มันมีที่มา : เพราะอะไร ลิเวอร์พูล อาจไม่สามารถคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้ ?

เกมรุกอันแสนเพลิดเพลินของ ลิเวอร์พูล ในเกมที่ไปเยือน คริสตัล พาเลซ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาเป็นสัญญาณที่ยอดเยี่ยมที่ทำให้พวกเขาสามารถจะคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในปีนี้ได้

"คุณสามารถพอใจกับเกมรับของคุณหรือเปล่า?" นี่คือคำถามที่นักข่าวสัมภาษณ์ เจอร์เก้น คล็อปป์ หลังจบเกมที เซลเฮิร์ส พาร์ค ด้วยชัยชนะ 4-2 "และถ้าทำได้ลิเวอร์พูลจะมีโอกาสคว้าแชมป์หรือไม่?"

"แน่นอน" นี่คือสิ่งที่ คล็อปป์ ตอบมา ""พวกเขาสามารถเล่นกับรับที่ดีได้แน่ นี่เป็นเรื่องปกติซึ่งผมรู้ว่าสำหรับเกมนี้จะต้องมีคนพูดถึงมันอย่างแน่นอน อย่างไรก็ตามเรื่องแบบนี้ไม่ใช่สิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน และคงไม่ดีแน่หากคุณจะเดินเข้าไปในห้องแต่งตัวและพูดจาตำหนินักเตะในทีม"

"พวกเขาคือมนุษย์ธรรมดา เราต้องทำงานกันต่อและผมมั่นใจในศักยภาพของนักเตะที่ผมมี ถ้าเกิดข้อผิดพลาดมันก็ถือว่าเป็นบททดสอบที่ดีสำหรับพวกเขาทุกคนพวกเขาจะต้องมีสมาธิกันมากกว่านี้ให้ได้"

ในแง่ส่วนตัวเเล้วคำตอบของ คล็อปป์ อาจจะแตกต่างกับสิ่งที่เขาบอกกับสื่อ ลิเวอร์พูล เป็นอีกครั้งที่พวกเขาเดินหน้าเล่นเกมรุกได้ดี แต่ความผิดพลาดจากแนวรับก็ทำให้ พาเลซ กลับมาต่อลมหายใจลุ้นได้อีกครั้งซึ่งมันไม่ใช่เรื่องที่ควรจะเกิดขึ้น หลังจากการทำพลาดของ เดยาน ลอฟเรน ลิเวอร์พูลก็พลาดให้กับ เจมส์ แม็คอาเธอร์ อีกครั้งและนั่นทำให้ลูกทีมของ คล็อปป์ ต้องเจอกับความกดดันในช่วงเริ่มครึ่งหลังด้วยสกอร์ที่นำอยู่แค่ 3-2

การเริ่มเกมที่ดุดัน

เกมของพวกเขาก็ลื่นไหลเข้าทำอย่างรวดเร็วและเกมเกมรุกที่เฉียบขาด และเวลานี้เชื่อเหลือเกินว่ามีไม่กี่ทีมในยุโรปหรอกที่จะต้านทานพวกเขาได้ง่ายๆ

ในความเป็นจริงแล้ว พาเลซ เองก็ไม่ได้เล่นดีเด่นอะไรมาก พวกเขายังมีความผิดพลาดง่ายๆให้เห็นในพื้นที่อันตราย แต่ ลิเวอร์พูล ก็ยังมาทำให้ตัวเองตกอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันในช่วงเวลาที่สำคัญของเกม กระทั่ง โรแบร์โต้ ฟิร์มิโน่ กดประตูชัยในนาทีที่ 71 ในท้ายที่สุดมันคือการตัดสินเกมนี้ แต่ถ้าเรื่องแย่ๆยังไม่ได้รับการแก้ไขและในเกมต่อไปเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นอีกล่ะ ?  พวกเขาอาจต้องเสีย 2 แต้มไปแบบน่าเสียดายและพวกเขาจะต้องเสียใจแน่ที่พลาดชัยชนะในเกมที่ควรจะได้

ลิเวอร์พูล เริ่มต้นฤดูกาลนี้ได้แบบสุดวิเศษแม้ว่าจะเจอโปรเเกรมหนักๆมากมายไม่ว่าจะเป็นการเยือน เอมิเรตส์ สเตเดี้ยม , ไวท์ ฮาร์ท เลน และ สแตมฟอร์ด บริดจ์ เช่นเดียวกันกับการปักหลักในบ้านเจอทั้ง แมนฯ ยูไนเต็ด และ เลสเตอร์

ทว่าเกมของพวกเขาก็ลื่นไหลเข้าทำอย่างรวดเร็วและเกมเกมรุกที่เฉียบขาด และเวลานี้เชื่อเหลือเกินว่ามีไม่กี่ทีมในยุโรปหรอกที่จะต้านทานพวกเขาได้ง่ายๆ หงส์เเดง เครื่องแรงต้นอยู่บ่อยพวกเขามักจะเปิดฉากยิงประตูได้ตั้งแต่ในช่วงนาทีที่ 20 ไม่ว่าจะเป็นเกมที่พบกับ ฮัลล์ ซิตี้ รวมถึง เลสเตอร์ อีกตอนด้วย ตอนนี้พวกเขามีแต้มเท่ากับจ่าฝูงอย่าง แมนฯ ซิตี้ และ อาร์เซน่อล เป็นรองแค่ประตูได้เสียเท่านั้นขณะที่การแข่งขันใกล้จะเข้ามาถึงช่วงกลางทางเข้าทุกทีเเล้ว

ดาบสองคม

ลิเวอร์พูล เลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามากกว่าพวกเขาวิ่งเข้าใส่และกระชับพื้นที่เพื่อชิงบอลกลับมาเล่นเกมรุกให้เร็วที่สุดมากกว่าที่จะปิดเกม

แม้การป้องกันที่ยังไม่สามารถดีถึงขีดสุดได้อาจจะไม่ได้ทำให้พวกเขาสูญเสียเเต้มสำคัญและผลการแข่งขันที่ต้องการได้ในเวลานี้ แต่มันเป็นเรื่องยากที่จะหลอกตัวเองว่าสิ่งเหล่านี้จะไม่สร้างปัญหาในระยะยาวให้กับทีมในการลุ้นแชมป์ ในขณะที่องค์ประกอบต่างๆส่งให้พวกเขากำลังบินสูงในตอนนี้แต่มันก็ไม่แน่หรอกว่าพวกเขาอาจจะต้องชำระความผิดพลาดครั้งนี้ด้วยความผิดหวังได้เช่นกันหากยังไม่มีการพัฒนา

คำถามที่น่าสนใจที่เรายังไม่สามารถมองเห็นคำตอบได้ในเวลานี้ คือ คล็อปป์ กำลังตระหนักถังความจริงที่ว่านี้และไม่ว่าเขาจะมีวิธีการแก้ปัญหาอย่างไรเมื่อรู่ว่าเกมรับของพวกเขายังไม่แข็งแกร่งพอ เขาอาจจะใช้กองกลางที่แข็งแกร่งขึ้นเพื่อยืนหน้าแนวกองหลังและเน้นไปที่ส่วนของการเล่นเกมรับ แต่นั้นก็จะส่งผลถึงเกมรุกที่จะมีผู้เล่นในการเข้าทำที่น้อยลง ลิเวอร์พูล อาจต้องหันมาเล่นบอลด้านกว้างกันมากขึ้นเพื่อความปลอดภัยและการครองบอลไว้กับตัว

อย่างไรก็ตามดูเหมือน ลิเวอร์พูล จะเลือกทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามากกว่าพวกเขาวิ่งเข้าใส่และกระชับพื้นที่เพื่อชิงบอลกลับมาเล่นเกมรุกให้เร็วที่สุด ถึงแม้ว่าพวกเขาจะออกนำ 1 ลูกพวกเขาก็จะไม่หยุดบุกเพื่อเอาประตูที่สองเป็นอย่างน้อย

การเพรสซิ่งจนถึงหน้าประตูของคู่แแข่งทำให้พื้นที่สุดท้ายของพวกเขาห่างไกลจากเกมบุกของคู่ต่อสู้ มันเป็นความจริงที่ว่า เกเก้นเพรสซิ่ง ทำสำเร็จไปเเล้วครึ่งนึงพวกเขาเป็นทีมที่มีค่าการครองบอลเฉลี่ย 56% (เป็นรองแค่ แมนฯ ซิตี้ ทีมเดียว) และพวกเขาชอบที่จะเล่นแบบมุทะลุแบบนี้มากกว่าที่จะเล่นแบบปลอดภัยไว้ก่อน

ทำในสิ่งที่แตกต่าง

มันคงเป็นเรื่องที่ไม่เกินจริงนักหากจะบอกว่ามงกุฎแชมป์พรีเมียร์ลีกปีนี้อาจจะมาอยู่ที่สโมสรลิเวอร์พ฿ลหากพวกเขายังสามารถใช้แท็คติกปัจจุบันได้อย่างมีประสิทธืภาพ แต่ก็มีคำกล่าวว่า เกมรุกที่ดีจะนำมาซึ่งชัยชนะ แต่เกมรับที่ดีจะทำให้คุณกลายเป็นแชมป์ และคลีนชีทก็เป็นสิ่งมีค่าที่สามารถชี้วัดได้ในการขับเคี่ยวคว้าแชมป์

แต่สิ่งที่สามารถบอกได้อีกอย่างก็คือสถิตินั่นเอง 10 ปีหลังสุดของพรีเมียร์ลีกมีการยืนยีนว่าทีมที่ยิงประตูได้มากที่สุดจะจบฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์ถึง 7 ครั้ง ส่วนทีมที่เสียประตูน้อยที่สุดเป็นแชมป์เพียง 4 ครั้งเท่านั้น

ดังนั้นแล้วการจัดลำดับความสำคัญของ ลิเวอร์พูล ที่เน้นไปที่การเล่นเกมบุกมากกว่าการป้องกันจะเป็นข้อพิสูจน์ว่าพวกเขาจะเป็นแชมป์ตามที่หลายคนคาดการณ์หรือไม่ มันเป็นเรื่องยากของผู้จัดการทีมแก้ปัญหาแนวรับแบบนี้แก้ปุ๊ปหายปั๊ปในทันที ยกตัวอย่างเช่นการเล่นพลาดของ ลอฟเรน ในวันเสาร์ที่ผ่านมาและการแอสซิสต์ให้ เจมี่ วาร์ดี้ ยิงประตูของ ลูคัส เลว่า แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดคือ คล็อปป์ จะแก้ปัญหาใหญ่ที่มีอยู่ข้างหน้าเขาอย่างไร

คำเตือนจากประวัตศาสตร์

ลิเวอร์พูลเองก็เคยยืนอยู่จุดนี้มาก่อน ในฤดูกาล 2013-14 ในยุคของ เบรนเเดน ร็อดเจอร์ส เกมรุกของพวกเขานำทีมโดย หลุยส์ ซัวเรส , ดาเนี่ยล สเตอร์ริดจ์ และ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง พาหงส์เเดงยิงสลุตคู่แข่งไป 101 ประตูในลีกแต่มองกลับมาที่เกมรับนั้นพวกเขาเสียประตูมากถึง 50 ลูก นั่นห่างไกลจากทีมแชมป์ในปีนั้นอย่าง ซิตี้ อยู่มากถึง 13 ลูกเลยทีเดียว เท่านั้นยังไม่พอพวกเขายังเสียประตูมากที่สุดในบรรดาทีมท็อป6 ในฤดูกาลนั้นด้วย เเมตช์เสียขวัญที่พ่ายต่อ พาเลซ 0-3 คือฟางเส้นสุดท้ายที่พวกเขาต้องยกธงขาวยอมแพ้ต่อการไล่ล่าแชมป์

ในฤดูกาลนี้โครงสร้างก็ดูจะคับคล้ายคับคลากับสถานการณ์ในอดีต ซิตี้ เป็นจ่าฝูงขณะที่ ลิเวอร์พูล ก็หายใจรดต้นคอ แต่ใน 10 เกมที่ผ่านมา ลิเวอร์พูล เสียไปแล้ว 13 ประตู และเป็นอันดับ 9 สำหรับทีมที่เสียประตูมากที่สุดในฤดูกาลนี้ ค่าเฉลี่ยเสีย 1.3 ประตูในทุกๆเกมหากพวกเขาไม่แก้ไขเเละยังปล่อยไว้ ลิเวอร์พูล จะมีโอกาสเสียประตูราว 49.3 ลูกในตลอดทั้งฤดูกาล ไม่มีทีมไหนที่คว้าแชมป์ลีกได้เลยจากการเสียประตูที่มากมายขนาดนี้นอกจาก อิปสวิช ในปี 1962 ขณะที่ค่าเฉลี่ยนการเสียประตูของทีมที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกในรอบ 20 ปี นั้นอยู่ที่ 32.2 ประตูเท่านั้นเอง

อาจจมีบางเกมในฤดูกาลนี้ที่คล็อปป์ไม่สามารถทำได้ตามความต้องการของเขา แต่กุนซือชาวเยอรมันก็ยังหาทางหนีทีไล่แก้เกมด้วยทฤษฎีความวุ่นวายได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการรังสรรค์เกมรุกที่ดีที่สุดในลีก และตีเป็นเครื่องหมายการค้าว่า "ลิเวอร์พูลของแท้ต้องบุกสถานเดียว"

ซึ่งก็ต้องรอดูกันว่าสิ่งนี้ที่คล็อปป์หมายมั่นปั้นมือจะสามารถทำทีมเถลิงแชมป์ลีกครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1990 ได้หรือไม่ ? ไม่ว่าจะจบลงอย่างไรดูเหมือนว่า ลิเวอร์พูล ได้กลายเป็นทีมที่เล่นสนุกและไม่เสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียวที่ได้ดูพวกเขาลงสนามในฤดูกาลนี้