Interviews

อมร ธรรมนาม : ชีวิตตอนผมไปขายป็อปคอร์น เป็นยังไงเหรอ?

“พอไม่มีทีมเล่นก็เริ่มคิดละว่าต้องหาอย่างอื่นมาทำผมก็เลยขายป็อปคอร์น…” 

We are part of The Trust Project What is it?

7 ประตูจาก 15 เกม กับ ประจวบ เอฟซื คือสิ่งที่สร้างความเซอรไพรส์บนเส้นทางการค้าแข้งในลีกสูงสุดอีกครั้งบนวัย 34 ปี ของ อมร ธรรมนาม ทั้งที่ก่อนหน้านี้เคยเกือบตัดสินใจหันหลังให้วงการลูกหนัง และเลือกทำธุรกิจขายป็อปคอร์นในวันที่ต้องไร้รายได้ ไร้สโมสรลงเล่น และอนาคตที่ยังไร้คำตอบบนเส้นทางสายนี้

สัมภาษณ์ - เขียนโดย

กิตติธัช ศรีสุข

ณ เวลานั้นเขาต้องผจญกับสิ่งใดบ้าง ความผิดหวังจากสิ่งที่รักสร้างความเจ็บปวดแค่ไหน จุดเริ่มต้นของธุรกิจป็อปคอร์นเกิดขึ้นอย่างไร และเหตุใดทำให้ชื่อของ อมร ธรรมนาม กลับกระหึ่มอีกครั้งในวัยเกินหลักสาม ติดตามเรื่องสู้ชีวิตของเขาได้ที่นี่…

อกหักที่ ขอนแก่น

“จริงๆผมขายป็อปคอร์นมาตั้งแต่สมัยเล่นให้ พัทยา ยูไนเต็ด ช่วงปี 2009 แต่ทำเล็กๆเป็นงานอดิเรกแล้วก็หยุดไปจนมาทำต่ออีกทีช่วงย้ายมาขอนแก่นก็ขายตามถนนคนเดินตามตลาดนัดในเซ็นทรัล ขอนแก่นนี่แหละ” อมร เท้าความถึงจุดเริ่มต้นแรกกับธุรกิจป็อปคอร์น “อมร Healthy snack”

ทุกคนไม่ได้มองที่ผลงานเลยเขามองแต่อายุ มันเป็นความเศร้าอยู่ในใจที่เกิดความรู้สึกว่า เฮ้ย! นี่เราต้องเลิกเล่นแล้วจริงๆเหรอ

ย้อนกลับไปในฤดูกาล 2016 อมร ธรรมนาม ตัดสินใจบอกลาไทยลีกเพื่อย้ายมาหาความท้าทายครั้งใหม่กับ ขอนแก่น ยูไนเต็ด ในศึกยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 “จงอางผยอง” ทุกอย่างกำลังไปได้ดีทั้งผลงานกับทีม และชีวิตส่วนตัว ทว่าเหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตที่ทำให้ อมร ต้องพบชะตากรรมอันยากลำบากถาโถมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว

“เราถูกตัดสิทธิ์ออกจากการแข่ง มันคือเรื่องที่ทุกคนไม่คาดคิด” อมร ย้อนความหลังในวันที่ “จงอางผยอง” ถูกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯถอนสิทธิ์จากการแข่งขันกลางฤดูกาลหลังมีส่วนพัวพันคดีทำร้ายผู้ตัดสิน “มันเพิ่งผ่านช่วงพักกลางฤดูกาลมาไม่นานพอโดนแบบนี้ก็เลยแย่ เพราะเป็นช่วงที่ทุกคนไม่สามารถย้ายไปไหนได้ และเริ่มกังวลว่าทีมตะได้ไปต่อไหมจะกลับมาได้หรือเปล่า รายได้เราจะเป็นยังไง ช่วงนั้นเป็นสถานการณ์ที่อึมครึมพอมีข่าวออกมาทางสโมสรก็แจ้งว่าเป็นเรื่องจริงที่สมาคมฯตัดสิทธิ์เราออกจากการแข่ง แต่ทีมกำลังเตรียมเรื่องฟ้องอุทธรณ์ แต่ก็ไม่ได้พูดเรื่องชดเชยเงินอะไร พอผ่านไปเดือนหนึ่งเราก็ซ้อมปกหลังจากนั้นสโมสรก็เรียกมาอีกรอบพร้อมจ่ายเงินชดเชยให้ และบอกทุกคนว่าเราต้องแยกย้ายกันจริงๆแล้ว”

“วันนั้นผมรู้สึกเคว้งมากๆ เพราะกว่าจะมีทีมใหม่เล่นก็ต้องรอถึงปีหน้าแถมตอนนั้นผลงานเรากำลังโอเค ยิงได้ แอสซิสต์ได้ แต่พอมาเจอเรื่องแบบนี้มันก็ช็อคเลย ตอนนั้นไม่มีทีมติดต่อมาเลยไม่ได้ไปซ้อมที่ไหนด้วย เพราะมีทั้งค่าใช้จ่ายในการเดินทาง จริงๆช่วงต้นปีนั้นผมพาครอบครัวย้ายไปอยู่ขอนแก่นลูกก็ส่งเข้าเรียนที่นั่นวางแผนไว้อย่างดีทุกอย่างดูลงตัว แต่มาท้ายปีก็เกิดเรื่องทุกอย่างมันพังหมดทั้งเรื่องฟุตบอล และความเป็นอยู่ของครอบครัว แต่ในด้านฟุตบอลเราพยายามคิดว่ายังมีผลงานที่ดีเอาน่าปีหน้าเดี๋ยวก็มีทีมใหม่”

การพยายามคิดบวกกับความหวังที่จะหาสโมสรใหม่ลงเล่นอยู่ในหัวตลอดเวลา ทว่ามันกลับไม่ง่ายเลยที่จะมีทีมสนใจดึงเขาไปร่วมทัพ...

“ผมยื่นโปรไฟล์ไปให้หลายๆทีมรวมถึงคนรู้จัก แต่ปรากฏว่าไม่มีใครสนใจเราเลย ตอนนั้นเริ่มรู้สึกแย่ และคิดว่าหรือเรามาถึงจุดจบของการเล่นฟุตบอลแล้ว เพราะไม่มีแม้แต่จะคุยว่าเราเงินเดือนเท่าไหร่ เวลาติดต่อไปคำที่โดนปฏิเสธตลอดคือ คุณอายุเยอะทางผู้บริหารสโมสรมีนโยบายรับนักเตะอายุ 25-26 ตอนนั้นผมอายุ 32 ปี คือทุกคนไม่ได้มองที่ผลงานเลยเขามองแต่อายุ มันเป็นความเศร้าอยู่ในใจที่เกิดความรู้สึกว่า เฮ้ย! นี่เราต้องเลิกเล่นแล้วจริงๆเหรอ เพราะติดต่อไปหลายทีม แม้กระทั่งทีมเล็กๆที่ติดต่อไปเขาก็บอกแค่เดี๋ยวจะพิจารณาแล้วก็เงียบไป”

ผ่านไปหลายเดือน เขายังคงรอคอยด้วยความหวังว่าจะมีสโมสรใหม่ลงเล่นเพราะไม่อาจตัดใจจากสิ่งที่รัก แต่กลับยังคงไม่มีทีมใดสนใจนักเตะอายุเกินเลขสามอย่างเขา แม้ผลงานที่ผ่านมาจะดีก็ตาม ชีวิตในเวลานั้นเขาเคว้งคว้าง และแทบไร้ทางออก…

การกลับมาของ อมร ป็อปคอร์น

“ตอนแรกผมพยายามประเมินตัวเองว่าเรายังไปเล่นดิวิชั่น 1 หรือไทยลีกได้” อมร เปิดใจถึงวันที่เส้นทางลูกหนังยังคงเจอแต่ทางตัน “แต่ในไทยลีกไม่ได้อ้าแขนรับเรา ส่วนดิวิชั่นหนึ่ง ก็ไม่มีใครสนใจเลยจะหาทีมไหนก็ได้ในดิวิชั่น 2 แต่มาคิดว่าถ้าไปแล้วรายได้น้อยมากๆมันก็ไม่ได้อีก”

“คุณอายุเยอะแล้วผมไม่อยากได้” มันเป็นคำที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดว่าทำไมเขาต้องคิดแต่เรื่องอายุอย่างเดียว

“จริงๆใจหนึ่งยังอยากเล่นอยู่ แต่พอไม่มีทีมเล่น ผมก็เริ่มคิดละว่าต้องหาอย่างอื่นมาทำผมก็เลยขายป็อปคอร์น อย่างน้อยให้มีรายได้ก็ยังดี จริงๆญาติแฟนผมเขาขายอยู่แล้ว เขาก็มีสูตรการทำของเขาแล้วบังเอิญช่วงนั้นเป็นช่วงที่กำลังหาอะไรทำกันก็เลยไปช่วยขาย เขาก็เลยให้สูตรมาเผื่อเอามาขายจะได้มีอะไรทำเป็นอาชีพทำมาหากิน จริงๆเขาหวงมากนัก แต่แฟนผมเป็นหลานรักก็เลยยอมให้สูตรมา”

“พอเอามาเราก็ปรับสูตรเปลี่ยนนิดเติมหน่อยจนลงตัว ผมทำได้นะ แต่ได้แค่ให้มันออกมาเป็นป็อปคอร์นไม่ได้รู้ว่าเครื่องทำยังไงสูตรเป็นยังไง พอเอามาก็เรียนรู้การทำไม่นานก็เอาออกมาขาย เพราะอาของแฟนเขายกทุกอย่างมาให้พร้อมขายเลย”

“ช่วงนั้นพอเจอสถานการณ์แบบนั้นก็คิดว่าคงเลิกเล่นบอลแล้วตัดสินใจว่าจะต้องทำเต็มตัว  แต่มีคิดนะว่าเราอายุแค่ 32 เองยังมีไฟมีความกระหาย แต่น้อยใจทำไมไม่มีใครอ้าแขนรับคำว่า “คุณอายุเยอะแล้วผมไม่อยากได้” มันเป็นคำที่ทำให้เรารู้สึกเจ็บปวดมากที่สุดว่าทำไมเขาต้องคิดแต่เรื่องอายุอย่างเดียวไม่ดูที่ผลงาน ทุกทีมที่ติดต่อไปคำถามแรกที่เจอคือ คุณอายุเท่าไหร่ พอบอก 32 เขาก็ปฏิเสธ”

“วันๆหนึ่งในช่วงนั้นที่ทำเป็นอาชีพหลักเช้ามาผมจะตื่นไปส่งลูกเรียนก่อนแล้วกลับมาเตรียมของ เพราะตลาดที่จะไปขายมันตั้งกันบ่ายสามโมง พอบ่ายก็ต้องรีบไปตั้งร้านเพราะคนเยอะถ้าไปช้าเดี๋ยวไม่มีที่ขาย ยิ่งถนนคนเดิมยิ่งต้องรีบไปจับฉลากจองล็อคคือเจ้าประจำเขามีที่ของเขาอยู่แล้ว แต่เราไม่ใช่ประจำเลยต้องรีบไปจองกว่าจะเริ่มขายก็เริ่ม 4 โมงครึ่ง แฟนบอลที่รู้จักเขาก็มาช่วยซื้อขายถึงสามทุ่มก็เลิกขายก็จะอยู่แบบนี้วนไปขายที่เซ็นทรัลบ้าง ตลาดคนเดินบ้าง ก็จะลำบากตอนยกของนี่ล่ะ”

“มันเหนื่อยนะ... แต่ก็มีความสุขดียิ่งเวลาไปขายงานประจำปีมันก็ขายเพลินดี เพราะคนเยอะขายดีมากแล้วทำให้เราลืมช่วงเวลาเครียดๆตอนนั้นไปได้บ้างด้วยการขายของฆ่าเวลาระหว่างลองหาทีมใหม่ไปเรื่อยๆ"

อมร ที่กลายเป็นนักเตะไร้สังกัดเต็มตัวเริ่มคิดหันหลังให้วงการลูกหนัง แม้หัวใจยังรักในเกมฟุตบอล แต่ด้วยภาระที่ต้องใช้จ่ายในครอบครัวทำให้ในเวลานั้นเขาต้องยึดอาชีพขายป็อปคอร์นเป็นงานหลัก อย่างไรก็ตามเสมือนโชคชะตายังเข้าข้างอยู่บ้างหลัง อมร ได้กลับมาสู่เส้นทางฟุตบอลอีกครั้งกับโอกาสจากชายที่ชื่อ ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล

“มีวันหนึ่งผมขายป็อปคอร์นอยู่เซ็นทรัลก็มีสายเข้ามาเห็นเป็นเบอร์ที่ไม่คุ้น แต่ก็ไม่ได้รับเพราะด้วยความเบื่อหน่ายกับฟุตบอล” อมร กล่าวถึงเบอร์ปริศนาที่โทรเข้ามาในวันที่กลายเป็นพ่อค้าเต็มตัว “ผ่านไปหลายวัน ผมติดต่อเพื่อนผม(สมภพ นิลวงศ์ กองหลังประจวบ เอฟซี)ไปว่าประจวบตัวเต็มหรือยังเขาก็แนะให้เราโทรสอบถามสโมสรดู แต่ผมก็ยังไม่ได้โทรหรอกพอมาหลังปีใหม่ลูกสาวผมเข้าโรงพยาบาลยิ่งเครียดหนักเพราะมีค่าใช้จ่ายเยอะ วันนั้นเลยตัดสินใจขอเบอร์พี่วัง (ธวัชชัย ดำรงค์อ่องตระกูล) ปรากฏว่าพอเพื่อนส่งเบอร์มามันกลายเป็นเบอร์เดียวกับที่โทรเข้ามาในวันนั้น”

“ผมคุยกับแก แต่แกก็บอกจริงๆตัวไทยเต็มแล้ว ผมเลยเดาว่าเราคงคลาดเคลื่อนกับเขาในวันที่ไม่ได้รับสาย แกบอกตอนนี้หาแค่นักเตะต่างชาติ ผมก็เข้าใจ และขอบคุณไป แต่ก่อนวางสายพี่วังก็สอบถามว่าเราเจ็บตรงไหนหรือเปล่า เงินเดือนเป็นยังไงเผื่อปรึกษาผู้บริหารผมก็อธิบายไปว่าไม่ได้เจ็บ ส่วนเงินเดือนไม่ซีเรียสเพราะอยากมีทีมเล่น สักพักผ่านไปไม่กี่ชั่วโมงพี่วังโทรกลับมาบอกว่าผู้บริหารเขารู้จัก และสนใจผมอยากให้มาเซ็นสัญญาเลย” 

อมร เซ็นสัญญาร่วมทัพ “ต่อพิฆาต” ในฤดูกาล 2017 ภายใต้การคุมทีมของ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ชีวิตบนถนนลูกหนังของเขาสู่การเริ่มต้นใหม่อีกครั้งบนวัย 33 ปี...

ติดตามเรื่องราวชีวิตลูกหนังครั้งใหม่กับ ประจวบ เอฟซี ของ อมร ธรรมนาม ได้ในหน้าถัดไป...