต่แล้วซูเปอร์ซับโรบินส์ก็มายิงเปลี่ยนประวัติศาสตร์ลูกหนังไปตลอดกาล

Mark Robins celebrates against Nottingham Forest

"ค่อยมาขอบคุณผมทีหลังนะบอส!"

บทความนี้มีการเผยแพร่เป็นที่แรกในนิตยสารโฟร์โฟร์ทูเดือนธันวาคม 2012

แนะนำ! 10 ประตูสุดสวยในนัดชิงชนะเลิศบอลยุโรป