มองอนาคตยะโฮร์...ยอดทีมมาเลย์แชมป์เอเอฟซีคัพทีมแรกในอาเซียน

พลพรรค “เสือแดนใต้” เพิ่งจะจารึกชื่อของพวกเขาไว้ในประวัติศาสตร์ลูกหนังเอเชียหลังเป็นทีมแรกจากอาเซียนที่ผงาดคว้าถ้วย เอเอฟซี คัพ ...FFT จึงถือโอกาสนี้พาแฟนๆ ไปทำความรู้จักและส่องกล้องมองอนาคตของ ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม มหาอำนาจลูกหนังรายใหม่ลีกมาเลเซีย... 

ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม เจ้าของดีกรีสโมสรจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทีมแรกที่ชนะเลิศรายการ เอเอฟซี คัพกำลังนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่วงการลูกหนังมาเลเซีย เมื่อพัฒนาตัวเองเป็นต้นแบบของทีมอื่นในประเทศหลังจากที่หลายทีมยังคงประสบกับความยากลำบากในการบริหารจัดการอันย่ำแย่

ความสำเร็จในครั้งนี้แน่นอว่าส่วนหนึ่งมาจากน้ำพักน้ำแรงของพวกเขาเอง อย่างไรก็ตามเราไม่อาจมองข้ามปัจจัยแห่งโชคที่เข้าข้างพวกเขาไม่น้อยเมื่อ สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า) สั่งแบนสมาคมฟุตบอลคูเวตที่ถูกภาครัฐเข้าแทรกแซงกิจการลูกหนัง ส่งผลถึง อัล-คัดเซีย สโมสรแชมป์เก่าและคู่ต่อสู้ของยะโฮร์ในรอบรองชนะเลิศที่ถูกตัดสิทธิ์ ทำให้​ “เสือแดนใต้” ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศโดยอัตโนมัติ และลูกทีมของ มาริโอ โกเมซ ก็ใช้แทคติกตั้งรับแล้วรอสวนกลับคว้าแชมป์ระดับทวีปได้ในที่สุด

ซึ่งจากการที่ FFT ได้มีโอกาสพูดคุยกับ ตวนกู อิสมาอีล สุลต่าน อิบรอฮีม มกุฎราชกุมารแห่งรัฐยะโฮร์เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าพระองค์มีแผนการที่วางไว้เพื่อให้สโมสรเป็นที่รู้จักมากขึ้นในภูมิภาค ทำให้ วีเจย์ วิค คอลัมนิสต์ของเราได้มองและแยกออกมาเป็นข้อๆ ถึงสิ่งที่ยะโฮร์ควรทำหลังจากนี้...

ไปให้ไกลขึ้นใน เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก

รายการนี้ถือเป็นที่สุดของเกียรติยศสโมสรฟุตบอลในเอเชียซึ่งถือว่ามีศักดิ์ศรีเทียบเท่ากับ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ของยุโรปก็ว่าได้ และเป็นถ้วยที่บรรดาสโมสรมหาอำนาจลูกหนังของทวีปจากญี่ปุ่น, เกาหลีใต้, จีน, กาตาร์ และซาอุดีอาระเบีย ปรารถนาด้วยเช่นกัน

และจากการที่ทัวร์นาเมนต์นี้ไม่มีโควตาสำหรับทีมที่ชนะเลิศรายการ เอเอฟซี คัพ จึงหมายความว่ายะโฮร์จะต้องลงเตะรอบคัดเลือกอีกครั้ง

โดยในปีนี้พวกเขาก็เคยลงแข่งขันในรายการดังกล่าวมาแล้วเช่นกันแต่ไม่ประสบความสำเร็จโดยพ่ายแพ้ต่อ “กระต่ายแก้ว” บางกอกกล๊าส เอฟซี ในรอบคัดเลือก รอบ 2 ด้วยสกอร์ 3 ประตูต่อ 0 หลังจากที่ได้โควตาในฐานะแชมป์มาเลเซีย ซูเปอร์ลีก (เอ็มเอสแอล) ปี 2014 อันเป็นรายการที่พวกเขาสามารถป้องกันแชมป์ไว้ได้ในฤดูกาลนี้ ก่อนจะได้เฮกับถ้วยเล็กของทวีป

นั่นหมายความว่ายะโฮร์จะได้สิทธิ์ฟาดแข้งในรายการ เอเอฟซีี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบคัดเลือก รอบ 2 อีกครั้งในฤดูกาลหน้า ซึ่งก็จะทำให้ “เสือแดนใต้” ตกเป็นเป้าสายตามากขึ้น และยิ่งมีคนสนใจมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งสามารถทำเงินได้มากเท่านั้น ซึ่งรายได้ที่อาจสูงขึ้นนี้ก็จะทำให้เกิดการลงทุนเพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้กับขุมกำลังของทีมได้ด้วย

แม้พวกเขาอาจต้องเจอการรับน้องใหม่หากสามารถผ่านเข้าสู่รอบแบ่งกลุ่ม แต่การได้เล่นกับสุดยอดทีมของทวีปคือสิ่งที่เงินไม่สามารถซื้อได้อยู่แล้ว และจะมีสิ่งไหนที่เป็นการเตรียมความพร้อมสู่เกียรติยศที่สูงกว่าได้ดีเท่ากับการลงเล่นในเวทีใหญ่ล่ะ? ...ซึ่งหากยะโฮร์ผ่านเข้าไปเล่นในรอบแบ่งกลุ่มของ เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก ได้สำเร็จ สมาคมฟุตบอลมาเลเซียก็จะมอบโควตา เอเอฟซี คัพ ให้กับทีมอันดับ 3 ของลีก (นอกเหนือไปจากแชมป์ เอฟเอ คัพ ที่ได้โควตาอยู่แล้ว)

มาร์โก อันโตนิโอ, ซาฟิค รอฮิม และ ลูเซียโน ฟิเกรัว

ครองความยิ่งใหญ่ในมาเลเซีย

เห็นได้ชัดว่าความไม่คงเส้นคงวาคือจุดอ่อนของทีมในการคว้าแชมป์เอ็มเอสแอล 2 สมัยซ้อนในปี 2014 และ 2015 เพราะเมื่อพิจารณาจากสตาร์ที่มีอยู่ทำให้ ยะโฮร์ ได้รับการคาดหมายจากหลายสำนักว่าพวกเขาน่าจะทำแต้มขาดลอยในปีนี้ แต่กลายเป็นว่าพวกเขาต้องลุ้นจนถึงช่วงโค้งสุดท้ายก่อนจะปาดหน้า ปาหัง เข้าป้ายคว้าแชมป์ไปอย่างหวุดหวิดในวันสุดท้ายของฤดูกาล 

ขณะเดียวกันยะโฮร์ก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จในฟุตบอลถ้วยภายในประเทศมากนัก โดยทำได้เพียงการจบเป็นรองแชมป์ เอฟเอ คัพ ในปี 2013 และ มาเลเซีย คัพ ปี 2014 ซึ่งในรายการหลังไม่ได้รับโควตาให้เข้าร่วมสังคายนาในทัวร์นาเมนต์ของเอเอฟซี 

ยะโฮร์จำเป็นต้องเข้าร่วมรายการแข่งขันระดับทวีปอย่างสม่ำเสมอและนั่นหมายความว่าพวกเขาจะต้องคว้าแชมป์เอ็มเอสแอลหรือไม่ก็เอฟเอคัพให้สม่ำเสมอมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งพลพรรค “เสือแดนใต้” ต้องไปถึงจุดนั้นให้ได้ แม้ว่ารายการหลังจะได้สิทธิ์เพียงแค่ผ่านเข้ารอบแบ่งกลุ่ม เอเอฟซี คัพ โดยอัตโนมัติก็ยังดีกว่าไม่ได้มีประสบการณ์ในระดับทวีปเลย

เชื่อมั่นใน มาริโอ โกเมซ

แม้การพัฒนาอย่างต่อเนื่องในระยะยาวคือปัจจัยหลักต่อความสำเร็จ แต่สโมสรก็ไม่เคยมีน้ำอดน้ำทนกับโค้ชของเขา ซึ่ง มาริโอ โกเมซ ถือเป็นกุนซือยะโฮร์รายที่ 5 แล้วนับตั้งแต่ปี 2013

หลังจาก ฟานดี้ อาหมัด ถูกปลดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2013 อัซมี โมฮาเหม็ด ก็ถูกดันจากผู้ช่วยโค้ชขึ้นมาคุมทีมขัดตาทัพจนจบซีซั่น จากนั้น เซซาร์ ฆิเมเนซ นายใหญ่ชาวสแปนิชก็ถูกดึงตัวเข้ามาในปี 2014 แต่ก็เป็น โบยาน โฮดัค กุนซือชาวโครเอเชียนที่มานั่งเก้าอี้ร้อนหลังจากผ่านไปได้แค่ 4-5 เดือนเท่านั้น

‘กับโกเมซ เราเชื่อมั่น’ นี่คือคำกล่าวของแฟนๆ ที่ไปเยือนทาจิกิสถานเพื่อให้กำลังใจทีมรักในนัดชิงดำ เอเอฟซี คัพ และนี่คือสิ่งที่ยะโฮร์จะต้องยึดมั่นในฤดูกาลหน้า ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงประวัติศาสตร์ในช่วงหลังของยะโฮร์ที่มีการเปลี่ยนแปลงสต๊าฟฟ์โค้ชเป็นว่าเล่นแล้ว การให้เจ้านายคนเก่าคุมทีมจนจบฤดูกาลจึงน่าจะถือเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งเลยทีเดียว

โดย โกเมซ พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถคุมทีมให้ประสบความสำเร็จในระดับสูงสุดได้ อย่างที่ทุกคนได้เห็นเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาในนัดชิงชนะเลิศ ...อิสติกลอลคือทีมที่ดีกว่าก็จริง แต่ยะโฮร์ก็ไม่ปล่อยให้คู่ต่อสู้ของพวกเขามีพื้นที่ได้เล่นง่ายๆ ก่อนที่สุดท้ายจะเบียดคว้าแชมป์ไปได้ และนี่ก็คือผลงานของกุนซือชาวอาร์เจนไตน์วัย 58 ปีผู้นี้

เป็นเรื่องสำคัญที่โกเมซจะต้องอยู่ทำทีมต่อในปีหน้า รวมถึงปีต่อๆ ไปด้วย

เสริมแกร่งแข้งสตาร์เกรดสูงกว่าเดิม

ก่อนที่ยะโฮร์จะทะลุขึ้นมาเป็นยักษ์ใหญ่ของวงการฟุตบอลมาเลเซียนั้น โทนี ค็อตตี ศูนย์หน้าชาวอังกฤษคือดาวเตะที่มีดีกรีดังที่สุดที่มาวาดลวดลายในเอ็มแอลเอส โดยอดีตแข้งเวสต์แฮมและเอฟเวอร์ตันเล่นให้กับ สลังงอร์ ระหว่างปี 1996-97 ก่อนจะกลับบ้านเกิดเพื่อเซ็นสัญญากับ เลสเตอร์ ซิตี้

ขณะที่ในส่วนของยะโฮร์เองก็มี ดาเนียล กีซา ที่เคยเป็นดาวซัลโวสูงสุดของ ลา ลีกา ฤดูกาล 2007-08 และติดทีมชาติสเปน 21 ครั้ง เช่นเดียวกับ ซิโมเน เดล เนโร ของ ลาซิโอ รวมถึง ปาโบล ไอมาร์ เพลย์เมคเกอร์ชื่อดังชาวอาร์เจนไตน์ที่เคยสวมเครื่องแบบแถบแดง-น้ำเงินมาแล้วทั้งสิ้น และในทีมชุดปัจจุบันก็มี ลูเซียโน ฟิเกรัว อดีตศูนย์หน้า บียาเรอัล, ริเวอร์ เพลท และ เจนัว คอยรับหน้าที่ล่าตาข่ายอยู่

อย่างไรก็ตามฤดูกาลที่ผ่านมามีเพียง ฟิเกรัว เท่านั้นที่สร้างผลงานเป็นที่ประจักษ์ให้กับทีมได้ ขณะที่ กีซา แม้จะเล่นได้ประทับใจก็จริงแต่เขาก็อยู่กับทีมเพียงฤดูกาลเดียวในฐานะแข้งยืมตัวจาก เกตาเฟ ส่วน ปาโบล ไอมาร์ กับ ซิโมเน เดล เนโร ไม่สามารถเรียกฟอร์มเก่งของตัวเองได้

เป็นสาเหตุให้ยะโฮร์เลือกที่จะใช้ผู้เล่นชื่อชั้นรองลงมาเป็นตัวหลักมากกว่า โดย ฮาริส ฮารูน มิดฟิลด์ตัวกลางทีมชาติสิงคโปร์ได้รับการยกย่องว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของอาเซียนในตำแหน่งของเขา ขณะที่ มาร์กอส อันโตนิโอ กองหลังมากประสบการณ์ชาวบราซิเลียนก็แสดงให้เห็นว่าทำไม ยะโฮร์ ถึงปล่อย  ไบฮัคกี ไคซาน ปราการหลังจากแดนลอดช่องเพื่อคว้าตัวเขามาเมื่อเดือนเมษายนปี 2014

อย่างไรก็ตามจากการที่ตอนนี้สโมสรได้ประกาศศักดาบนเวทีระดับทวีป ทำให้นักเตะบิ๊กเนมน่าจะสนใจมาร่วมทัพยะโฮร์มากขึ้น และแน่นอนว่าพวกเขาจะต้องฉลาดเลือกในการคว้าตัวสตาร์เหล่านั้นมาเสริมแกร่งให้กับทีมเพื่อที่อย่างน้อยๆ จะได้มีอาวุธพร้อมมือในเวที เอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก รอบคัดเลือกที่มากขึ้น

สร้างแบรนด์ให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง

จากจุดเริ่มต้นที่เป็นเพียงสโมสรเล็ก ๆของรัฐยะโฮร์ในซูเปอร์ลีก ปัจจุบัน “เสือแดนใต้” กลายมาเป็น “เต้ย” แห่งวงการลูกหนังมาเลเซียไปแล้ว โดยยะโฮร์ถือว่าประสบความเสร็จอย่างยิ่งใหญ่หลังเปลี่ยนชื่อจากเดิมที่เป็น ยะโฮร์ เอฟเอ

...ชื่อเสียงและความนิยมที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้ตอนนี้สโมสรต้องมีการเพิ่มที่นั่งเป็นการพิเศษแทบทุกเกม จนทำให้สุดท้ายมีการเริ่มก่อสร้างรังเหย้าแห่งใหม่ความจุ 40,000 – 45,000 ที่นั่งแทน ลาร์คิน สเตเดี้ยม สนามเหย้าปัจจุบันที่มีความจุเพียง 30,000 คน

โดย ตวนกู อิสมาอีล สุลต่าน อิบรอฮีม ได้กล่าวกับ FFT เมื่อสัปดาห์ก่อนว่าเขามีแผนสร้างสนามที่มีความทันสมัยเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาเป็นแฟนบอลกลุ่มใหม่ โดยรังเหย้าที่กำลังอยู่ในขั้นตอนการก่อสร้างนั้นจัมีทั้งห้างสรรพสินค้า, สวนสนุก และร้านอาหาร ในตัว ถือเป็นศูนย์รวมความบันเทิงที่ครบครัน และหากสโมสรยังคงทุ่งหน้าประสบความสำเร็จแบบที่เป็นอยู่ต่อไปเรื่อยๆ เชื่อว่าสนามแห่งนี้น่าจะกลายเป็นรังเหย้าอีกหนึ่งที่มีชื่อเสียงที่สุดแมนย่านเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เลยทีเดียว

รูปภาพจาก : สโมสร ยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม