นักปั้นเด็ก / ปรัชญาแบบเป๊ป / รับมือโค้ชคีย์บอร์ด : 12 ปีกับวิถีกุนซือ...คริสเตียน ซีเก้

“เมื่อคุณอายุมากขึ้น คุณย่อมต้องรู้ ว่าในฐานะโค้ช เราต้องรับผิดชอบอะไรมากขึ้น และเรียนรู้ที่จะรับประสบการณ์ใหม่ๆเข้ามาในชีวิต”

คำพูดของคริสเตียน ซีเก้ บุรุษผู้เคยเข้าใกล้ถ้วยแชมป์ฟุตบอลโลกแค่เอื้อม และผ่านการเล่นกับสโมสรชั้นนำมากมาย ทั้ง ลิเวอร์พูล , สเปอร์ส และ เอซี มิลาน

สัมภาษณ์ - เขียนโดย

ณรินทร์ภัทร บุณยวีรพันธ์

วันนี้เขาเปลี่ยนบทบาทมาอยู่ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกสอนคนใหม่ของราชบุรี มิตรผล เอฟซี ทีมในศึกไทยลีก กับการทำทีมในเอเชียครั้งแรกของเขา … อะไรทำให้เขาตัดสินใจมาฝากอนาคตไว้ที่ มิตรผล สเตเดี้ยม และเขาผ่านอะไรมาบ้างกับชีวิตกุนซือ ติดตามอ่านกันได้ที่นี่

โชคชะตาเล่นตลก

หลังจากซีเก้ใช้เวลาคุมลูกทีมฝึกซ้อมช่วงเย็นที่มิตรผล สเตเดี้ยม เขาก็รีบเดินมาพูดคุยกับทีมงาน โฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์ตรงซุ้มม้านั่งสำรอง อีกจุดที่เห็นทุกมุมของสนามได้ชัดเจนที่สุดในยามเย็น

สิ่งแรกที่ซีเก้ชี้ให้เราดูคือ แผลผ่าตัดยาวบริเวณต้นขา ที่กลายมาเป็นจุดหักเหสำคัญ ในชีวิตวงการลูกหนังของเขา

มันเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งหนึ่งในชีวิตของคริสเตียน ซีเก้ ที่ทำให้เขาต้องเลิกเล่นฟุตบอลก่อนวัยอันควร ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างเกมที่ สเปอร์ส พบ ชาร์ลตัน แอธเลติก ในเกมพรีเมียร์ลีก นัดบ็อกซิ่งเดย์ ปี 2001 ทำให้เขาเกือบเสียขาข้างซ้ายไป จากนั้นก็ต้องผ่าตัดอีกหลายครั้ง

“เอาตรงๆ มันก็ไม่ใช่จุดที่ทำให้ผมต้องแขวนสตั๊ดเสียทีเดียว จากตรงนั้น ผมก็ยังสามารถเล่นฟุตบอลต่อได้ แต่ในความรู้สึกผมเอง ผมแค่รู้สึกว่าขาของผมมันไม่มีแรงเหมือนเดิม ไม่มีแรงจะวิ่ง แล้วก็ไม่มีแรงจะยิง ผมเริ่มรู้ตัวแล้วว่า ผมอาจไม่พร้อมสำหรับการเล่นให้สเปอร์สต่อไป ผมเลยย้ายไปอยู่กับ โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค”

กระนั้นชีวิตที่ โบรุสเซีย พาร์ค ของซีเก้ก็ยังต้องกระเสือกกระสน รับมือกับปัญหาอาการบาดเจ็บเหมือนเดิม แต่สุดท้ายเป็นอาการบาดเจ็บที่ข้อเท้า ที่ทำให้เขาต้องแขวนสตั๊ดด้วยวัย 33 ปี ในเดือนตุลาคมปี 2005

สมัยยังเฟี้ยวกับ สเปอร์ส

ก้าวแรกของงานโค้ช

“ช่วงที่แขวนสตั๊ด ผมก็ยังไม่เลิกล้มความตั้งใจที่จะอยู่ในวงการนี้ ผมยังคิดว่า ผมต้องทำงานต่อไป โชคดีที่โอกาสนั้นมาถึงผมค่อนข้างเร็ว”

โบรุสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ยังอยากให้ ซีเก้ ทำงานอยู่กับทีมต่อไป จึงเสนอให้เขาคุมทีมชุดอายุไม่เกิน 17 ปีของทีม แต่การคุมนักเตะชุดเล็ก ไม่ง่ายอย่างที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มือใหม่อย่างเขาที่เพิ่งจะเปลี่ยนบทบาทจาก ‘ผู้ตาม’ กลายมาเป็น ‘ผู้สั่งการ’

“มันไม่ง่ายอย่างที่คิดหรอก ในเมื่อคุณเคยชินกับการแค่มาซ้อมเป็นเวลา แล้วกลับ แต่พอมาเป็นโค้ช ทุกอย่างยากขึ้นมาก ผมตื่นเต้นมาก เพราะต้องมาก่อนใครเพื่อน มาวางแผนทุกอย่าง แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือ คุณต้องพยายามสื่อสาร อธิบายสิ่งที่คุณคิดให้เด็กๆเข้าใจ ทุกอย่างจะสำเร็จเมื่อเด็กเข้าใจในสิ่งที่คุณอธิบาย”

“คุณต้องแคร์พวกเขามากขึ้น ต้องหมั่นเข้าไปพูดคุยว่าพวกเขาเป็นอย่างไร ติดขัดตรงไหนบ้าง แต่มันก็ไม่ง่ายหรอกนะ การจะให้นักเตะศรัทธาในตัวคุณตั้งแต่วันแรก”

จากนั้น ซีเก้ก็ได้รับบทบาทให้ขึ้นไปเป็นผู้อำนวยการของสโมสรด้วย แต่เขาก็ยอมรับว่า ไม่ใช่หน้าที่และตำแหน่งที่เขาชอบเท่าใดนัก

“ผมได้อยู่ในตำแหน่งผู้อำนวยการสโมสรถึงหนึ่งปีเต็ม สิ่งที่ผมรู้สึกคือ ผมมีอำนาจมากกว่าเดิม มันอาจไม่ใช่การสั่งการนักเตะในสนาม แต่ผมได้ดูแลไปถึงปรัชญาการเล่น ต้องการให้นักเตะเล่นแบบไหน ผมสามารถแจ้งนโยบายไปที่เฮดโค้ชได้”

สิ่งที่ต่างกันคือ สุดท้ายแล้วคุณก็ตัดสินใจแทนโค้ชไม่ได้ ผมทำได้แค่วางนโยบายต่างๆจากด้านบน ดังนั้นผมเลยค้นพบว่า ตำแหน่งนี้ไม่เหมาะกับผม

“แต่สิ่งที่ต่างกันคือ สุดท้ายแล้วคุณก็ตัดสินใจแทนโค้ชไม่ได้ ผมทำได้แค่วางนโยบายต่างๆจากด้านบน ดังนั้นผมเลยค้นพบว่า ตำแหน่งนี้ไม่เหมาะกับผม ผมเพิ่งจะรู้ว่าผมอยากเป็นโค้ช และรักงานโค้ชมากแค่ไหน ผมจึงเลือกที่จะกลับมาเป็นโค้ชอีกครั้ง ผมได้โอกาสทำทีมชุดใหญ่ด้วยราวสองสัปดาห์ จากนั้น สโมสรก็แต่งตั้ง ฮานส์ เมเยอร์มาคุมทีม ผมรับตำแหน่งผู้ช่วยของเขา แต่ก็ทำได้อยู่สองเดือน แล้วก็รู้สึกว่า ต้องไปตั้งหลักใหม่”

กับกลัดบัค ไม่ใช่เรื่องยากสำหรับซีเก้ เพราะนั่นคือสโมสรที่เขาเพิ่งแขวนสตั๊ดมา และมอบงานโค้ชให้เขาต่อทันที แต่สำหรับก้าวต่อไป ซีเก้ต้องหางานใหม่ชนิดที่ยังไม่รู้เหนือรู้ใต้ แต่แล้ว เส้นทางของเขาก็ไปประจวบเหมาะกับสโมสรเก่าแก่ของเยอรมนีที่ชื่อ อาร์เมเนีย บีเลเฟลด์

“ผมสอบโปรไลเซนส์อยู่ 11 เดือน ก่อนจะได้งานใหม่ที่บีเลเฟลด์ ในลีกาสอง ก่อนหน้านั้นผมก็ว่างงานอยู่สักพัก แต่กับที่นี่ ผมทำควบทั้งผู้อำนวยการสโมสร และ ผู้จัดการทีม เพราะตอนนั้น สโมสรกำลังลำบาก และมีปัญหาด้านการเงิน ช่วงเวลาที่น่าจดจำคือช่วงแรกที่เขามอบโอกาสให้ผมคุมทีม ทุกคนดูมุ่งมั่นกันมาก และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคข้างหน้า ซึ่งทำให้ตัวผมเองรู้สึกมีแรงฮึดอยากจะสู้ขึ้นมาเหมือนกัน”

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่ ซีเก้ คิด เนื่องจากบีเลเฟลด์ ชนะได้เพียงเกมเดียวจาก 8 นัด ถือเป็นการออกสตาร์ทที่ย่ำแย่ที่สุดของสโมสรในรอบ 23 ปี เขาอยู่ในตำแหน่งได้เพียง 5 เดือน ก็ต้องแยกทางกับทีมไป และกลายเป็นคนตกงานอีกครั้ง

ซึ่งการเตะฝุ่นครั้งนี้ ใช้เวลาราว 6 เดือน ก่อนที่เขาจะเจอกับงานใหม่ที่น่าท้าทายยิ่งกว่าเดิม