Analysis

มือกาวขาสั่น : 30 กองหน้าค่าเฉลี่ยยิงประตูโหดสุดตลอดกาลพรีเมียร์ลีก

ฟุตบอลอังกฤษยุคปัจจุบัน ถือเป็นยุคทองของกองหน้าจอมพังตาข่าย วันนี้โฟร์โฟร์ทูจะมาจัดอันดับกองหน้าที่ดีที่สุด ตั้งแต่ฟุตบอลลีกสูงสุดของอังกฤษเปลี่ยนมาใช้ชื่อพรีเมียร์ลีก ว่าแล้วเหล่าผู้รักษาประตูก็ควรมาอ่านนะ จะได้ระวังตัวไว้

We are part of The Trust Project What is it?

30. เอมมานูเอล อเดบายอร์

สถิติ

  • เกม : 242
  • ประตู : 97
  • ประตูต่อเกม : 0.40
  • แชมป์ลีก : 0

“ฉันรอให้เกมจบไม่ไหวแล้ว หิว... นายรู้จักร้านอาหารดี ๆ ในลอนดอนหรือเปล่า?”

อาการหิวของอเดบายอร์ระหว่างการแข่งขันอาจทำให้การเล่นในระดับสูงของเขาต้องจบลง อดีตกองหน้าโมนาโกยังเคยถามหาอาหารในช่วงที่การแข่งขันยังดำเนินอยู่ ซึ่ง เบรเด ฮันเกลันด์ เล่าให้ฟังถึงเรื่องนี้ แต่ในช่วงพีค ดาวยิงรายนี้สามารถสร้างความเสียหายแก่ฝ่ายตรงข้ามได้มหาศาล   

หัวหอกทีมชาติโตโกยิงไป 24 ประตูในลีกให้อาร์เซนอล ในฤดูกาล 2007/08 เจ้าตัวยังเป็นกองหน้าคนแรกที่ยิงแฮตทริคใส่ทีมเดียวกันทั้งเกมเหย้าและเยือนในพรีเมียร์ลีก และเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายรายนั้น คือ ดาร์บี้

ศูนย์หน้าผิวสีรายนี้ย้ายไป แมนเชสเตอร์ ซิตี้ พร้อมกับการฉลองประตูโดยวิ่ง 4x100 มาสไลด์เข่าคู่ต่อหน้าแฟน ๆ ไอ้ปืนใหญ่ ฤดูกาลแรกในเอติฮัด สเตเดี้ยม อเดบายอร์กดไป 14 ลูก และอีก 17 ประตูในปีแรกกับสเปอร์ส แต่ฟอร์มการเล่นของอดีตเด็กเก่าโมนาโกตกลงไปอย่างน่าใจหายเมื่อตอนเล่นกับคริสตัล พาเลซ ซึ่งยิงได้เพียงลูกเดียวเท่านั้น
 

29. โอเล่ กุนนาร์ โซลชา

สถิติ

  • เกม : 235
  • ประตู : 91
  • ประตูต่อเกม : 0.39
  • แชมป์ลีก : 6

“ผมมาที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด และไกด์ผู้พาผมชมสนามก็คิดว่าผมแค่มาเที่ยว เขาบรรยายอะไรไปเรื่อย เขาเข้ามาถามผมด้วยว่า ‘คุณมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?’”

โซลชาเล่าให้ฟังถึงเรื่องไกด์ในวันนั้น อย่างไรก็ตาม เขามาจากนอร์เวย์เพื่อเซ็นสัญญากับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

เจ้าตัวอยู่กับทีมดังแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ 11 ปี และก้าวขึ้นเป็นตำนานสโมสร ไม่ใช่แค่เพราะพาทีมคว้าแชมป์แชมเปี้ยนส์ ลีกได้ในปี 1999 แต่เพราะกองหน้าทีมชาตินอร์เวย์รายนี้เป็นส่วนสำคัญช่วยทีมคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 6 สมัย

เจ้าของฉายา ‘เพชรฆาตหน้าทารก’ ขึ้นชื่อเป็นอย่างยิ่งกับบทบาทซูเปอร์ซับ หนึ่งในสามของการลงเล่นทั้งหมดของอดีตนักเตะโมลด์ มาจากการลงสนามในฐานะตัวสำรอง และสถิติการยิงประตูของเขาคือ 1 ลูก ในทุก 150 นาที

ผลงานที่ดีที่สุดของกองหน้าชาวนอร์วิเจี้ยนในเสื้อปีศาจแดง คือการลงมาเป็นตัวสำรองแล้วยิง 4 ประตู ในเกมกับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ เมื่อปี 1999

28. เจอร์เมน เดโฟ

สถิติ

  • เกม : 496
  • ประตู : 162
  • ประตูต่อเกม : 0.35
  • แชมป์ลีก : 0

หนึ่งในกองหน้าที่ทำประตูได้อย่างสม่ำเสมอ เดโฟยิงเกิน 10 ประตู ได้ถึง 8 ฤดูกาลในพรีเมียร์ลีก และเขาเป็นกองหน้าเพียงคนเดียวที่ยิง 5 ประตูในครึ่งเวลาเดียว ในนัดที่เจ้าตัวพาสเปอร์สถล่มวีแกน 9 – 1 เมื่อปี 2009

กองหน้าจอมพเนจรลงเล่นให้กับบอร์นมัธในฤดูกาลนี้ และเคยลงเล่นให้กับปอร์ทสมัธ ซึ่งยังคงถกเถียงกันอยู่ว่าเขามีส่วนกับความสำเร็จของทีมขนาดไหน นอกจากนี้ยังเคยตกชั้น เมื่อตอนเล่นให้เวสต์แฮมกับซันเดอร์แลนด์ด้วย

แต่คงไม่มีใครสงสัยในความเฉียบขาดหน้าปากประตูของกองหน้าดีกรีทีมชาติอังกฤษ หลังทำประตูแรกของตัวเองในพรีเมียร์ลีกได้ ในเกมส์กับมิดเดิ้ลสโบรช์เมื่อ 16 ปีที่แล้ว ปัจจุบันเดโฟเป็นดาวซัลโวตลอดกาลอันดับที่ 7 ของพรีเมียร์ลีก และเป็นกองหน้าที่ยิงได้มากที่สุดในฐานะตัวสำรอง ด้วยจำนวน 23 ประตู ซึ่งนั่นรวมถึงประตูในเกมกับแมนฯ ซิตี้ เมื่อปี 2013 ด้วย

27. เจอร์เก้น คลิ้นส์มันน์

สถิติ

  • เกม : 56
  • ประตู : 29
  • ประตูต่อเกม : 0.52
  • แชมป์ลีก : 0

แม้จะมีนักเตะมากกว่า 200 คน ที่ยิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้มากกว่าเขา แต่จะมีสักกี่คนที่สามารถสั่นสะเทือนวงการฟุตบอลอังกฤษ ได้เท่าอดีตกองหน้าทีมชาติเยอรมนีรายนี้

นี่คือหนึ่งในการเซ็นสัญญาแข้งต่างชาติที่ดีที่สุดตั้งแต่ยุคพรีเมียร์ลีกเริ่มขึ้น คลิ้นส์มันน์ย้ายจากโมนาโก มาอยู่กับสเปอร์ส ในปี 1994 แม้ชาวอังกฤษอาจจะไม่ชอบคลิ้นซี่นัก หลังจบการแข่งขันฟุตบอลโลกปี 1990 ที่อิตาลี จากวีรกรรมการพุ่งล้ม

แต่ศูนย์หน้าฉายา ‘ฉลามขาว’ ก็ไม่สนใจ พร้อมตั้งคำถามสุดแสบสวนไปว่า “มีโรงเรียนสอนดำน้ำอีกไหมในลอนดอน จะได้ไปเรียนให้พุ่งเนียนๆ อีกซักหน่อย” และเจ้าตัวก็จัดการโหม่งทำประตูได้ตั้งแต่นัดแรกที่ลงเล่น ช่วยให้ไก่เดือยทอง ชนะเชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 4 – 3 ก่อนฉลองด้วยการทำท่าพุ่งล้มต่อหน้าแฟน ๆ ทีมเจ้านกฮูกด้วย

คลิ้นส์มันน์ยิงไป 21 ประตู และคว้ารางวัลผู้เล่นยอดเยี่ยมจากสมาคมผู้สื่อข่าวอังกฤษ แต่ในฤดูกาลต่อมาก็ย้ายทีมเอาดื้อ ๆ ทำเอาอลัน ซูการ์ต้องออกมาประกาศเลยว่าเขาไม่ได้ไปทำอะไรให้อดีตกองหน้าบาเยิร์น มิวนิคไม่พอใจแน่นอน ก่อนที่อีก 3 ฤดูกาลต่อมา คลิ้นซี่ก็กลับมาช่วยให้สเปอร์สรอดจากการตกชั้นไปได้

26. เลส เฟอร์ดินานด์

สถิติ

  • เกม : 351
  • ประตู : 149
  • ประตูต่อเกม : 0.42
  • แชมป์ลีก : 0

“ผู้คนไม่ได้คิดว่าเลส เฟอร์ดินานด์ เป็นอดีตผู้เล่นทีมชาติอังกฤษ แต่เขาเป็นคนที่ทำลายสวนบลูปีเตอร์ต่างหาก”

ข่าวลือเรื่องนี้แพร่สะพัดออกมา หลังเขาไปพูดติดตลกเกี่ยวกับเหตุการณ์ในปี 1983  ซึ่งเอาจริงๆ เขาก็ไม่ได้ทำ ไม่น่ามีใครทำแบบนั้น และก็อีกเรื่องคือ ไม่มีใครสามารถโอ้อวดได้หรอกว่า เขายิงประตูในพรีเมียร์ลีกได้เยอะ โดยไม่เคยสังหารจุดโทษแม้แต่ลูกเดียว

แต่ เลส เฟอร์ดินานด์ ก็ไม่เคยยิงจุดโทษเลย แถมยังยิงไปถึง 101 ประตู ใน 5 ฤดูกาลแรกของพรีเมียร์ลีก เขาย้ายจากนิวคาสเซิลมาอยู่กับควีนส์ปาร์คในปี 1995

เควิน คีแกน อาจจะโชคร้ายที่ชวดแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย ซึ่งนั่นก็เป็นโอกาสที่ ‘เซอร์ เลส’ ได้เข้าใกล้การคว้าแชมป์ลีกมากที่สุดด้วย อย่างไรก็ตาม กองหน้าชาวอังกฤษก็ผลิตสกอร์ได้อย่างต่อเนื่องกับสเปอร์ส, เวสต์แฮม และเลสเตอร์ และกับทีมจิ้งจอก เจ้าตัวยิงไปถึง 12 ประตู ทั้งที่มีอายุถึง 37 ปีแล้ว และต่อจากนั้นก็ไปใช้เวลาช่วงสั้น ๆ กับโบลตัน ซึ่งเขาเดินทางไปกลับระหว่างสโมสรกับแลงคาเชียร์ด้วยเฮลิคอปเตอร์

 

25. จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์

สถิติ

  • เกม : 288
  • ประตู : 127
  • ประตูต่อเกม : 0.44
  • แชมป์ลีก : 0

“ในสนามเขาดูน่ารำคาญมากๆ ” อดีตเพื่อนร่วมทีมอย่างจิอันฟรังโก้ โซล่า เคยกล่าวไว้ มันเป็นเรื่องของความโกรธเกรี้ยวที่คอยขับเคลื่อนศูนย์หน้าชาวดัตช์ในการผลิตสกอร์

มีกองหน้าแค่เพียง 3 คนเท่านั้น ที่เคยคว้าตำแหน่งดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกกับทีมมากกว่าหนึ่งทีม คือโรบิน ฟาน เพอร์ซี่, อลัน เชียร์เรอร์ และ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลแบงค์

ฮัสเซลแบงค์มีชื่อจริง ๆ ว่า ‘เจอร์เรล’ เขายิงได้ 18 ประตูให้ลีดส์ ในฤดูกาล 1998/99 พร้อมคว้าตำแหน่งรองเท้าทองคำร่วมกับไมเคิล โอเว่น และดไวท์ ยอร์ค

ฤดูกาลต่อมากับแอตเลติโก มาดริด เขาซัดไป 24 ประตู จาก 34 นัด ก่อนย้ายมาอยู่กับเชลซีในปีถัดมา และสังหารไป 23 ประตู จาก 35 เกม รวมไปถึง 4 ประตูในเกมถล่มโคเวนทรี 6 – 1

กองหน้าเจ้าของเท้าขวาอันทรงพลังรายนี้ช่วยให้ทีมสิงโตน้ำเงินครามจบอันดับที่ 2 ในปี 2004 ก่อนอำลาทีมไปอยู่กับมิดเดิ้ลสโบรช์ และชาร์ลตัน

24. โรเมลู ลูกากู

สถิติ

  • เกม : 235
  • ประตู : 107
  • ประตูต่อเกม : 0.46
  • แชมป์ลีก : 0

ตั้งแต่ย้ายมาพรีเมียร์ลีก ดูเหมือนว่าลูกากูเองจะต้องพิสูจน์ตัวเองอยู่เสมอ ในปี 2011 เขาย้ายมาพร้อมแบกชื่อเสียงของตัวเอง จากการทำประตูถึง 41 ลูกให้กับอันเดอร์เลชท์ และตอนนั้นลูกากูคนพี่มีอายุเพียง 18 ปีเท่านั้น

นับตั้งแต่เชลซีจ่ายเงินเป็นจำนวน 17 ล้านปอนด์ ดึงกองหน้าที่ถูกคาดหมายว่าเป็น ‘นิว ดร็อกบา’ มาสู่ทีม เขาลงเล่นในลีกให้ทีมสิงห์บลูส์ไป 1 นัด ก่อนถูกปล่อยยืมตัวไปเวสต์บรอม และเอฟเวอร์ตัน เพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่การเป็นยอดกองหน้าของวงการ และผลงานของเขาก็เป็นที่ประจักษ์ จัดการยิงไป 17 ประตูกับเวสต์บรอม และอีก 15 ประตูกับเอฟเวอร์ตัน

ในที่สุดโจเซ่ มูรินโญ่ ก็ไม่สามารถโน้มน้าวให้เขาอยู่กับทีมต่อไปได้ และต้องขายลูกากูให้กับเอฟเวอร์ตัน กองหน้าร่างยักษ์ตอบแทนท็อฟฟี่สีน้ำเงิน โดยซัดไป 53 ประตู จาก 3 ฤดูกาล และพัฒนาความสามารถในการยิงประตูและเชื่อมเกมได้อย่างดีเยี่ยม

ท้ายที่สุด เชลซีก็สนใจที่จะดึงตัวกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมกลับถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ แต่ทว่า เจ้าตัวตัดสินใจย้ายไป แมนฯ ยูไนเต็ด (ซึ่งมีมูรินโญ่คุมทีม) ลูกากูออกสตาร์ทได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ตอนนี้ของเขากับแมนฯ ยูไนเต็ดนั้นไม่สู้ดีนัก เมื่อทำประตูไปเพียง 6 ลูก จาก 19 เกมในฤดูกาลปัจจุบัน

23. คาร์ลอส เตเวซ

สถิติ

  • เกม : 202
  • ประตู : 84
  • ประตูต่อเกม : 0.42
  • แชมป์ลีก : 3

เตเวซย้ายมาที่อังกฤษพร้อมด้วยปัญหาในการซื้อขายมากมาย เขาได้ลงเล่นนัดแรกของฤดูกาลในเดือนมีนาคม ยังทำประตูไม่ได้ และเวสต์แฮมอยู่ห่างจากโซนรอดตกชั้น 9 คะแนน

อย่างไรก็ตาม กองหน้าชาวอาร์เจนไตน์ก็เริ่มแสดงฝีเท้าให้เห็น เจ้าตัวยิงไป 7 ลูก พาทีมขุนค้อนรอดตกชั้นได้สำเร็จ พร้อมกับได้ย้ายไปไล่ล่าแชมป์กับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในฤดูกาลถัดมา ทุกอย่างไปได้สวย แต่มันคงไม่ใช่เตเวซแน่หากเขาไม่ก่อเรื่องวุ่นวาย เขาย้ายข้ามไปอยู่กับคู่ปรับร่วมเมืองอย่างแมนฯ ซิตี้ และได้รับการต้อนรับจากทีม โดยขึ้นโปสเตอร์ ‘ยินดีต้อนรับสู่แมนเชสเตอร์’ ของทีมเรือใบสีฟ้า

กองหน้าหุ่นมะขามข้อเดียวรายนี้ยิงไป 43 ประตู จาก 2 ฤดูกาล กับทีมเรือใบสีฟ้า และเริ่มสร้างปัญหาอีกครั้ง ‘เตฟ’ มีปัญหากับมันชินี่ เฮดโค้ชของทีมในตอนนั้น และมีส่วนเพียงเล็กน้อยกับการคว้าแชมป์ของทีม แม้จะมากด้วยพรสวรรค์ แต่อดีตเด็กปั้นโบค่า จูเนียร์ส ก็เป็นกองหน้าที่เจ้าอารมณ์ เอาแต่ใจตัวเอง และพร้อมสร้างปัญหาได้ตลอดเวลา

22. ดีเอโก้ คอสต้า

สถิติ

  • เกม : 89
  • ประตู : 52
  • ประตูต่อเกม : 0.58
  • แชมป์ลีก : 2

อีกหนึ่งกองหน้าจอมสร้างปัญหาพอ ๆ กับเตเวซ นี่คือ ดีเอโก้ คอสต้า บางทีนี่อาจจะเป็นผู้เล่นคนเดียวในการจัดอันดับครั้งนี้ถูกเกลียดได้ทันทีเพียงแค่คุณอ่านเรื่องราวของเขา

กองหน้าผู้เกิดที่บราซิลรายนี้ โชว์ผลงานได้อย่างร้อนแรง นับตั้งแต่ย้ายจากแอตเลติโก มาดริด มาเชลซี ในปี 2014 ยิง 7 ประตูใน 4 เกมแรก ศูนย์หน้าวัย 26 ปี ยิงไป 20 ประตู และเป็นกำลังหลักในการพาเชลซีคว้าแชมป์ในฤดูกาลนั้น

แต่ด้วยความประพฤติที่ไม่ค่อยดีของคอสต้า บวกกับ เชส ฟาเบรกาส และ เอแด็น อาซาร์ สองกำลังหลักของทีมฟอร์มตก ทำให้ โจเซ่ มูรินโญ่ กุนซือผู้พาทีมคว้าแชมป์ลีกเมื่อปีที่แล้ว ถูกไล่ออกในฤดูกาลถัดมา เนื่อจากผลงานที่ตกต่ำในตอนนั้น

อดีตศูนย์หน้าทีมตราหมีคืนฟอร์มการยิงประตูได้อีกครั้งในฤดูกาล 2016/17 จัดการยิงไป 20 ประตู ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ภายใต้กุนซือใหม่อย่างอันโตนิโอ คอนเต้ ผู้ที่ส่งของขวัญให้เขาหลังจบฤดูกาลนั้นว่า “สวัสดี ดีเอโก้ นายไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมของฉันแล้ว” หลังจากนั้น เราได้เจอเขาอีกที และเป็นครั้งล่าสุด ก็ตอนคอสต้านั่งชมเกมที่เชลซี เอาชนะ แอตฯ มาดริด ในแชมเปี้ยนส์ ลีก พร้อมกับทำหน้าตาบอกบุญไม่รับเสียอย่างนั้น

21. นิโกล่าส์ อเนลก้า   

สถิติ

  • เกม : 364
  • ประตู : 125
  • ประตูต่อเกม : 0.34
  • แชมป์ลีก : 2

“ผู้คนมักมองว่าช่วงเวลาที่ผมเล่นกับอาร์เซนอลเป็นช่วงที่ดีที่สุด แต่นั่นมันไม่จริง ผมเป็นผู้เล่นที่ดีกว่าเดิมในตอนที่เล่นกับโบลตัน”

อเนลก้าย้ายออกจากพรีเมียร์ลีก 3 ครั้ง แต่เขาก็จะย้ายกลับมาเสมอ กองหน้าชาวฝรั่งเศสคว้าแชมป์กับอาร์เซนอลตั้งแต่อายุเพียง 19 ก่อนที่ปีต่อมา เจ้าตัวจะสังหารไป 17 ประตู และไปร่วมทีมเรอัล มาดริดในปีนั้น ก่อนจะย้ายกลับมาในอังกฤษกับ ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ซิตี้ ต่อมาอเนลก้าย้ายออกไปเล่นให้กับเฟเนร์บาห์เช่ และกลับมาเล่นในอังกฤษอีกครั้ง

แซม อัลลาร์ไดซ์ จัดการปลุกฟอร์มของอเนลก้าในช่วงที่กองหน้าจอมพเนจรเล่นกับ โบลตัน ก่อนย้ายไปเชลซี พร้อมได้ตำแหน่งดาวซัลโวลีกในฤดูกาล 2008/09 จากการยิง 19 ประตู และได้แชมป์ลีกในฤดูกาล 2009/10

ในการจัดอันดับครั้งนี้ มีเพียงอเนลก้ากับเตเวซเท่านั้น ที่คว้าแชมป์พรีเมียร์ลีกได้กับทีมที่ต่างกัน และหลังจากอดีตเด็กปั้นเปแอสเชย้ายไปเล่นที่จีน เจ้าตัวก็กลับมาเล่นให้กับ เวสต์บรอมวิช ซึ่งเป็นทีมในพรีเมียร์ลีกทีมสุดท้ายของตัวเอง