มิสเตอร์ซิดนีย์ตะวันตก...มาร์ค บริดจ์ : ชีวิตใหม่ที่แดนล้านนา

นี่ คือ กองหน้าที่ฟอร์มร้อนแรงที่สุดคนหนึ่งในเลกที่ 2…

มาร์ค บริดจ์ กองหน้าระดับตำนานของเวสเทิร์น ซิดนีย์ ทีมดังของเอลีก ออสเตรเลีย ระเบิดฟอร์มซัดประตูต่อเนื่องให้กับเชียงราย ยูไนเต็ด… ความจริงในวัย 30 ปี เขาสามารถอยู่เป็นตำนานที่บ้านเกิดต่อไป แต่ความท้าทายเกิดขึ้นเมื่อมีสายโทรศัพท์จากเมืองไทย

จากรุ่นน้องแฮร์รี่ คีลล์, ยิงประตูชัยในแกรนด์ไฟน่อลตั้งแต่อายุ 21 ปี, เผชิญหน้ากับ ลิโอเนล เมสซี่ ในโอลิมปิก 2008, กลายเป็นตำนานของเวสเทิร์น ซิดนีย์…และมุ่งหน้าหาความท้าทายใหม่ ที่แดนล้านนากับเชียงราย ยูไนเต็ด ติดตามเรื่องราวของ มาร์ค บริดจ์ ได้ที่นี่

ซิดนีย์ตะวันตก

“ใช่ ผมมาจากฝั่งตะวันตกของซิดนีย์” มาร์ค บริดจ์ เริ่มเล่าเรื่องของเขา…

เด็กหนุ่มครอบครัวฐานะปานกลางชาวออสซี่เกิดที่ นครซิดนีย์ เมืองที่ใหญ่ที่สุดของประเทศออสเตรเลีย… น่าแปลกที่เขาเริ่มรู้สึกอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพ ตั้งแต่จำความได้ ทั้งที่แดนจิงโจ้ ไม่ได้มีกีฬาฟุตบอลเป็นอันดับ 1 ของประเทศ  

“พ่อ-แม่ ผมพยายามจะผลักดันให้ผมเล่นกีฬา… ผมรู้ว่ารักบี้เป็นกีฬายอดนิยม แต่พวกท่านคงจะไม่อยากให้ผมเจ็บตัวนัก จึงจับผมเล่นฟุตบอลแทน ตอนนั้นผมอายุ 5 ขวบเห็นจะได้”

“ซึ่งนับตั้งแต่ผมจำความได้ ผมก็รู้สึกอยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพแล้ว ผมไม่แน่ใจเหมือนกันว่าทำไม โอเคล่ะ ฟุตบอลลีกที่ออสเตรเลีย อาจไม่ได้ยิ่งใหญ่นัก แต่ผมเห็นผู้เล่นออสซี่หลายคนไปเล่นฟุตบอลอังกฤษ และผมก็อยากเป็นแบบนั้นเช่นกัน”   

“จนกระทั่งขึ้นไฮสคูล ผมได้รับโอกาสเข้าศึกษาที่โรงเรียนกีฬาเวสต์ฟิลด์ส มีนักฟุตบอลชื่อดังมากมายจบจากที่นั่น อย่าง แมต ไรอัน (ผู้รักษาประตูจากบาเลนเซีย), เจสัน คูลิน่า, รวมถึง อารอน มูย (กองกลางทีมชาติออสเตรเลียของแมนเชสเตอร์ ซิตี้) และผู้ที่ประสบความสำเร็จสูงสุด คือ แฮร์รี่ คีลล์...ความจริงผมเข้าไป แฮร์รี่ เรียนจบ และไปอยู่ที่อังกฤษกับลีดส์ ยูไนเต็ด แล้ว แน่นอนว่าที่โรงเรียนจะมีรูปของเขาบนผนังกำแพงเต็มไปหมด นั่นเป็นหนึ่งในแรงบันดาลใจของผม”

“สมัยผมเล่นที่โรงเรียนกีฬาเวสต์ฟิลด์ส ผมทำผลงานได้ค่อนข้างดี เราคว้าแชมป์ประจำรัฐ และนั่นทำให้ผมได้ติดทีมชาติออสเตรเลีย รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ตอนนั้นผมอายุ 18 ปี ซึ่งเราต้องเตรียมทีมกันเป็นปี เพื่อจะไปแข่งฟุตบอลโลก รอบสุดท้ายที่เนเธอร์แลนด์”   

อย่างไรก็ตามไม่กี่สัปดาห์ก่อนมุ่งหน้าสู่ยุโรป  มาร์ค บริดจ์ ได้รับบาดเจ็บหนัก ความฝันการโลดแล่นบนเวทีการแข่งขันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของรุ่นอายุไม่เกิน  20 ปี ดับสิ้นลง...

“ผมออกจากโรงเรียนกีฬาเวสต์ฟิลด์สตั้งแต่เกรด 10 เพื่อหันไปเล่นอาชีพกับพาร์รามัตตา ทีมในศึก เนชั่นแนล ซ็อคเกอร์ ลีก… สมัยนั้นยังไม่มีการก่อตั้งเอ-ลีก ขึ้นมา ฟุตบอลที่ออสเตรเลียยังไม่มีการดึงเข้าผู้เล่นต่างชาติกันเข้ามาเพื่อเพิ่มมูลค่า หรือยกระดับลีกอะไรกันหรอก"

"ช่วงเวลาของผมที่อยู่กับพาร์รามัตตา ไม่ได้มีมากนัก เพราะผมต้องไปเก็บตัวซ้อมกับทีมชาติออสเตรเลีย ชุดฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ด้วย”

“เหตุการณ์โชคร้ายเกิดขึ้นระหว่างซ้อมกับออสเตรเลีย ผมกระโดดขึ้นโหม่งแย่งกับเพื่อนอีกคนหนึ่ง และจังหวะที่ลงพื้น ตัวเขาลงมาทับผมพอ กระดูกข้อผมหัก และต้องพักอย่างน้อย 3 เดือน ส่งผลให้ผมอดไปฟุตบอลโลก คุณคิดดูว่า... มันจะมีความรู้สึกยังไงที่ต้องอดเล่นกับผู้เล่นระดับโลกในรุ่นเดียวกัน ตอนนั้น เมสซี่ เพิ่งอายุ 17 ปี และเพิ่งก้าวขึ้นมาเป็นดาวรุ่งที่มีชื่อเสียงโด่งดังกับบาร์เซโลน่า ชุดใหญ่ ด้วย”

“ผมหัวเสียจริงๆ ที่ไม่ได้ไปฟุตบอลโลกครั้งนั้น  แต่เอาน่า...อย่างน้อยก่อนเจ็บ ผมก็ได้ดวลกับอาร์เจนติน่า ที่มี ลิโอเนล เมสซี่ ในเกมกระชับมิตรมาแล้วครั้งหนึ่ง”

นิวคาสเซิล

หลังปี 2004 สมาพันธ์ฟุตบอลออสเตรเลีย หรือ เอฟเอฟเอ ริเริ่มก่อตั้งฟุตบอลเอลีกขึ้น โดยเริ่มการแข่งขันอย่างเป็นทางการในฤดูกาล 2005 - 2006 เป็นฤดูกาลแรก  ทำให้หลังจบเนชั่นแนล ซ็อคเกอร์ ลีก ปี 2004 มีช่องว่างนานหลายเดือนกว่าที่ฟุตบอลลีกกลับมาร่วมโม่แข้งแข่งขันกันใหม่ แต่สำหรับ มาร์ค บริดจ์ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะหาทีมร่วมทัพ เขายังหนุ่มยังแน่น และแม้ไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันกับ พาร์รามัตตา แต่เขาได้รับข้อเสนอเข้ามามากมายจากหลายสโมสรศึกเอลีก เพราะชื่อเสียงจากการเป็นหนึ่งในขุนพล (ที่เกือบได้ไป) ฟุตบอลโลก รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปีของเขา มีมากพอที่จะทำให้หลายทีมจ้องตาเป็นมัน ก่อนสุดท้ายเขาเลือก นิวคาสเซิล เจตส์ ทีมจากเมืองนิวคาสเซิล ซึ่งยังอยู่ในรัฐนิวเซาธ์เวลส์เช่นกัน

“สมัยนั้นมีกฎว่าแต่ละทีมต้องมีผู้เล่นอายุต่ำกว่า 23 ปี 3 คนในทีมชุดใหญ่ ผมจึงพยายามเลือกทีมที่ผมน่าจะได้รับโอกาสลงเล่นมากที่สุด ผมเองยังละอ่อนอยู่เลย ผมเลือก นิวคาสเซิล เจตส์ เพราะคิดว่าพวกเขาน่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม จึงเซ็นสัญญากับพวกเขา 3 ปี”

“เอลีก ตอนนั้นย้อนไปเมื่อ 10 กว่าปีก่อน ยังไม่เฟื่องฟูมากนัก ไม่ใช่เพราะการแข่งขันไม่เข้มข้นนะ... แต่มีนักเตะต่างชาติน้อยมาก และปีแรกของผมกับ นิวคาสเซิล เจตส์ ไม่ดีเท่าไหร่นัก เท่าที่จำได้ผมลงเล่นแค่ 4 เกมเท่านั้น เพราะผมยังมีปัญหากับเท้าของผมอยู่ ความจริงตอนนั้นผมกังวลมากๆ ว่ามันจะกลับมาเหมือนเดิมหรือไม่ มันเป็นความรู้สึกกังวลมากที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต  ผมยังมีความฝันที่จะย้ายไปเล่นในเวทีระดับสูงอย่างยุโรปอยู่”

“แต่สุดท้ายไม่ได้แย่อย่างที่คิด อาการบาดเจ็บมันรบกวนจิตใจผมแค่ประมาณ 1 ปีเท่านั้น และปีที่ 2 กับ นิวคาสเซิล เจตส์ ผมกลับมาสมบูรณ์เต็มร้อย ทีมเราทำผลงานกันได้ค่อนข้างดีทีเดียว และส่วนตัวผมยิงไป 10 ประตูจาก 21 นัด พาทีมทะลุเข้าถึงรอบรอบชนะเลิศก่อนถึงแกรนด์ไฟน่อล (ฟุตบอลลีกของออสเตรเลีย แบ่งเป็นการแข่งขันในช่วงฤดูกาลปกติ และนำ 6 ทีมที่ดีที่สุดไปเล่นรอบ ไฟน่อล ซีรี่ส์) มันดีขึ้นเรื่อยๆ จนถึงปีที่ 3 เราเข้าไปชิงชนะเลิศและคว้าแชมป์ในศึกแกรนด์ไฟน่อล ซึ่งผมเป็นผู้ทำประตูชัย”

"กับความเป็นเด็กอายุ 21 ปี และสามารถยิงประตูชัยในแกรนด์ไฟน่อล มันย่อมมีความรู้สึกที่วิเศษ"

นอกจากแจ้งเกิดได้เต็มตัว พร้อมกับพาทีมเป็นแชมป์เอลีก มาร์ค บริดจ์ ยังถูกเรียกตัวติดทีมชาติออสเตรเลีย ชุดลุยโอลิมปิก เกมส์ 2008 ที่ปักกิ่ง ประเทศจีน… มันช่างเป็นฤดูกาลแสนวิเศษของเขา

ซิดนีย์

“ความจริง ณ วันที่ผมยิงประตูชัยพา นิวคาสเซิล เจ็ตส์ คว้าแชมป์ ผมรู้ตัวอยู่แล้วว่าปีหน้าจะไป ซิดนีย์” มาร์ค เริ่มเล่า

“มันเป็นโอกาสที่ดี เพราะซิดนีย์ เอฟซี คือ ทีมยักษ์ใหญ่ที่สุดของออสเตรเลียในเวลานั้น มันจะช่วยยกระดับตัวผมแน่นอน”

“ปีนั้นหลังจบฤดูกาล ผมได้เข้าร่วมการแข่งขันโอลิมปิก เกมส์ ที่ปักกิ่ง ทีมชุดนั้นมี ทั้ง มาร์ค มิลิแกน (มิดฟิลด์ทีมชาติออสเตรเลีย ชุดปัจจุบัน) รวมถึง เทรนต์ แม็คเคิ่ลนาฮาน (อดีตกองหลัง ปตท. ระยอง เมื่อปี 2014) มันเป็นอะไรที่น่าตื่นเต้น และผมรู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับใช้ชาติในรายการที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในรุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี… สำหรับผมมันมีค่ามากๆ ที่ได้เผชิญหน้ากับอาร์เจนติน่าอีกครั้ง นำโดยสตาร์มากมาย ทั้ง อังเคล ดิ มาเรีย, กุน อเกวโร่ และ ลิโอเนล เมสซี่ แม้ผมสัมผัสสนามเป็นเพียงตัวสำรอง (ลงมานาทีที่ 65 แทนที่ เจมส์ ทรอยซี่)”

“นัดสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่มเราพบกับ ไอวอรี่ โคสต์ ที่มี ซาโลมอน กาลู และ แซร์วินโญ่ ผมได้รับโอกาสจาก เกรแฮม อาร์โนลด์ ให้ลงเล่นเป็นตัวจริง โอเคล่ะ เราแพ้ไป 0-1 จากลูกยิงของ โซโลม่อน กาลู ก็จริง แต่ผมคิดว่าผมเล่นได้ดีทีเดียว และก็อยู่ครบ 90 นาที”

หลังจบมหกรรมกีฬาที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก… มาร์ค บริดจ์ กลับสู่นครซิดนีย์ และร่วมทัพ ซิดนีย์ เอฟซี แต่อยู่ได้แค่ปีเดียว เขาก็ได้รับข้อเสนอก้อนโตจาก เทียนจิน เทดา ทีมดังของไชนีส ซุเปอร์ลีก ที่สนใจเขามาตั้งแต่เกมที่เขาออกสตาร์ทเป็นตัวจริงในศึกโอลิมปิก เกมส์

เทียนจิน

“พวกเขาต้องการเซ็นสัญญากับผม 3 ปี แต่ผมต่อ-รองกับเอเย่นต์ผมให้มันเป็นแค่สัญญายืมตัวแทน เพราะความจริงตอนนั้นผมก็คิดว่าผมยังไม่พร้อมนัก สำหรับการย้ายไปค้าแข้งต่างแดน”

เทศบาลนครเทียนจิน อยู่ทางตอนเหนือของจีน…ชีวิตที่นั่นไม่ง่ายสำหรับเด็กอายุ 22 ปีอย่างเขาที่ต้องย้ายไปอยู่ตัวคนเดียว ทั้งวัฒนธรรม, ชีวิตการเป็นอยู่ และผู้คน มันช่างแตกต่างจากบ้านเกิด   

“มันก็เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง” บริดจ์ พูดถึงการตัดสินใจบอกกับเอเย่นต์ว่าขอให้ดีลนี้เป็นเพียงสัญญายืมตัว...

“ผมปรับตัวกับชีวิตที่เมืองจีน ไม่ได้จริงๆ ผมคิดถึงบ้าน คิดถึงครอบครัว พูดภาษาจีนไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อคุณต้องอยู่คนเดียว...ผมเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกความว่า “โฮมซิก” ดีเลย… ชีวิตผมที่นั่นมีเพียงล่ามประจำสโมสรที่คอยอธิบายแทคติกระหว่างฝึกซ้อม แต่เมื่อต้องกลับบ้าน ชีวิตผมก็อยู่ตัวคนเดียว”

“โอเคล่ะ พวกเขา (เทียนจิน) เป็นเมืองใหญ่ บ้านเมืองใหญ่โต มีสิ่งอำนวยความสะดวกเพียบพร้อม แต่คุณคิดดูถ้าคุณต้องไปร้านอาหาร ไปร้านขายของคนเดียว แล้วคุณพูดอะไรกับใครไม่รู้เรื่องเลย มันจะยากลำบากแค่ไหน เวลาผมไปร้านอาหารคนเดียว ผมก็ต้องใช้นิ้วจิ้มๆ ที่เมนูเอา และก็นั่งก้มหน้าอ่านหนังสือที่ผมพกติดตัวมาจากออสเตรเลียอยู่คนเดียวที่ร้าน”

“ผมอยู่ที่นั่นได้เพียง 3 เดือน… มันก็เกินทน จึงขอกลับซิดนีย์ และช่วงสัปดาห์สุดท้ายมันเป็นอะไรที่ยิ่งทรมาน เพราะผมต้องอยู่ซ้อมคนเดียว เพราะทั้งทีมต้องเดินทางไปแข่งขันเกมเยือน 1 สัปดาห์เต็มๆ”

มาร์ค บริดจ์ กลับไปค้าแข้งกับ ซิดนีย์ เอฟซี อีกครั้งในปี 2009 / 2010… โดยยิงไป 9 ประตูจาก 23 นัด พร้อมพาทีมคว้าแชมป์ในรอบแกรนด์ ไฟน่อล ได้เป็นครั้งที่ 2… และเขายิงประตูชัยได้อีกครั้งด้วย

ติดตามการสร้างชื่อจนเป็นตำนานให้กับ เวสเทิร์น ซิดนีย์ วันเดอเรอร์ส ของเขาในหน้าถัดไป