Analysis

มาไกลเกินฝัน : 9 แข้งบอลโลกที่เคยเป็นก้อนหินริมทางเมื่อ 4 ปีก่อน

ชะตาชีวิตเป็นเรื่องตลก สำหรับบางคนมันผกผัน จากดีเป็นร้าย และจากร้ายเป็นดีได้อย่างเหลือเชื่อ และนักฟุตบอลเหล่านี้ ไม่มีทางที่จะมาเล่นฟุตบอลโลกได้เลย หากคุณพูดถึงพวกเขาเมื่อ 4 ปีก่อน

We are part of The Trust Project What is it?

1.นิค โป๊ป (อังกฤษ)

Nick Pope

ช่วงต้นฤดูกาล 2017/2018 ฟุตบอลโลกแทบจะเหมือนความฝันสำหรับ โป๊ป นายทวารจากเบิร์นลี่ย์ เริ่มซีซั่นด้วยการเป็นมือ 2 รองจากเพื่อนร่วมชาติอย่าง ทอม ฮีตัน แต่สุดท้ายแล้วจากมือ 2 ก็กลายเป็นมือ 1 เมื่อ ฮีตัน ได้รับบาดเจ็บหัวไหล่เมื่อเดือนกันยายน

กลายเป็นว่าโป๊ป โชว์ฟอร์มได้ดีจนทำให้เขาติด 1 ใน 23 ผู้เล่นทีมชาติอังกฤษที่ไปเล่นรอบสุดท้ายที่รัสเซีย ซึ่งกลายเป็นก้าวกระโดดเหลือเกินของแข้งวัย 26 ปี ที่เมื่อ 4 ปีที่แล้วยังเฝ้าเสาในรูปแบบยืมตัวกับทีมยอร์ค ซิตี้ ในลีก ทูอยู่เลย แถมก่อนหน้านั้นยังพเนจรไปเล่นในลีกระดับล่างกับ 4 ทีม ก่อนที่สุดท้าย เบิร์นลี่ย์ ก็ซื้อเขาขาดจาก ชาร์ลตัน แอธเลติก ซึ่งหลังจากนั้นชีวิตเขาก็มีแต่ขาขึ้นจนถึงตอนนี้

2.เอ็นโกโล่ ก็องเต้ (ฝรั่งเศส)

N'Golo Kante

ปัจจุบันเขาเป็นกองกลางที่ดีที่สุดคนหนึ่งของยุโรป แต่ในอดีตชีวิตเขาก็มีเรื่องราวอยู่เหมือนกัน ก็องแต้ปฏิเสธที่จะลงเล่นให้ทีมชาติมาลี ถิ่นเกิดของพ่อแม่ ก่อนที่ศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ 2015 จะเริ่มขึ้น และเมื่อย้อนไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว เขายังไม่ได้มีโอกาสเล่นในลีกสูงสุดเลยแม้แต่วินาทีเดียว

แต่หลังจากเวิลด์ คัพ หนที่แล้ว เขามีโอกาสได้เล่นกับก็อง ในลีกเอิง ฝรั่งเศส เมื่อฤดูกาล 2014/2015 เขาโชว์ฟอร์มได้ดีจนย้ายไปร่วมทีมเลสเตอร์ ปัจจุบันเขามีดีกรีเป็นแชมป์พรีเมียร์ลีก 2 สมัย กับเชลซี และ เลสเตอร์ อย่างละหนึ่งครั้ง และเขาคือกองกลางตัวรับที่สำคัญที่สุดของดิดิเย่ร์ เดส์ช็องส์ กุนซือทีมชาติฝรั่งเศสในเวลานี้

3.เอสซาม เอล-ฮาดารี่ (อียิปต์)

Essam El-Hadary

อียิปต์คือราชันแห่งแอฟริกาในช่วงปลายทศวรรษ 2000 พวกเขาคว้าแชมป์แอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ได้ 3 สมัย และกลายเป็นทีมที่ประสบความสำเร็จในรายการนี้มากที่สุด แต่พวกเขากลับไม่ผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลก ทั้งปี 2006 และ 2010

เช่นเดียวกันปี 2014 ที่อิยิปต์ ต้องอกหักอีกครั้ง นั่นทำให้ เอล-ฮาดารี่ แทบจะฝันสลายกับการได้เล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย แต่สุดท้ายแล้วการเฝ้ารอของเขาสัมฤทธิ์ผลในที่สุดด้วยวัย 45 ปี และเป็นผู้เล่นที่อายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของฟุตบอลโลก

4.ริคาร์โด้ กวาเรสม่า (โปรตุเกส)

Ricardo Quaresma

มีนักเตะเพียงแค่ 16 คนเท่านั้นที่ติดทีมชาติมากกว่ากวาเรสม่า แต่ปีกจอมติสต์รายนี้ไม่ค่อยมีโชคเท่าไหร่หากพูดถึงฟุตบอลรายการใหญ่ เขาบาดเจ็บและพลาดติดทีมลงเล่นยูโร 2004 ในบ้านของตัวเอง ก่อนจะถูกตัดชื่อทิ้งในศึกฟุตบอลโลกปี 2006

เขาได้ลงสนามเพียง 100 นาทีรวมกันในศึกยูโร 2008 และหลุดจากทีมชุดปี 2010 และ 2014 และแน่นอน ไม่มีเอี่ยวใดๆทั้งสิ้นกับยูโร 2012 เหมือนว่าฝันของเขาจะต้องจบลงแล้ว แต่ฟุตบอลโลกครั้งนี้อาจชุบชีวิตเขาอีกครั้งในวัย 34 ปี

 

5.เอียโก้ อาสปาส (สเปน)

Iago Aspas

ช่วงเวลาของเขากับลิเวอร์พูลถือเป็นฝันร้าย โดยเฉพาะเกมตัดสินแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาล 2013/2014 ขณะที่ทีม “หงส์แดง” ตามอยู่ 0-1 อาสปาส รับหน้าที่เปิดลูกเตะมุมในช่วงทดเวลาการแข่งขัน เพื่อลุ้นประตูตีเสมอ แต่เขากลับเปิดบอลพลาด โดนฉกและกลายเป็นเสียประตูที่สอง พ่ายแพ้และมีส่วนทำให้ทีมชวดแชมป์ในปีนั้น

แต่สำหรับการติดทีมชาติครั้งนี้ถือว่าสมเหตุสมผล เขาโชว์ฟอร์มได้อย่างยอดเยี่ยมใน 2 ฤดูกาลหลังสุด กับการทำไป 49 ประตูใน 86 เกม แม้ว่าจะไม่ได้ติดทีมชาติไปเล่นในฟุตบอลโลกเมื่อ 4 ปีก่อน แต่หนนี้ เขาไม่พลาดซิวตั๋วเครื่องบินหนึ่งใบไปรัสเซีย

6.ฟรังโก้ อาร์มานี่ (อาร์เจนตินา)

Franco Armani

อาร์มานี่ยังไม่เคยติดทีมชาติเลยแม้แต่หนเดียว แต่มีโอกาสสูงที่เขาต้องเฝ้าเสาเป็นมือหนึ่งให้กับทัพฟ้า-ขาว หลังจากที่แซร์คิโอ โรเมโร่ นายทวารจากแมนฯยูไนเต็ดต้องถอนตัวเนื่องจากอาการบาดเจ็บ

ผู้รักษาประตูวัย 31 ปี เพิ่งย้ายร่วมทีมริเวอร์ เพลท เมื่อปี 2017 หลังจากประสบความสำเร็จกับแอตเลติโก นาซิอองนาล สโมสรจากโคลอมเบียก่อนหน้านั้น เขามีโอกาสที่จะเบียดวิลลี่ กาบาเยโร่ และ นาฮูเอล กุซมัน สำหรับตำแหน่งมือหนึ่งทีมชาติ ที่หากย้อนไปเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ดูแทบจะไม่น่าเป็นไปได้

7.เซบาสเตียน รูดี้ (เยอรมนี)

Sebastian Rudy

ก่อนหน้านี้ ชะตาชีวิตลูกหนังของรูดี้ เหมือนจะต้องฝังตัวเองอยู่กับฮอฟเฟ่นไฮม์ สโมสรที่เขาค้าแข้งมา 7 ปี นับตั้งแต่ย้ายมาจากสตุ๊ทการ์ทเมื่อปี 2010 ดาวเตะสารพัดประโยชน์ชาวเยอรมันสามารถเล่นได้ทั้งกองกลางและแบ็กขวา เขาย้ายไปร่วมทีม บาเยิร์น มิวนิค หลังจากที่พาทีม “หมู่บ้านสมหวัง” ผ่านเข้าไปเล่นรอบคัดเลือกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีกเมื่อปี 2017 (ก่อนตกรอบเพลย์ออฟด้วยความพ่ายแพ้ต่อ ลิเวอร์พูล)

การย้ายทีมครั้งนั้นทำให้เขามีโอกาสติดทีมชาติมากขึ้น และในที่สุดสตาร์วัย 28 ปีก็ติดทีมไปรัสเซียได้สำเร็จ แต่ย้อนไป 4 ปีก่อนหน้านั้น เขาติดทีมชาติไปเพียงแค่ 1 นัด และดูไม่มีท่าทีที่จะสวมเครื่องแบบ “อินทรีเหล็ก” ในฟุตบอลโลกเลยแม้แต่น้อย

8.ซิเมออน เอ็นวานโก้ (ไนจีเรีย)

Simeon Nwankwo

หลังจากพลาดไปเล่นรอบสุดท้ายของศึกแอฟริกา คัพ ออฟ เนชั่นส์ เมื่อปี 2015 และ 2017 ไนจีเรียก็หันไปพัฒนานักเตะเยาวชนดันขึ้นมาช่วยชาติมากขึ้น และในทีมชุดฟุตบอลโลก 2018 (ชุดแรก 25 คน)  มีนักเตะเพียง 3 คนที่อายุเกิน 30 ปี และนักเตะตัวหลักอย่าง วิลเฟรด เอ็นดิดี้ , เคเลชี่ อิเฮียนาโช่ และ อเล็กซ์ อิโวบี้ ต่างก็อายุไม่เกิน 22 ปี

เอ็นวานโก้ ศูนย์หน้าจากโครโตเน่วัย 26 ปี แทบไม่มีประสบการณ์การเล่นทีมชาติ เขาเพิ่งได้ลงสนามรับใช้ทีม “อินทรีมรกต” ในเกมอุ่นเครื่องกับดีอาร์ คองโก และหากย้อนไปเมื่อ 4 ปีก่อน เขาทำประตูไม่ได้แม้แต่ลูกเดียวในขณะที่เล่นให้กับ กิล วิเซนเต้ ทีมจากโปรตุเกส ฉะนั้นเขาน่าจะแทบนึกภาพไม่ออกเลยว่า การได้ไปเล่นฟุตบอลโลกรอบสุดท้ายหน้าตาเป็นอย่างไร

9.เฟลิเป้ บาลอย (ปานามา)

Felipe Baloy

หลังจากพลาดไปเล่นรอบคัดเลือกรอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกปี 2010 ปานามา ทำได้ดีขึ้น จนเกือบได้โควต้าไปเพลย์ออฟกับตัวแทนโซนโอเชียเนียอยู่แล้ว แต่พวกเขาจบการแข่งขันรอบเก็บคะแนนด้วยการมีแต้มตามหลังเม็กซิโกเพียง 3 แต้ม ชาวปานามาคิดว่านั่นคือทีมชุดที่ดีที่สุดของพวกเขา และโอกาสไปเล่นรอบสุดท้ายฟุตบอลโลกคงเหลือเพียงแค่ฝัน

แต่สำหรับครั้งนี้ ทุกอย่างมันกำหนดให้พวกเขาได้ไปเล่นในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย พวกเขายิงคอสตาริกาได้ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บของนัดตัดสิน ขณะที่สหรัฐอเมริกา พ่ายแพ้ต่อ ตรินิแดด แอนด์ โตเบโก ทำให้พวกเขาได้ตั๋วไปรัสเซียอย่างเหลือเชื่อที่สุด

กัปตันของพวกเขาอย่างบาลอย ปัจจุบันอายุ 37 ปี และเล่นฟุตบอลอยู่ที่กัวเตมาลา เขาจะเป็นคนเดินนำลูกทีมเดินลงสู่สนาม ซึ่งนั่นคือความจริง ไม่ใช่ภาพที่เขาไม่กล้าแม้แต่ฝันเมื่อ 4 ปีที่แล้ว