มองเกมสิงห์เปิดบ้านชนผี : ฝันร้ายของมูรินโญกำลังมาเยือน

แม้ว่าในเกมล่าสุด ทัพ “ปีศาจแดง” จะเล่นได้อย่างเหนียวแน่นและยันเสมอกับลิเวอร์พูลไปได้แบบไร้สกอร์ แต่สำหรับเกมในช่วงค่ำคืนวันพรุ่งนี้ พวกเขาอาจจะกลายเป็นเหยื่อรายต่อไปของทัพ “สิงห์บลู” ก็เป็นได้

วิธีหนึ่งที่คุณจะสามารถทำให้ โชเซ่ มูรินโญ กุนซือเดอะสเปเชี่ยลวันหัวเสียได้นั้น ก็คือการที่ทำให้ฟูลแบ็คของคุณเติมเกมรุกได้อย่างอิสระ เห็นได้จากในอดีตที่ผ่านมา ที่เจ้าตัวเคยมีปัญหากับทั้ง โจ โคล, คริสเตียนโน โรนัลโด้ รวมถึงการขาย ฆวน มาต้าทิ้งสมัยคุมทัพเชลซีรอบที่ 2 และการออกโรงตำหนิ เอเด็น อาซาร์ ปีกตัวเก่งของทีม และในวันอาทิตย์ที่จะถึงนี้ ที่เขาจะต้องนำลูกทีมบุกไปเยือนเชลซีถึงถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ เขาอาจจะต้องหัวเสียกับเรื่องนี้อีกครั้ง

มูรินโญคงรู้ดีว่าการที่ประกบตัวพลาดเป็นอย่างไร เพราะหากลองย้อนกลับไปสมัยที่คุมทัพ เรอัล มาดริด ในศึกฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก รอบรองชนะเลิศ ที่ทัพ “ราชันชุดขาว” มีคิวดวลกับบาเยิร์น มิวนิค ยอดทีมจากเยอรมัน ลูกทีมของพวกเขาดันมาเสียประตูในช่วงนาทีสุดท้ายของเกม โดย ฟิลลิปป์ ลาห์ม แบ็คขวาตัวเก่งของทัพ “เสือใต้” ได้โอกาสเลี้ยงหลุดขึ้นมาทางกราบขวา ก่อนที่จะเปิดบอลให้ มาริโอ โกเมซ เผด็จศึกเข้าไป ส่งผลให้พลพรรคโลส บรังโกส มีอันต้องตกรอบทันที ขณะเดียวกัน อีก 2 ปีต่อไป เชลซีภายใต้การนำของมูรินโญก็เจอกับเหตุการณ์เดิมราวกับว่าเป็นการฉายหนังซ้ำ โดยอาซาร์ ปีกจอมเลื้อยของพวกเขาดันไปปล่อยให้ ฆวนฟราน แบ็คขวาตัวเก่งของแอตเลติโก มาดริด เปิดบอลให้เพื่อนง่ายๆ เสียอย่างนั้น ก่อนทีมจะเสียประตูในจังหวะต่อมา ซึ่งประตูนั้นกลายเป็นประตูทีมเยือนที่สร้างความได้เปรียบให้กับทัพ “ตราหมี” ทันที

ความหย่อนยานในเกมรับของอาซาร์นั้นทำไมมูรินโญไม่พอใจเป็นอย่างมากจนถึงขั้นให้สัมภาษณ์ว่า “เอเด็นเป็นนักเตะประเภทที่ไม่ค่อยลงมาช่วยเกมรับ ซึ่งถ้าหากคุณได้เห็นประตูแรกที่เราเสียให้กับแอตเลติโก มาดริด คุณจะรู้ได้ทันทีว่าข้อบกพร่องของเราอยู่ตรงไหน ซึ่งทีมใหญ่แบบเรานั้นไม่ควรมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น”

ปราการเหล็กแห่งสแตมฟอร์ด บริดจ์

มีแววว่ามูรินโญอาจจะเจอปัญหานี้อีกครั้งในเกมที่เขาจะนำลูกทีมปีศาจแดงบุกไปเยือนถิ่นเก่าย่านลอนดอนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวันที่เชลซีอยู่ภายใต้การคุมทีมของอันโตนิโอ คอนเต้ แม้ว่าเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา พวกเขาเพิ่งแสดงให้เห็นถึงเกมรับที่แข็งแกร่งด้วยการเน้นให้ปีกเล่นเกมรับราวกับมีแผงกองหลัง 6 คนจนสามารถยันเสมอกับลิเวอร์พูลไปได้แบบไร้สกอร์ แต่สำหรับการเจอกับแผน 3-4-3 นั้น ต้องยอมรับว่าแผนของพวกเขาอาจจะไม่ได้ผลดีเท่าที่ควร โดยครั้งล่าสุดที่แมนฯ ยูพบกับทีมที่เล่นแผนหลัง 3 นั้นก็คือเกมที่พบกับวัตฟอร์ด ซึ่งผลปรากฏว่าพวกเขาเป็นฝ่ายแพ้ไป 1-3  

สำหรับทัพสิงห์บลูนั้น ดูเหมือนว่ากำลังจะกลับเข้าสู่ฟอร์มที่ยอดเยี่ยมอีกครั้งหลังจากที่พวกเขาเก็บคลีนชีทได้แค่นัดเดียวจาก 6 เกมแรก และหลังจากที่พ่ายแพ้ต่ออาร์เซนอลแบบหมดรูป คอนเต้ นายใหญ่ของทีมถึงกับต้องผ่าตัดทีมใหม่ เปลี่ยนแปลงระบบการเล่นให้เหนียวแน่นอกว่าเดิม โดยเขาตัดสินใจดร็อปบรานิสลาฟ อิวาโนวิช แบ็คขวาฟอร์มออกทะเลของทีม และปรับมาเล่น 3-4-3 ในเกมที่พบกับฮัลล์ ซิตี้ ซึ่งผลปรากฏว่าพวกเขาก็ทำผลงานได้ดีทีเดียว ชนะไปได้ 2-0 ก่อนที่จะใช้แผนเดิมในเกมต่อมาเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ซึ่งพวกเขาก็สามารถเก็บ 3 แต้มได้อีกครั้งจากเลสเตอร์ ซิตี้

ผลงาน 2 เกมหลังสุดของคอนเต้คือหลักฐานยืนยันชั้นดีว่าในตอนนี้ คอนเต้พบสูตรที่ลงตัวสำหรับเกมรับของเขาแล้ว โดยเขาจะสั่งให้วิงแบ็คทั้ง 2 ข้างเป็นผู้ตามประกบปีกของคู่แข่ง ขณะที่กองหน้าตัวริมเส้นก็ประกบฟูลแบ็ค ทำไมยามที่ทีมไม่มีบอลนั้น พวกเขาเหมือนจะเล่นแบบ 5-4-1 และแม้ว่าในเกมกับแมนฯ ยู ฝั่งผู้มาเยือนอาจจะได้เปรียบเล็กน้อยเมื่อมีตัวผู้เล่นมากกว่าในแดนกลาง ( 3 ต่อ 2) กระนั้นคอนเต้ก็สามาถรแก้ปัญหานี้ด้วยการดัน 1 ใน 3 กองหลังของทีมขึ้นมาช่วยในแดนกลางได้ อีกทั้ง เซซาร์ อัซปิลิกวยต้า กองหลังฝั่งขวาของเชลซีนั้นเป็นนักเตะที่มีความเร็วและเคลื่อนที่ได้ว่องไว ทำให้เขาน่าจะคอยซ้อน อองโธนี มาร์กซิอัล และ มาร์คัส แรชฟอร์ด 2 ตัวรุกความเร็วสูงของแมนฯ ยูได้ดี  

ปีกตัวอันตราย

สิ่งที่น่าจะสร้างปัญหาให้กับแมนฯ ยูได้ก็คือวิงแบ็คทั้ง 2 ข้างของเชลซี เพราะทั้ง มาร์กอส อลองโซ และ วิคเตอร์ โมเซส จะต้องคอยหาจังหวะโจมตีกองหลังปีศาจแดงเหมือนกับที่พวกเขาทำให้เกมกับเลสเตอร์และฮัลล์อย่างแน่นอน โดยเฉพาะในรายหลังที่ทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แถมอย่าลืมว่าคู่ประกบของพวกเขาคือปีกของคู่แข่ง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาคงไม่คุ้นเคยกับการไล่ประกบคู่แข่งในแดนตัวเองเท่าไหร่

ย้อนกลับไปในเกมกับฮัลล์ ซิตี้ ทั้งอลองโซและโมเซสนั้นรับบทเสมือนเป็นปีกของเชลซียังไงยังงั้น โดยเฉพาะทางฝั่งซ้ายของอลองโซที่เขาสามารถปั่นป่วนเกมรับของฮัลล์ได้ตลอดทั้งเกมจนทำให้เขาได้มีโอกาสได้ยิงถึง 4 ครั้ง และ สร้างโอกาสให้ทีมอีก 5 ครั้ง

ขณะเดียวกัน ใช่ว่าโมเซสจะทำอะไรไม่ได้เลย เพราะเจ้าตัวก็จัดการสร้างโอกาสให้กับทีมไป 2 ครั้ง รวมทั้งยังกระชากลากเลื้อยอยู่ริมเส้นถึง 4 ครั้งด้วยกัน

ปัญหาของ “เดอะไทเกอร์” ในวันนั้นก็คือ อดาม่า ดิโอมานเด้ ตัวประกบของโมเซสซึ่งเป็นกอง หน้าแท้ๆ ที่เคยยิงได้ 17 ประตูจากการลงสนาม 21 นัดบนลีกสูงสุดของนอร์เวย์ เอาปีกผิวสีรายนี้ของเชลซีไม่อยู่เลย ดังนั้น แมนฯ ยูคงต้องเรียนรู้อะไรบางอย่างจากกรณีนี้ให้ได้ เพราะสำหรับตอนนี้ คาดว่า แรชฟอร์ดจะได้ออกสตาร์ทในตำแหน่งนี้แทนที่ของมาร์กซิอัลที่ลงเล่นในเกมเอาชนะเฟเนร์บาเช่ไป 4-1 เมื่อคืนก่อน

จังหวะและเวลา

นอกจากนี้ การที่ อาซาร์ และ เปโดรถูกขยับมาให้ยู่ตรงกลางมากขึ้น ทำให้ฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างของคู่แข่งที่ทำหน้าที่ประกบพวกเขานั้นต้องขยับเข้าในและเปิดพื้นที่ด้านข้างมากขึ้น ซึ่งทำให้โอกาสตกเป็นของวิงแบ็คทั้ง 2 ข้างของเชลซี โดยในเกมกับเลสเตอร์นั้น มีจังหวะหนึ่งที่โมเซสอาศัยพื้นที่ว่างทางด้านขวาพยายามเข้าทำก่อนที่จะได้ลูกเตะมุมและนำไปสู่ประตู 1-0 ขณะเดียวกัน ตัวประกบของโมเซสอย่าง มาร์ค อัลไบรท์ตัน นั้นก็หายไปโดยสิ้นเชิง ปล่อยให้โมเซสได้วาดลวดลายอย่างเต็มที่ ก่อนที่จะมาทำประตูได้เองในที่สุด

ความท้าทายอย่างหนึ่งของแมนฯ ยูคือเรื่องของความเร็วและจังหวะ เพราะต้องยอมรับว่าคอนเต้สามารถจัดการกับสิ่งเหล่านี้ได้ดีทีเดียว โดยวิงแบ็คของเขารู้ว่าจังหวะใดที่ควรจะออกวิ่ง ดังนั้นเกมรับของแมนฯ ยูต้องตื่นตัวตลอดเวลา เพราะเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เคลาดิโอ รานิเอรี โดนเล่นงานหนักจนต้องยอมเลิกใช้แผน 4-4-2 ตามที่เขาถนัดตั้งแต่ยังไม่หมดครึ่งแรกเพื่อป้องกันวิงแบ็คทั้ง 2 ข้างของเชลซี

ในเกมวันพรุ่งนี้ มูรินโญคงจะต้องเลือกใช้งานปีกที่สามารถเล่นเกมรับได้ดีอย่าง แอชลีย์ ยัง เนื่องจากมีช่วงหนึ่งที่เขาเคยปรับไปเล่นแบ็ค ขณะที่ทางฝั่งซ้าย บางทีเราอาจจะได้เห็นแรชฟอร์ดลงมาดวลกับโมเซส ซึ่งถ้าหากเป็นเช่นนั้น การดวลกันของทั้งคู่คือกุญแจของเกมนี้เลยก็ว่าได้ เพราะถ้ากุนซือเดอะสเปเชี่ยลวันสามารถติวเข้มให้ลูกทีมของเขาหยุดเกมรุกริมเส้นของเชลซีได้ มันจะทำให้ทั้ง อาซาร์ และดิเอโก้ คอสต้าเล่นได้ยากขึ้น ทว่าอย่าลืมว่าการพูดนั้นง่ายกว่าการกระทำเสมอ ทำให้เราคงต้องรอดูกันในคืนวันพรุ่งนี้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ที่แน่ๆ มูรินโญคงเห็นตัวอย่างไปมากพอแล้วในเกมกับฮัลล์และเลสเตอร์