มนตรี พรหมสวัสดิ์ : จากติ่ง 'มาสุข' สู่ยอดดาวรุ่ง 'ราชันมังกร'

เขาเพิ่งซัดประตูที่สองของศึกไทยลีกให้ตัวเองในเกมที่ “ราชันมังกร” เปิดรังอัด “ฉลามชล” สุดโหด 5-1 รวมถึงมีชื่อติดทัพช้างศึกU23 ชุดลุยชิงแชมป์เอเชีย

แต่กว่าเขาจะมาถึงจุดนี้ต้องผ่านอะไรมาบ้าง? ปีแรกกับลีกสูงสุดเป็นอย่างไร? และย้ายมาเป็นแข้งดาวรุ่งแห่งทัพ “ราชันมังกร” ได้อย่างไร มาติดตามเรื่องราว และทำความรู้จักกับเขาให้มากขึ้นได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วิ

หนุ่มน้อยชาวจังหวัดพิจิตรเกิดในครอบครัวฐานะธรรมดาๆ แต่มีความหลงใหลในเกมฟุตบอลตั้งแต่วัยเด็ก เมื่อเข้าสู่ช่วงประถมฝีเท้าของเขาโดดเด่นจนอาจารย์แนะนำให้ไปคัดตัวเข้าเรียนที่โรงเรียนกีฬานครสวรรค์ ในระดับมัธยมก่อนจะถูกรับเลือกในที่สุด

ที่นี่เขาได้รับการฝึกฝนทักษะ เรียนรู้ระบบการเล่น และแทคติกต่างๆ จนพัฒนาเพิ่มขึ้น เขาไม่ใช่แข้งมากพรสวรรค์ แต่เต็มไปด้วยพรแสวงจากการฝึกฝนอย่างหนัก ซึ่งผลจากความพยายามนั้นได้สานฝันของตัวไปอีกขั้นเมื่อมีโอกาสลงเล่นฟุตบอลอาชีพเป็นครั้งแรกในชีวิต เพราะเพียงไม่นานหลังย้ายมาเรียนที่นี่โค้ชของทีมเห็นถึงแววนักเตะในตัวจนได้ผลักดันเขาขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ของนครสวรรค์ เอฟซี ลุยศึกการแข่งขันดิวิชั่น 2 บนวัยเพียง 16 ย่าง 17 ปี เท่านั้น

หลังจากเล่นให้นครสวรรค์อยู่ 2 ปี ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับช่วงจบการศึกษาชั้นมัธยมปลายพอดี เขาจึงตัดสินใจหาความท้าทายครั้งใหม่ และครั้งนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชื่อของ มนตรี พรหมสวัสดิ์ เริ่มเป็นที่คุ้นหูของแฟนบอลไทยในเวลาต่อมา เมื่อผ่านการทดสอบฝีเท้ากับบางกอก เอฟซี ทีมในศึกดิวิชั่น 1 จนได้เซ็นสัญญากับทีมในฤดูกาล 2015 แต่ช่วงแรกเขาไม่ได้ลงสนามให้ต้นสังกัดมากนัก เพราะต้องลงเล่นให้ทีมชาติไทยU19 บ่อยครั้ง ก่อนที่ปีถัดมาสโมสรเปลี่ยนมาใช้นโยบายเน้นแข้งดาวรุ่งเต็มตัวจนเขาได้ลงสนามบ่อยขึ้น ซึ่งสไตล์การเล่นอันพลิ้วไหวของเขาทำให้เหล่าสาวก “กระทิงเขาเหล็ก” ชื่นชอบในลีลาลากเลื้อยอย่างมาก

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

ต้นปี 2016 เขาคว้าแชมป์เนชั่นส์ คัพ U21 ที่ประเทศมาเลเซีย ได้สำเร็จพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมช้างศึกU21 โดยปีนั้นผลงานของ มนตรี พรหมสวัสดิ์ โดดเด่นพอสมควร ทว่าผลงานโดยของสโมสรกลับดิ่งลงเหวเมื่อไม่สามารถหนีโซนท้ายตารางขึ้นมาได้ เพราะทีมใช้แข้งดาวรุ่งเป็นกำลังหลัก และปล่อยนักเตะบางส่วนออกจากทีมไปก่อนหน้านี้ สุดท้าย บางกอก เอฟซี จบฤดูกาลด้วยอันดับ 14 ชนะเพียง 4 นัด โดยเสมอ 11 และแพ้ถึง 11 เกม

มนตรี พรหมสวัสดิ์ กลายเป็นแข้งเนื้อหอมไม่น้อยหน้าดาวรุ่งวัยเดียวกันคนอื่นๆเมื่อมีทั้งยักษ์ใหญ่อย่าง เชียงราย ยูไนเต็ด, ราชบุรี มิตรผล เอฟซี และ พีทีที ระยอง เอฟซี สนใจคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ท้ายที่สุดเขาเลือกย้ายมาเล่นให้ “ราชันมังกร” โดยคิดว่านี่ล่ะคือที่ๆเหมาะกับเขาที่สุด

หลังจบฤดูกาลชื่อของ มนตรี พรหมสวัสดิ์ กลายเป็นแข้งเนื้อหอมไม่น้อยหน้าดาวรุ่งวัยเดียวกันคนอื่นๆเมื่อมีทั้งยักษ์ใหญ่อย่าง เชียงราย ยูไนเต็ด, ราชบุรี มิตรผล เอฟซี  และ พีทีที ระยอง เอฟซี สนใจคว้าตัวไปร่วมทีม แต่ท้ายที่สุดเขาเลือกย้ายมาเล่นให้ “ราชันมังกร” โดยคิดว่านี่ล่ะคือที่ๆเหมาะกับเขาที่สุด

ทันทีที่ได้เซ็นสัญญา เขาฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อหวังได้ลงสนามให้ต้นสังกัดใหม่ “มาที่นี่ผมไม่กลัวว่าจะไม่ได้เล่นนะ แต่ผมก็พยายามซ้อมและทำผลงานให้โค้ชเห็น อาจได้ลงบ้างไม่ได้ลงบ้างก็ไม่เป็นไร แต่ขอให้มีชื่อในแต่ละเกมก็โอเคแล้ว”

จากดิวิชั่น 1 ก้าวขึ้นมาสู่ไทยลีก เจ้าตัวยอมรับว่าแตกต่างอย่างสิ้นเชิง ทั้งระบบการเล่น การซ้อม และแรงกดดัน แต่ก็ไม่เกินความสามารถที่จะปรับตัว และเผชิญหน้ากับอุปสรรคที่เจอ ซึ่งผลจากความพยายามได้ตอบแทนเขาอีกครั้งเมื่อได้โอกาสประเดิมเกมแรกกับ ซุปเปอร์พาวเวอร์ แถมยังยิงประตูได้อีกด้วย โดยเกมล่าสุดเขามีชื่อเป็นผู้ทำประตูพาทีมชนะ ชลบุรี เอฟซี 5-1 ที่มิตรผล สเตเดี้ยม จนถึงตอนนี้เจ้าตัวลงสนามให้ “ราชันมังกร” ไปแล้ว 6 นัด ยิงไป 2 ประตู ซึ่งถือว่าน่าพึงพอใจสำหรับแข้งวัย 22 ปีที่เพิ่งขึ้นมาสัมผัสเกมในลีกสูงสุดเป็นครั้งแรก

…..และนั่นต่อยอดให้ชื่อของเขาถูกใส่เป็นหนึ่งในขุนพลช้างศึกU23 ชุดเตรียมทำศึกชิงแชมป์เอเชีย รอบคัดเลือก เป็นที่เรียบร้อย

จุดแข็ง

เขาเต็มเปี่ยมไปด้วยความเร็ว อีกทั้งยังมีลูกทีเด็ดในการผ่านบอลให้เพื่อนทำประตูได้บ่อยครั้ง นั่นจึงเป็นเหตุผลที่เขาคือแนวรุกสุดอันตรายที่คู่แข่งไม่ควรประมาทเด็ดขาด

จุดอ่อน

การตัดสินใจบางจังหวะยังไม่เด็ดขาดพอ รวมถึงความแข็งแกร่งร่างกายที่อาจต้องยกระดับขึ้นมาอีกนิดหน่อย ซึ่งหากเขาทำได้โอกาสในเกมสโมสรกับทีมชาติย่อมมีมากขึ้นตามมาแน่นอน

รู้หรือไม่

สมัยยังเรียนอยู่ที่โรงเรียนกีฬานครสวรรค์ เขามีรุ่นพี่เป็นไอดอลลูกหนังที่ศึกษาอยู่ในสถาบันเดียวกัน ทุกครั้งที่เห็นรุ่นพี่รายนี้ลงแข่ง เขามักไปนั่งเชียร์อยู่ข้างสนามเสมอ ซึ่งเจ้าตัวชื่นชอบจนถึงขั้นเคยนั่งนวดแข้งนวดขาให้มาแล้ว จนมาวันนี้เขาได้กลับมาเจอกับไอดอลคนนี้อีกครั้ง แต่ในฐานะคู่แข่งที่ต้องห้ำหั่นในสนาม และรุ่นพี่คนนั้นก็คือ “หนุ่ย” ศราวุฒิ มาสุข ดาวเตะของ บางกอกกล๊าส เอฟซี นั่นเอง

นอกจากนี้อีกหนึ่งไอดอลที่เขาชื่นชอบไม่แพ้กับคือ เฮแบร์ตี้ แฟร์นานเดส ตำนานดาวยิง “ราชันมังกร” ซึ่งเขายอมรับว่าเสียดายอย่างมากที่พลาดโอกาสลงสนามด้วยกันในสีเสื้อราชบุรี เอฟซี หลังหัวหอกชาวบราซิลย้ายไปค้าแข้งในลีกซาอุดิอาระเบียกับ อัล ชาบับ ก่อนจะกลับมาเล่นให้เมืองทอง ยูไนเต็ด ในฤดูกาลนี้

ติดตามตอนต่อไป

เส้นทางลูกหนังของแข้งวัย 22 ปี ที่ก้าวจากลีกดิวิชั่น 1 ขึ้นมาเล่นในลีกสูงสุดของไทย ถือเป็นเพียงช่วงเริ่มต้นเท่านั้น หลังจากนี้ยังมีเวลาให้เจ้าตัวได้พัฒนาฝีเท้าอีกมาก อย่างไรก็ตามศึกใหญ่อย่างรายการชิงแชมป์เอเชียที่จะถึงนี้ น่าจะเป็นเวทีพิสูจน์อย่างดีที่อาจจะต่อยอดความสำเร็จให้เขากับเส้นทางสายนี้ในอนาคต