อมตะนิรันดร์กาล: 8 เกมนัดเปิดฤดูกาลขึ้นหิ้งตำนานพรีเมียร์ลีก

ไม่มีความรู้สึกไหนที่จะเอาชนะเกมแรกของฤดูกาลได้ เพราะมันเต็มไปด้วยการมองโลกในแง่ดีและความตื่นเต้น รวมถึงความคิดที่ว่า นี่จะเป็นปีของทีมเราเสียที และ แม็กซ์ แม็คลีน ก็ได้เลือกเกมประเดิมซีซั่นใหม่ที่ยังอยู่ในความทรงจำของหลายๆคนมาฝากกัน..

อะไรคือองค์ประกอบของเกมนัดเปิดฤดูกาลที่คลาสสิค? ประตู, ใบแดง หรือการโกงความตาย? เหตุผลต่างๆนานาเหล่านี้ต่างถูกนำมายกเป็นคำตอบ แต่เวลาต่างหากที่จะเป็นตัวบอกว่า สุดท้ายแล้ว เกมนั้นๆมันคลาสสิคหรือไม่

และนี่คือ 8 นัดประเดิมซีซั่นใหม่ที่ยังอยู่ในความทรงจำของใครหลายๆคน

Jurgen Klopp, Arsene Wenger

ลิเวอร์พูลจะเจอกับอาร์เซนอลในสุดสัปดาห์นี้ แต่จะขึ้นหิ้งเป็นคู่คลาสสิคเหมือนกันหรือไม่?

1) เลสเตอร์ ซิตี้ 4-2 ซันเดอร์แลนด์ (2015/16)

ในตอนแรกเกมนี้ดูเหมือนว่าจะเป็นการตัดแต้มกันเองของ 2 ทีมที่จะต้องหนีตกชั้นในอนาคต หลังจากที่ทั้งคู่รอดตายอย่างหวุดหวิดในฤดูกาล 2014/15 แต่กลายเป็นว่ามีแค่ทีมเดียวที่ต้องดิ้นรนอยู่โซนท้ายตาราง 

โดยเลสเตอร์ขึ้นนำตั้งแต่หัววัน จาก เจมี่ วาร์ดี้ กับ ริยาด มาห์เรซ ที่โหม่งลูกครอสของ มาร์ค อัลไบรท์ตัน ก่อนที่มาห์เรซคนเดิมจะยิงจุดโทษให้เจ้าถิ่นนำโด่ง 3-0 ในเวลาเพียงแค่ 25 นาที

แม้ว่าซันเดอร์แลนด์จะฮึดขึ้นมาในครึ่งหลังและทำให้ช่องว่างหดแคบเข้าจาก เจอร์เมน เดโฟ แต่เลสเตอร์ก็มานำห่าง 3 ลูกอีกครั้งจากอัลไบรท์ตันไม่นานหลังจากนั้น ถึง สตีเว่น เฟล็ทเชอร์ จะทำประตูไล่ขึ้นมา 5 นาทีหลังจากนั้น แต่เดอะ ฟ็อกซ์ ก็รักษาสกอร์นำพร้อมกับเก็บชัยชนะนัดแรกได้ภายใต้ผู้จัดการทีมคนใหม่อย่าง เคลาดิโอ รานิเอรี่ 

ซึ่งพลพรรค "จิ้งจอกสยาม" จบวีคแรกด้วยการเป็นอันดับ 2 ของตาราง ซึ่งนั่นดูจะเป็นผลงานที่ดีที่สุดแล้วของพวกเขา แต่ตรงกันข้าม ลูกทีมของรานิเอรี่กลับสร้างประวัติศาสตร์ด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกด้วยสไตล์การเล่นที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ซึ่งชัยชนะในเกมดังกล่าวได้พิสูจน์แล้วว่ามันคือสปริงบอร์ดสำหรับเลสเตอร์ในการสร้างฤดูกาลอันน่าเหลือเชื่อ

2) ดาร์บี้ เคาน์ตี้ 3-3 ลีดส์ ยูไนเต็ด (1996/97)

ดาร์บี้ เคาน์ตี้ ประเดิมเลื่อนชั้นมาด้วยการเจอกับลีดส์ ยูไนเต็ด ที่สนามเบสบอล ซึ่งถือว่าเหมาะสมมากๆที่ทั้งคู่กินกันไม่ลง เพราะตอนจบฤดูกาลทั้งดาร์บี้และลีดส์มีคะแนนเท่ากัน ต่างแค่ประตูได้เสียเท่านั้น

โดยเกมนี้มาสนุกเอาในครึ่งหลัง แม้ว่า ยาค็อบ เลาร์เซ่น ของดาร์บี้จะทำเข้าประตูตัวเองให้ทีมเยือนออกนำไปก่อนตั้งแต่ 20 นาทีแรก แต่ก็ต้องรอจนถึง 20 นาทีสุดท้ายกว่าจะยิงกันได้เพิ่ม

แล้วจากนั้นประตูก็ไหลมาเป็นสายน้ำในระยะเวลาเพียงแค่ 16 นาที เมื่อ ลี โบว์เยอร์ จ่ายให้ เอียน ฮาร์ท ทำประตูในระยะ 20 หลาให้ลีดส์นำห่าง 2-0 แต่ ดีน สเตอร์ริดจ์ ก็ยิงฮาล์ฟวอลเล่ย์ก็มาตีตื้นให้แกะเขาเหล็ก ก่อนจะตีเสมอได้จาก พอล ซิมป์สัน ในอีกนาทีถัดมา

ซึ่งโบว์เยอร์ที่เล่นสุดยอดในวันนั้นคงจะคิดว่าทีมตัวเองเป็นฝ่ายชนะแน่ๆ เมื่อเจ้าตัวยิงให้ยูงทองขึ้นนำอีกครั้งในช่วง 5 นาทีสุดท้าย แต่ก็ดีใจไม่นานเมื่อสเตอร์ริดจ์มาตีเสมอพร้อมกับประเดิมลีกสูงสุดด้วย 1 แต้ม

3) ลิเวอร์พูล 1-1 อาร์เซนอล (2010/11)

แม้ว่าเกมนี้จะขาดคุณภาพ แต่ก็ได้ความบันเทิงมาแทน โดย โจ โคล ผู้ที่ถูก สตีเว่น เจอร์ราร์ด เปรียบเทียบกับ ลิโอเนล เมสซี่ หลังจากย้ายมายังถิ่นแอนฟิลด์เมื่อช่วงซัมเมอร์ มาโดนไล่ออกหลังจากไปเสียบ โลร็องต์ กอสเซียลนี่ แบบน่าเกลียดในครึ่งแรก ก่อนที่ ดาวิด เอ็นก๊อก จะมายิงประตูสุดสวยให้หงส์แดงออกนำในช่วงต้นครึ่งหลัง

ลิเวอร์พูลดูเหมือนว่าจะเป็นฝ่ายปิดเกมได้หลังจากครองบอลมากกว่าทั้งที่ตัวผู้เล่นเหลือ 10 คน แต่แล้วความเหวอของ เปเป้ เรน่า ทำให้เจ้าถิ่นต้องมาสังเวยแต้มให้กับเดอะ กันเนอร์ส

เมื่อนายด่านชาวสแปนิชดันไปรับลูกครอสที่เปิดมาทางซ้ายหลุดมือ บอลไปชนโคนเสาก่อนจะเด้งมาโดนขาเจ้าตัวเข้าประตูไป

ในช่วงทดเวลาบาดเจ็บกอสเซียลนี่ก็มาโดนใบแดงไปอีกคนหลังจากโดนใบเหลืองที่ 2 แต่อาร์เซนอลก็ยังคงยิ้มได้เมื่อจบเกมด้วยการเก็บแต้มถึงถิ่นแอนฟิลด์

4) แอสตัน วิลล่า 4-2 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (2008/09)

นี่คือสุดยอดเกมในตัวของมันซึ่งมีแฮตทริกที่เร็วที่สุดในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกอยู่ในนั้นด้วย 

โดยแอสตัน วิลล่า ในปี 2008 ถือเป็นชุดที่แกร่งเอาเรื่องทีเดียวเมื่อ แกเร็ธ แบร์รี่, แอชลี่ย์ ยัง และ กาเบรียล อั๊กบอนลาฮอร์ กำลังอยู่ในช่วงพีคของอาชีพค้าแข้ง ขณะเดียวกันแมนเชสเตอร์ ซิตี้ กำลังจะได้เจ้าของใหม่เป็นกลุ่มทุนจากอาบูดาบี

ยอห์น คาริว เป็นคนเบิกสกอร์แรกของเกมด้วยลูกโหม่งหลังจากเริ่มครึ่งหลัง ก่อนที่เอลาโน่จะยิงจุดโทษตีเสมอในช่วง 25 นาทีสุดท้าย

แต่จากนั้นก็เป็นโชว์ของอั๊กบอนลาฮอร์ โดยลูกแรกมาจากการวอลเล่ย์ระยะ 6 หลา ก่อนที่จะโหม่งลูกเปิดของแบร์รี่ และตบท้ายเพอร์เฟ็กต์ แฮตทริก ด้วยลูกแปในระยะเวลาห่างกันแค่ 7 นาที ถึง เวดราน ชอร์ลูก้า จะมาตีตื้นให้ทีมเยือนในนาทีที่ 89 แต่ก็ไล่ไม่ทัน

ซึ่งในช่วงที่เหลือของเดือนซิตี้นั้นสาละวนอยู่กับการซื้อนักเตะเสริมทัพ ซึ่งอาจจะมีผลมาจากความปราชัยครั้งนั้น และ แว็งซ็องต์ ก็อมปานี, ปาโบล ซาบาเลต้า รวมถึง โรบินโญ่ ต่างก็ถูกเซ็นสัญญาเข้ามา พร้อมกับตั้งเป้าว่าจะไปเล่นในแชมเปี้ยนส์ลีกให้ได้ แล้วจากนั้นเรือใบสีฟ้าก็ไม่เคยแล่นกลับอีกเลย