มหาอำนาจผู้เปลี่ยนโลกลูกหนัง : ล้วงลึก เอซี มิลาน สุดยอดทีมในตำนานของ ซาคคี่

Ruud Gullit, Marco van Basten, Frank Rijkaard

ย้อนอดีตกลับไปพบกับทีมแชมป์ยูโรเปียน คัพ 2 สมัยซ้อน , แท็กติกที่เปี่ยมไปด้วยวิสัยทัศน์ , แนวรับที่แข็งแกร่งและ 3 ซูเปอร์สตาร์จาก ฮอลแลนด์

วันที่ 17 สิงหาคมปี 1995 ช่วงหน้าร้อนได้มีการแถลงข่าวการแขวนสตั๊ดของ มาร์โก แวน บาสเท่น ที่สำนักงานใหญ่ของสโมสร ที่ใจกลางเมือง มิลาน ผู้สื่อข่าวได้ยกมือถาม อาเดรียโน่ กัลเลียนี่ รองประธานของสโมสรว่า "ถ้าเปรียบ โรแบร์โต้ บาจโจ้ เป็น รัฟฟาเอลโล่  แล้ว มาร์โก แวน บาสเท่น คือใคร?" กัลเลียยนี่ ตอบกลับพร้อมรอยยิ้มว่า "เลโอนาร์โด ดา วินชี่ ที่เป็นทั้งวิศวกร และ จิตรกรในคนเดียวกัน"

ดาวยิงชาวดัตช์ผู้นี้ มีสไตล์การเล่นที่สวยงามดุจนักบัลเล่ต์ และเป็นเหมือนภัยคุกคามต่อคู่แข่งที่หน้าปากประตู แต่อาชีพของเขาต้องจบลงเพราะอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า , เกมสุดท้ายของเขาเกิดขึ้นเมื่อ 2 ปีที่แล้ว ในรอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่ มิลาน แพ้ให้กับ มาร์กเซย , เขามีอิทธิพลต่อทีมถึงขั้นที่ว่ามีแฟนบอลคนหนึ่งที่ชื่อว่า เปาโล ซิโมเน็ตติ วัย 21 ปี ประกาศพร้อมเสนอกระดูกข้อเท้าของตัวเองให้กับนักเตะคนโปรด

เขาทำให้เรื่องนี้เป็นจริงเป็นจังถึงขั้นขอนัดพบกับทีมแพทย์ของ มิลาน ด้วยซ้ำ แต่มาถึงตอนนี้ ในวัยเพียงแค่ 31 ปี แวน บาสเท่น ต้องอำลาอาชีพของตัวเอง เขาคือคนแรกในสามทหารเสือดัตช์ที่มายังสโมสร และเป็นคนสุดท้ายที่จากไป

ยอดกองหน้าที่มีถิ่นเกิดที่ อูเทร็กต์ ประสานงานกับ รุต กุลลิต และ แฟรงค์ ไรจ์การ์ด ช่วยให้ มิลาน คว้าแชมป์มากมาย รวมถึงการคว้าแชมป์ ยูโรเปียน คัพ 2 ปีติด ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่มีทีมไหนทำได้นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พวกเขาคือส่วนผสมของเทคนิคแบบอิตาเลียน กับ พรสวรรค์ระดับนอกโลกจาก ฮอลแลนด์ จนกลายเป็นทีมไร้เทียมทาน

Milan

มิลาน ของ ซาคคี่ หนึ่งในทีมที่ดีที่สุดตลอดกาล

ภายใต้การคุมทัพของ อาร์ริโก้ ซาคคี่  "รอสโซเนรี่" เป็นผู้นำของระบบการเล่นใหม่ ๆ ทั้งการ เพรสซิ่ง , การบีบพื้นที่คู่แข่ง , การดันแนวรับขึ้นสูง  แท็กติกของ ซาคคี่ เป็นเหมือนพิมพ์เขียวของทีมที่จะประสบความสำเร็จ ที่หลายทีมต้องเลียนแบบ ไม่ว่าจะเป็น แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ของ เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน หรือว่า บาร์เซโลน่า ของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

รายชื่อผู้เล่นของทีมชุดนั้นโด่งดังไปทั่วโลก โดยมี 3 ทหารเสือดัตช์ เป็นหัวใจของการปฏิวิติวงการฟุตบอล "กุลลิต , แวน บาสเท่น , ไรจ์การ์ด" มันคือการรวมกันสิ่งที่เป็นที่สุด ทั้งความเร็ว , ความแข็งแกร่ง และ ความสวยงาม แบบที่ 20 ปีต่อมา ชาบี และ อิเนียสต้า ก็สร้างมันขึ้นมากับการเล่นแบบ ติกี้ ตาก้า ที่ บาร์ซ่า ที่ประสบความสำเร็จมากมายใน 2 ทศวรรษให้หลัง

เมื่อมีคนขอให้ ซาคคี่ เปรียบเทียบความยิ่งใหญ่ของทั้งสองทีม เขาตอบกลับไปว่า "ทั้งสองทีมคือทีมยิ่งใหญ่ และเป็นศูนย์กลางของการปฏิวัติวงการลูกหนัง แต่ผมได้มีโอกาสโค้ชทีมที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์"

"ซาคคี่ ? ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชายคนนี้เลย"

ทุกอย่างเริ่มจากตอนที่ ซิลวิโอ แบร์ลุสโคนี่ เข้ามา เทคโอเวอร์ สโมสร มิลาน ในช่วงซัมเมอร์ของปี 1986 เขาช่วยให้ทีมรอดพ้นจากการล้มละลาย และกลับมาสู่เส้นทางของการเป็นทีมใหญ่อีกครั้ง

มิลาน ตอนนั้นอยู่ในการคุมทัพของ นิลส์ ลีดโฮล์ม ตำนานชาวสวีเดนของทีมในช่วงยุค 50 มิลานกำลังอยู่ในช่วงที่แย่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรจากการตกชั้น 2 ครั้ง ( 1 ครั้งจากการโดนลงโทษในคดี ล็อกผลการแข่งขัน หรือ โตโตเนโร่ ส่วนอีกครั้งมาจากผลงานในสนามที่ไม่ดีพอ) แบร์ลุสโคนี่ ต้องการสิ่งใหม่ ๆ เข้ามายังสโมสร เป็นเหมือนการฉีดยากระตุ้นทีมที่เหมือนตายแล้วให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

ในปี 1980 มีการยกเลิกการห้ามนำนักเตะต่างชาติเข้ามาสู่สโมสรใน เซเรีย อา (กฏนี้มันเริ่มเมื่อปี 1964 จากการที่ทีมชาติอิตาลีไปมีผลงานย่ำแย่ในการแข่งขันฟุตบอลโลก ปี 1962 รวมถึงฟุตบอลชิงแชมป์แห่งชาติยุโรป) และในปี 1982 ก็มีการอนุญาตให้เซ็นนักเตะต่างชาติเพิ่มเป็นทีมละ 2 คน และเป็น 3 คน ในปี 1988

แวน บาสเท่น และ รุต กุลลิต ถูกนำมาแทนที่ของสองนักเตะอังกฤษอย่าง เรย์ วิลกิ้นส์ และ มาร์ค เฮตลี่ โดย กุลลิต เข้ามาตรวจร่างกายกับทีมในเดือนมกราคมปี 1987 การมาในครั้งนี้ทำให้ พีเอสวี ต้นสังกัดของเขาไม่พอใจเป็นอย่างมากกับการเสียนักเตะที่ได้ชื่อว่าเป็นสมบัติล้ำค่าของทีมรายนี้ไป ทั้ง ๆ ที่ยังเหลือสัญญากับสโมสรอีก 3 ปี

ในขณะเดียวกัน ยูเวนตุส ก็ให้ความสนใจในตัว กุลลิต เช่นเดียวกัน แต่ว่า มิลาน เป็นฝ่ายที่สมหวัง จากสัญญา 3 ปี พร้อมค่าเหนื่อยเพิ่มอีก 3 เท่าจากที่เขาได้รับในฮอลแลนด์ . พีเอสวี ก็พยายามอย่างเต็มที่ โดยมี ฟิลลิปส์ ที่เป็นบริษัทแม่ของสโมสรคอยหนุนหลัง ด้วยการตั้งทีมกฎหมายขึ้นมาเพื่อไม่ให้การย้ายทีมครั้งนี้เกิดขึ้น มันเป็นการต่อสู้กันนอกสนาม ที่เต็มไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมมากมาย การเจรจายืดเยื้อเป็นเดือน โดยในกรณีของ กุลลิต ที่ แบร์ลุสโคนี่ ทุ่มเงินเกินความเป็นจริงให้กับนักเตะคนหนึ่ง มันถูกเรียกว่าเป็น "แบร์ลุสโคนิสโม่" หรือ กฎของแบร์ลุสโคนี่

Ruud Gullit

กุลลิต ได้รับการต้อนรับในแบบฉบับอิตาลีจากแฟนบอลมิลาน

ในขณะที่ทีมทนายของ มิลาน กำลังถกเถียงกับฝั่ง พีเอสวี ดีลที่ที่พวกเขากำลังเจรจากับ อาแจ๊กซ์ อัมสเตอร์ดัม เพื่อคว้าตัว มาร์โก แวน บาสเท่น ก็มีปัญหาเช่นเดียวกัน ตอนนั้น แวน บาสเท่น คือดาวซัลโวรองเท้าทองคำยุโรป และเป็นเหมือนคนที่จะมารับช่วงต่อของวงการฟุตบอลฮอลแลนด์ ต่อจาก โยฮัน ครัฟฟ์ อาจารย์ของเขาที่ อาแจ๊กซ์ แต่สุดท้ายการย้ายทีมก็เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 23 เมษายน ปี 1987 มีกลุ่มแฟนบอลมากมายมาต้อนรับ แวน บาสเท่น ที่หน้าสำนักงานใหญ่ของสโมสร เพื่อรอฮีโร่คนใหม่ที่นังรถ ลิมูซีน มาที่นี่

ดาวยิงวัย 23 ปี ปรากฎตัวพร้อมกับ อาเดรียโน่ กัลเลียนี่ และ เปาโล ตาเวจจา ผู้อำนวยการของสโมสร หลังจากที่แจกลายเซ็นกับแฟนบอล คุยกับนักข่าวอิตาเลียน เล็กน้อย แวน บาสเท่น ก็เดินเข้าไปในออฟฟิศ สิ่งหนึ่งเขาถามก็คือเรื่องผู้จัดการทีมคนใหม่ที่จะเข้ามาแทน ลีดโฮล์ม "ซาคคี่ ?" เขากล่าว "ผมไม่รู้จริง ๆ ว่าเขาเป็นใคร พวกคุณรู้จักเขารึเปล่า ?"

อันที่จริง อาร์ริโก ซาคคี่ ไม่ใช่คนอื่นไกล แม้ว่าสื่อจะเรียกเขาว่าเป็น ซินญอร์ เนสซูโน่ (มิสเตอร์ โนบอดี้) ในปี 1986 เขาเพิ่งอายุ 40 ปี ซึ่งเป็นตอนที่พาทีม ปาร์ม่า เลื่อนชั้นจาก เซเรีย ซี 1 (ดิวิชั่น 3) เขาไม่เคยเป็นนักฟุตบอลอาชีพมาก่อน เต็มที่ก็คือเคยเป็น แบ็กซ้ายให้กับ ฟูซิญาโน่ ทีมระดับสมัครเล่นแถว ๆ ราเวนน่า ในแคว้น เอมิเลีย โรมานญ่า แต่เขาผันตัวเองมาศึกษาด้านโค้ชตั้งแต่อายุยังน้อยและเข้าอบรมหลักสูตรที่ โคแวร์ซาโน่ สำนักงานใหญ่ของสหพันธ์ฟุตบอลอิตาลี ใน ฟลอเรนซ์

หลังจากที่คุมทีมเยาวชนของ เชเซน่า ในช่วงเวลาสั้น ๆ , กับทีมชุดใหญ่ของ ริมินี่ เพื่อนบ้านใกล้เรือนเคียงกับ ฟิออเรนติน่า ซาคคี่ ก็ได้มาที่ ปาร์ม่า ทีมที่เขาได้มีโอกาสนำปรัชญาของตัวเองมาใช้้ แท็กติกของ ซาคคี่ เป็นผสมผสานกันของ 2 แท็กติกที่ต่างกันสุดขั้ว นั่นคือ โททัล ฟุตบอล ของ ไรนุส มิเชลส์ ตำนานกุนซือของ ฮอลแลนด์ ของ อาแจ๊กซ์ ในช่วงต้นยุค 70 ที่ฟุตบอลเป็นเหมือนศิลปะ และแท็กติกที่ถูกมองว่าเป็นฝั่งตรงข้ามก็คือ "คาเตนัชโช่" ของ เนเรโอ ร็อคโค่ ที่คุมมิลานเมื่อต้นยุค 60

ร็อคโค่ พา มิลาน คว้าแชมป์ ยูโรเปียน คัพ เมื่อปี 1963

ในการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับ โฟร์โฟร์ทู ซาคคี่ ได้เปิดเผยกับเราว่า "ตอนนั้นผมยังหนุ่ม และอย่างที่คุณรู้กัน มิสเตอร์โนบอดี้ไม่มีประวัติศาสตร์ เขามีแต่ต้องทำเพื่ออนาคตของตัวเอง พวกเขาถามผมว่าผมจะสอนนักฟุตบอลได้ยังไง ถ้าไม่เคยเล่นฟุตบอลอาชีพมาก่อน ผมก็เลยตอบพวกเขากลับไปว่า "ผมไม่รู้มาก่อนว่าถ้าหากคุณอยากเป็นจ็อคกี้ คุณก็ต้องเคยเป็นม้ามาก่อนเหมือนกัน"

นักเตะปาร์ม่าเรียกเขาว่า "เพรสซิ่ง" ตามแท็กติกโปรดของเขา (บางทีก็เรียกว่า "วาเลียม” เพราะว่าเขาไม่เคยนอนหลับในคืนวันเสาร์ก่อนเกมการแข่งขัน) ตอนที่เล่นในเซเรีย บี ปาร์ม่าขึ้นชื่อว่าเป็นทีมที่มีเกมรับเหนียวแน่น พวกเขาเสียแค่ 7 ประตู ในหนึ่งฤดูกาล การเล่นของพวกเรายังเต็มไปด้วยพลังที่ไม่มีหมด กับการไล่กดดันคู่แข่งในทุกพื้นที่ของสนาม

แบร์ลุสโคนี่ ได้สัมผัสกับแท็กติกนี้ ตอนที่ ซาคคี่ ปาร์ม่า ชนะ มิลาน 2 ครั้ง ถึงซาน ซิโร่ ในรายการ โคปปา อิตาเลีย เมื่อฤดูกาล 1986/87 หนึ่งครั้งในรอบแบ่งกลุ่ม และอีกครั้งก็คือตอนที่ มิลาน โดน ปาร์ม่า เขี่ยตกรอบก่อนรองชนะเลิศ มันทำให้ท่านประธาน รอสโซเนรี่ จำโค้ชคู่แข่งคนนี้ได้อย่างแม่นยำ

หลังจากนั้นไม่นานมีรายงานว่า มิลาน กำลังคุยกับ ปาร์ม่า ถึงความเป็นไปได้ในการดึงตัว ซาคคี่ เข้ามาคุมทีม .  ลีดโฮล์ม โดนปลดออกจากตำแหน่งในช่วงต้นเดือนเมษายน หลังจากที่แพ้ ซามพ์โดเรีย (ท่ามกลางความไม่พอใจของแฟนบอลที่ ซาน ซิโร่) ตามด้วย อเวลลิโน่ ทำให้ ฟาบิโอ คาเปลโล่ หนึ่งในสต๊าฟโค้ชของ มิลาน ถูกดันขึ้นมาคุมทีมในเกมที่เหลือของฤดูกาล

Fabio Capello, Nils Liedholm

คาเปลโล่ ขึ้นมาคุมทีมเป็นการชั่วคราวหลังจาก ลีดโฮล์ม โดนปลด

แบร์ลุสโคนี่ ทำงานอย่างหนักเพื่อ ซาคคี่ ด้วยการนำ แวน บาสเท่น และ กุลลิต มาให้เขาใช้งาน "ผมสัมผัสได้ถึงความปราถนาของเขา เขาต้องการให้เราเล่นฟุตบอลในแบบที่ถูกต้อง" ซาคคี่ ย้อนความหลัง "ผมชอบเขามาก ผมชอบพลังในการทำงานของเรา , ความกระตือรือร้น , เขาไม่ได้แค่ต้องการชนะ แต่เขาต้องการให้ทีมชนะและต้องเล่นได้อย่างยอดเยี่ยม เพราะผู้ชนะต้องดูดีเสมอ"

ทั้งสองคนได้ร่วมแลกเปลี่ยนอุดมการณ์ของกันและกัน เป็นเหมือนการแลกจิตวิญญาณลูกหนัง ด้วยความปราถนาที่จะฟื้น กัลโช่ ขึ้นมาอีกครั้ง ท่ามกลางความฉงนของสื่อว่า ชายคนนี้ จะรับมือกับการคุมทีมในเซเรีย อาได้ดีขนาดไหน แต่ ในการแถลงข่าวครั้งแรก เขาก็เริ่มทำให้มุมมองของสื่อที่มีต่อตัวเขาเปลี่ยนไป "ฟุตบอลในอนาคตจะเป็นเรื่องของการใช้สมองมากกว่ามัดกล้าม ความคิดนั้นเป็นสิ่งสำคัญ คู่ต่อสู้ที่ผมกลัวมากสุดคืออะไรรึ ? มันคือเวลา"