มาริโอ ยูรอฟสกี้ : เด็กหนีระเบิดสงคราม...สู่แข้งปรากฏการณ์ไทยลีก

นี่ คือ หนึ่งในนักเตะต่างชาติที่ดีที่สุดตลอดกาลของวงการลูกหนังไทย... มาริโอ ยูรอฟสกี้ อดีตกองกลางทีมชาติมาซิโดเนีย  

FFT TH พามาเปิดใจครั้งแรกแบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟกับยอดนักเตะต่างชาติในประวัติศาสตร์ไทยพรีเมียร์ลีก, จากลูกชายตำนานยูโกสลาเวีย, จากช่วงชีวิตที่ต้องวิ่งหนีระเบิดลงชั้นใต้ดินที่ยูโกสลาเวียบ้านเกิด, จากดาวรุ่งรุ่นน้อง เนมานย่า วิดิช, จากช่วงเวลาที่เกือบได้ไปเล่นเลเวอร์คูเซ่น แทน โทนี่ โครส ก่อนกลายเป็นสุดยอดแข้งต่างชาติของไทยพรีเมียร์ลีก เรื่องราวของเขาเป็นอย่างไร ติดตามได้ที่นี่

FFT TH : สวัสดีครับ มาริโอ

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : สวัสดีครับ

FFT TH : ก่อนอื่นขอถามสารทุกข์สุขดิบก่อนละกัน เป็นอย่างไรบ้าง?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : อื้ม...นี่ก็เป็นปีที่ 5 ของผมที่เมืองไทยแล้วอ่านะ หลังหมดสัญญากับเมืองทองฯ ผมก็ตัดสินใจที่จะอยู่ที่นี่เมืองไทยต่อไป มันก็เป็นคำตอบที่แน่ชัดอยู่แล้วว่าผมรักที่นี่มากน้อยแค่ไหน ผมบอกตามตรงว่าผมรู้สึกว่ามันเหมือนบ้านหลังที่ 2 ของผมจริงๆ

FFT TH : จริงๆ เราได้ยินมาว่าคุณมีข้อเสนอจาก 2 ทีมในญี่ปุ่น?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : มันเป็นความจริงแหละ และผมก็จะไม่พูดนะว่าทีมอะไร แต่มันเป็นเรื่องปกติเมื่อคุณมีฤดูกาลที่ดีกับทีมชั้นนำ และไม่มีสัญญาผูกมัดกับทีมไหนอีกต่อไป ก็ย่อมมีข้อเสนอดีๆ เข้ามา แต่มันมีอยู่ 2 - 3 ปัจจัยหลักที่ทำให้ผมเลือกอยู่เมืองไทยต่อ ข้อแรกเพราะภรรยาของผม เธอมีความสุขที่นี่ และลูกผมก็เกิดที่นี่ เธอไม่ต้องการไปเริ่มต้นทุกอย่างในชีวิตใหม่ และแบงค็อก ยูไนเต็ด เองก็ให้ข้อเสนอที่ดีกับผม รวมถึง “มาโน่ โพลกิ้ง” โค้ชแบงค็อก ก็มีปรัชญาและวิสัยทัศน์การทำฟุตบอลที่เอื้อต่อการเล่นของผม ตลอดจนประธานสโมสร (ขจร เจียรวนนท์) ก็แสดงความเชื่อมั่นในตัวผม นั่นเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ผมตัดสินใจอยู่ที่เมืองไทยต่อไป

FFT TH : เอาล่ะ… เอามาพูดถึงเรื่องชีวิตคุณกันบ้างดีกว่า จะว่าไปคุณอยู่ที่นี่มาก็ 4-5 ปี แต่ยังไม่ค่อยมีใครรู้เรื่องราวชีวิตคุณในวัยเด็กกันสักเท่าไหร่เลย…

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : ความจริงผมมาจากครอบครัวนักฟุตบอล...มิลโก (ยูรอฟสกี้) พ่อของผม คือ แหม่... ผมไม่อยากจะพูดว่าเขาเป็นตำนานทีมชาติยูโกสลาเวียเท่าไหร่ แต่ผู้คนเรียกเขาว่าแบบนั้น สมัยก่อนฟุตบอลยูโกสลาเวีย แข็งแกร่งมาก (ก่อนที่ในเวลาต่อมาจะแยกเป็น สโลเวเนีย, บอสเนีย แอนด์ เฮอร์เซโกวิน่า, เซอร์เบีย, มอนเตเนโกร, โครเอเชีย และ มาซิโดเนีย) เราถูกเรียกว่า “บราซิลแห่งยุโรป” และพ่อของผมคือยอดกองหน้าในยุคนั้น (ลงเล่นให้ เร้ด สตาร์ เบลเกรด 115 นัด ยิง 54 ประตู และ ปาร์ติซาน เบลเกรด 70 นัด ยิง 39 ประตู โดยนับเป็นนักเตะคนแรกในประวัติศาสตร์ที่ย้ายจาก เร้ด สตาร์ ไป ปาร์ติซาน เพราะทั้งสองทีมเป็นสุดยอดคู่อริสุดเดือดดาลตลอดกาล)... ความจริงไม่ใช่แค่พ่อของผม แต่รวมถึงคุณลุงของผม บอสโก ก็เป็นสุดยอดนักเตะของชาติในยุคนั้นเช่นเดียวกัน นั่นหมายความว่า ชีวิตของผมถูกถ่ายทอดจากสายเลือดนักฟุตบอลจริงๆ   

มิลโก อดีตกองหน้าระดับตำนานทีมชาติยูโกสลาเวีย

FFT TH : พ่อคุณก็เลยสอนคุณเล่นฟุตบอล?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : ไม่เลย… คุณพ่อของผม แยกทางกับคุณแม่ (มิเลน่า) ตั้งแต่ผมอายุได้ขวบเดียวเท่านั้น ผมไม่เคยเจอเขาอีกเลย เพราะเขาต้องไปค้าแข้งที่ฮอลแลนด์ กับ โกรนิงเกน ในช่วงที่ผมเป็นเด็ก พร้อมใช้ชีวิตกับภรรยาใหม่ของเขา และคุณต้องเข้าใจว่าการติดต่อสื่อสารสมัยนั้นกับสมัยนี้ มันไม่เหมือนกัน กว่าผมจะได้เจอเขาอีกครั้งก็ตอนอายุได้ประมาณ 6 - 7 ปีแล้วมั้ง ชีวิตผมมีแค่คุณแม่ พี่ชาย (มาร์โก ยูรอฟสกี้) และตัวผม เท่านั้น และผมกับพี่ชาย ต่างก็เล่นฟุตบอลเพราะมันอยู่ในสายเลือดแท้ๆ พ่อไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเล่นฟุตบอลของผมเลย  

มาริโอ (ตัวเล็กสุด) และ มาร์โก (คนยิ้มด้านหน้า) และ มิเลน่า คุณแม่สุดแแกร่ง

FFT TH : คุณเล่นเริ่มเล่นฟุตบอลกับพี่ชายมาตลอด?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : ผมเองเริ่มเล่นฟุตบอลตอนอายุได้ 5 ขวบแหละ ก็เล่นกับ มาร์โก ตั้งแต่ตามท้องถนน จนกระทั่งได้เข้าอะคาเดมี่เล็กๆ แห่งหนึ่ง ผู้คนก็มักพูดกันว่า พวกเอ็งนี่มันลูกชายของสุดยอดตำนาน มิลโก นี่หน่า เอาจริงๆ ผมเก่งมากๆ เลยแหละตอนเด็กๆ นับเป็นเด็กพรสวรรค์สูงเลยแหละ และก็เล่นฟุตบอลมาเรื่อยๆ จนได้เข้าอะคาเดมี่ของ เร้ด สตาร์ เบลเกรด

FFT TH : เอาเป็นว่าแล้วใครเก่งกว่ากันระหว่างคุณกับพี่ชาย?  

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : อื้ม...จะบอกยังไงดี ผมเป็นคนประเภทที่หยิบลูกฟุตบอล แล้วออกไปเลี้ยงหลบเด็กบนท้องถนนเข้าไปทำประตูได้ แต่ มาร์โก ไม่ใช่แบบนั้น คุณเข้าใจความหมายของผมไหม? (ฮา)

FFT TH : จะว่าไปการที่คุณอยู่กับแม่เพียงลำพังกับพี่ชาย… ช่วงเด็กๆชีวิตคุณเป็นอย่างไร?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : อย่างที่บอกว่า ผมและพี่ชายอยู่กับคุณแม่เพียงลำพัง แต่เธอเป็นผู้หญิงแกร่ง เธอพยายามไม่ทำให้เราสองคนรู้สึกว่าขาดอะไรไป แม้ความเป็นจริงเราจะขาดพ่อ ผมไม่มีคนที่มีบุคลิกที่แข็งแกร่งมาคอยสั่งสอนผม แต่สิ่งหนึ่งที่ผมบอกได้ คือ ผมมีความใฝ่ดีมาตั้งแต่เด็ก เพราะคุณแม่คอยชี้นำแต่สิ่งดีๆให้กับผม รวมถึงฟุตบอลด้วย แต่เธอเป็นผู้หญิงที่แข็งแกร่งมากๆ… อีกส่วนหนึ่ง ใช่ละ ชีวิตผมวัยเด็กบ้านเมืองของผมอยู่ในช่วงสงคราม (มาริโอ เกิดที่ เบลเกรด เมือหลวงเก่าของยูโกสลาเวีย และเมืองหลวงปัจจุบันของ เซอร์เบีย) เราเคยอยู่ในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ เมื่อสหรัฐฯ มาทิ้งระเบิด (NATO Bombing ปี 1999) มันเป็น 10 เดือนที่ยากลำบากมากๆ ช่วงนั้นเราได้เล่นฟุตบอลกันน้อยลง โดยเฉพาะ 5 เดือนแรกมันค่อนข้างน่ากลัวมาก ช่วงแรกๆ พอเกิดเหตุเราต่างกรูกันลงไปหลบภัยอยู่ในชั้นใต้ดิน แต่หลังจากนั้นผู้คนก็เริ่มชิน เราก็เริ่มรู้แล้วว่าไม่จำเป็น เพราะส่วนใหญ่พวกเขาจะโจมตี พื้นที่ทางการทหารเท่านั้น บางครั้งมันอาจจะมีบ้างที่พวกเขาทิ้งระเบิดมาในพื้นที่ที่ผู้คนอยู่อาศัย แต่ก็ไม่บ่อยจนน่ากังวลใจนักหรอก ซึ่งท้ายที่สุด มันทำให้พวกเราแข็งแกร่งขึ้น

มาริโอ ยูรอฟสกี้ สมัยเริ่มเล่นฟุตบอลใหม่

FFT TH : หลังผ่านพ้นช่วงเวลานั้น คุณยังอยู่ในเส้นทางลูกหนังต่อไป?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : ใช่ จากนั้นไม่นานผมได้เข้าไปอยู่ในอะคาเดมี่ของ เร้ด สตาร์ เบลเกรด ซึ่งเป็นสโมสรเก่าของพ่อผม แน่นอนแหละว่าที่นั่นผลิตนักฟุตบอลชื่อดังระดับโลกมากมาย รวมถึง เนมานย่า วิดิช ที่ผมเอ่ยชื่อเขาขึ้นมา เพราะเขาเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในเมืองไทย ปีที่ผมเข้าไปอยู่ในทีมเยาวชนของที่นั่น เนมานย่า ก้าวขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของ เร้ด สตาร์ พอดี ซึ่งขณะนั้น คุณลุงของผม (บอสโก ยูรอฟสกี้) เป็นผู้ช่วยโค้ชอยู่ด้วย เราต่างรู้ดีว่าเขาคือยอดกองหลัง เพียงแต่ไม่คาดคิดว่าจะก้าวขึ้นมาเป็นกัปตันทีม แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และหนึ่งในกองหลังที่แข็งแกร่งที่สุดในประวัติศาสตร์ของเซอร์เบีย

FFT TH : อื้ม… จะว่าไปสมัยเด็กใครเป็นไอดอลของคุณกัน?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : ที่บ้านเรา… เราดูฟุตบอลอิตาลีกันเยอะ และผมก็ชื่นชอบ ฟรานเชสโก ต็อตติ กับ อเล็กซานโดร เดล ปิเอโร่ มากๆ ความจริงตอนเด็กๆ ผมเคยฝันว่าจะโลดแล่นอยู่ในอิตาลี เล่นเคียงข้างกับ ต็อตติ หรือ เดล ปิเอโร่ สร้างตำนานนักเตะอาชีพขึ้นมา แต่มันไม่ง่ายนักหรอก

FFT TH : แล้วชีวิตค้าแข้งอาชีพของคุณเริ่มต้นยังไง?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : หลังจากอยู่กับ เร้ด สตาร์ เบลเกรด ในทีมเยาวชน ผมก็ได้สัญญาอาชีพ แต่พวกเขาก็ปล่อยตัวผมให้ทีมอื่นยืม ผมถูกส่งไปเล่นกับ OFK Mladenovic เมื่อตอนอายุ 17 ปี เป็นเวลา 6 เดือน และ FK Sopot อีก 6 เดือนในปีเดียวกันนั่นแหละ

FFT TH : อ้าว แล้วพี่ชายคุณ มาร์โก ล่ะ?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : อืม… จริงๆ เราค่อนข้างมีพรสวรรค์กันทั้งคู่นะ แม้ผมค่อนข้างจะโดดเด่นกว่า แต่ฟุตบอลบางครั้งมันไม่เกี่ยวกับพรสวรรค์ มันขึ้นอยู่กับการทำงานหนักและความมุ่งมั่น ตอนผมกลับมาจากการถูกส่งให้ 2 ทีมลีกรองยืมตัว ปีถัดมา เร้ด สตาร์ ขายผมต่อให้ FK Bazanija ทีมในลีกรองอีกทีมหนึ่ง ซึ่งตอนนั้นผมเองก็เริ่มสร้างชื่อได้พอตัวแล้ว แต่พี่ชายผม (มาร์โก) กลับตัดสินใจเลิกเล่นฟุตบอลไป และหันหน้าเข้าสู่วงการบันเทิงแทน จนกลายเป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงโด่งดังในยุโรปตะวันออก

ชมคลิป MV ของ มาร์โก ยูรอฟสกี้ พี่ชายของ มาริโอ ยูรอฟสกี้  

มาร์โก และ มาริโอ ยูรอฟสกี้

FFT TH : ชีวิตที่ FK Bazanija สโมสรแรกอย่างเป็นทางการเป็นอย่างไร?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : เมื่อปี 2005 มันเป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับผมนะ… ผมช่วยพาทีมเลื่อนชั้นจากดิวิชั่น 2 ขึ้นสู่ซุเปอร์ลีก และ 6 เดือนแรก ในซุเปอร์ลีก เราไม่แพ้ใครเลย เราชนะทั้ง ปาร์ติซาน และ เร้ด สตาร์ (ทีมเก่า) ผมบอกเลยว่ามันเป็นเรื่องที่ยากมาก สำหรับทีมน้องใหม่ในลีกที่แข็งแกร่งแบบนั้น ผมรู้ดีมันยากแค่ไหน มันเป็นช่วงที่ผมเล่นได้พีคสุดๆทีเดียว

FFT TH : ขนาดนั้นเลย?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : ใช่ ที่นั่น ผมมีคู่หูอย่าง เดแยน แดมยาโนวิช (สุดยอดกองหน้าของ เอฟซี โซล ในปัจจุบัน) และ ซาร์โก ลาเซติช พวกเราฆ่ากองหลังกระจาย เล่นกันได้เข้าขาสุดๆ เล่นพาทีมเลื่อนชั้นขึ้นมาและก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม พวกเราเหมือนเข็มนาฬิกา เข้ากันได้อย่างดี แต่ต่อมาเราก็ย้ายไปเล่นที่อื่นกันหมด เพราะทีมนี้เป็นทีมเล็กๆ (ปี 2007 เดแยน ย้ายมาเล่นกับ อินชอน ยูไนเต็ด ทีมในเคลีก เกาหลีใต้ ส่วน ลาเซติช ย้ายไปเล่นให้กับ ปาร์ติซาน เบลเกรด ยักษ์ใหญ่ของประเทศ)

มาริโอ ยูรอฟสกี้ สมัยเล่นให้กับ FK Bazanija พบกับ เร้ด สตาร์ เบลเกรด

FFT TH : จากนั้นคุณก็ย้ายไป วอจโวดิน่า?

มาริโอ ยูรอฟสกี้ : ที่นั่นก็เป็นอีกที่หนึ่งที่ผมมีช่วงเวลาที่ดี ผมมีฟอร์มการเล่นที่ยอดเยี่ยมมากๆ พวกเขาเป็นทีมใหญ่ทีมหนึ่ง ผมกับ ดราแกน เมียร์ดา ที่ปัจจุบันค้าแข้งกับ โอมิยะ อาร์ดิย่า ทีมในเจลีกของญี่ปุ่น เล่นเข้าขากันแบบสุดๆ เขาเป็นกองหน้าชั้นเลิศ เล่นสไตล์คล้ายๆ มุ้ย (ธีรศิลป์ แดงดา) แต่ยามไม่มีบอลเขาเคลื่อนที่ได้ดีกว่า แต่มุ้ยเทคนิคที่ดีกว่านะ ซึ่งช่วงนั้นมีทีมยักษ์ใหญ่ของยุโรปมาติดตามดูฟอร์มการเล่นของเหล่าดาวรุ่งในเซอร์เบียมากมาย และช่วงนั้นก็เป็นช่วงที่ผมเริ่มได้ติดทีมชาติมาซิโดเนียด้วย 

-ติดตามเรื่องราวช่วงเวลาการเล่นทีมชาติ และเกือบได้ย้ายไปเลเวอร์คูเซ่น แทนที่ โทนี่ โครส ในหน้าถัดไป-