Talentspotter

ณัฐวุฒิ ชูติวัตร : ดาวรุ่งชลบุรีผู้ใช้ ‘ฟุตบอล’ ชนะ ‘มะเร็ง’

เขาคือผู้ซัดประตูสุดสวยใส่เจ้าภาพศึกชิงแชมป์อาเซียนU19 อย่างอินโดนีเซีย พร้อมพาช้างศึกผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศได้สำเร็จ

We are part of The Trust Project What is it?

แต่ก่อนหน้านี้ใครจะคาดคิดว่านี่คือเด็กหนุ่มที่เคยป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งข้างปอดจนเกือบทำให้ความหวังการเป็นนักเตะอาชีพเป็นได้เพียงความฝัน สิ่งใดที่ทำให้เขาเอาชนะโรคร้ายได้? อะไรคือสิ่งสำคัญที่ช่วยให้เขาฝ่าฟันอุปสรรคมาถึงจุดนี้ ติดตามเรื่องราวของ “เต้ย” ณัฐวุฒิ ชูติวัตร เจ้าหนูนักเตะวัย 19 ปี ได้ที่นี่

เรื่องเล่า 60 วินาที

ก่อนจะกลายมาเป็นหนึ่งในขุนพลทีมชาติไทย ชุดเล็ก เดิมทีเขาเป็นคนจังหวัดหนองคาย ก่อนจะย้ายมาเติบโตในเมืองหลวงช่วงอายุ 3 ขวบ

ในวัยเด็ก “เต้ย” ชอบเล่นเกมมากถึงขนาดยอมอดข้าวเพื่อนำเงินค่าขนมมาเล่นเกมจนแม่ของเขาตัดสินใจจับให้เขาลองหันไปเล่นฟุตบอลกับโรงเรียนฤทธิยะวรรณาลัย และนั่นคือจุดเริ่มต้นของเขากับการรู้จัก และสัมผัสเกมลูกหนังครั้งแรกในวัย 7 ปี

แม้ตอนแรกเขายังไม่ได้รู้สึกชอบฟุตบอลมากนัก แต่หลังจากเล่นมาได้สักพัก เขากลับหลงรักเกมลูกหนังอย่างสุดหัวใจ และเปลี่ยนจากเด็กติดเกมกลายเป็นคนที่ชื่นชอบฟุตบอลจนทำให้ “เต้ย” เริ่มมีเป้าหมายในชีวิตมากขึ้นนั่นคืออยากเป็นนักฟุตบอลอาชีพจึงตัดสินใจไปคัดตัวกับสโมสรชลบุรี เอฟซี ตอน 9 ขวบ

ซึ่งเป็นสโมสรในดวงใจที่เจ้าตัวชื่นชอบ และท้ายที่สุดก็ได้กลายเป็นสมาชิกของทัพ “ฉลามชล” นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน

เหตุผลที่ต้องรู้จักเขา

หลังเป็นเด็กฝึกในอะคาเดมี่ “ฉลามชล” อยู่พักใหญ่ “เต้ย” ได้รับโอกาสครั้งสำคัญที่ช่วยสร้างประสบการณ์ในเส้นทางลูกหนังของตัวเองมากขึ้น นั่นคือการสวมปลอกแขนกัปตันทีมชลบุรีU12 ลุยศึกดานอล เนชั่นส์ คัพ ที่ประเทศสเปน ยิ่งไปกว่านั้นเป็นการแข่งในสนามซานติอาโก้ เบอร์นาบิว รังเหย้าของยอดทีมแดนกระทิงดุอย่าง เรอัล มาดริด อีกด้วย

แม้สุดท้ายทัพ “ฉลามจิ๋ว” จะไม่สามารถคว้าแชมป์หลังแพ้ต่อทีมชาติบราซิล รุ่นอายุไมเกิน 12 ปี ไป 0-4 แต่ก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ล้ำค่าที่ได้มาโชว์ฝีเท้าในประเทศที่มีลีกแข็งแกร่งเป็นอันดับต้นๆของโลก

ทว่า 3 ปีต่อมา ชีวิตของ “เต้ย” ต้องพบกับจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่เมื่อถูกตรวจพบว่าเขากำลังป่วยเป็นมะเร็งข้างปอดระยะที่สาม ทำให้การเล่นฟุตบอลของเขาต้องหยุดชะงักลงไป

“ตอนนั้นผมซ้อมบอลตามปกติ แต่อยู่ดีๆก็หายใจติดขัดหน้ามืด พอหลังซ้อมเลยโทรหาแม่ให้เขาพาไปตรวจปรากฏว่าเราป่วยเป็นมะเร็ง จริงๆหลังตรวจเสร็จช่วงแรกพ่อกับแม่เขาไม่ได้บอกผมนะว่าป่วยเป็นอะไร เพราะไม่อยากให้กังวล เขาบอกว่าเป็นแค่เนื้องอก แต่พอนานๆเข้าก็ต้องมาคีโมที่โรวพยาบาลบ่อยๆผมเลยเริ่มรู้เองแล้วว่าไม่ใช่แค่เนื้องอกแน่ๆ พอรู้แน่แล้วว่าเราเป็นมะเร็ง ตอนนั้นสภาพจิตใจผมแย่มากคิดว่าทำไมต้องเป็นเราด้วยทั้งที่ทุกอย่างมันกำลังดี”

“เต้ย” ต้องต่อสู้กับโรคมะเร็งเป็นระยะเวลา 1 ปีเต็มๆ มันทำให้โอกาสที่จะกลับไปเล่นฟุตบอลอีกครั้งดูไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แต่เขาก็ไม่เคยตัดใจจากฟุตบอลแม้แต่วินาทีเดียว

สิ่งที่ทำให้ผมสู้ต่อคือฟุตบอล ผมอยากกลับไปเล่นอีกครั้งทุกๆวันผมถามแม่ตลอดว่าจะได้กลับไปเล่นบอลอีกครั้งไหม

“สิ่งที่ทำให้ผมสู้ต่อคือฟุตบอล ผมอยากกลับไปเล่นอีกครั้งทุกๆวันผมจะถามแม่ตลอดว่าจะได้กลับไปเล่นบอลอีกครั้งได้ไหม และผมก็ไม่เคยคิดว่าตัวเองจะตายด้วย คิดแค่อยากกลับไปวิ่งเตะบอลได้เหมือนเดิมอีกครั้ง ท่ี่สำคัญฟุตบอลมันเป็นสิ่งเดียวที่จะทำให้บ้านผมสบาย เพราะเราตั้งเป้าหมายไว้ว่าอยากเป็นนักเตะอาชีพในอนาคต”

ใครจะคาดคิดว่าเด็กหนุ่มที่ล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งข้างปอดระยะที่สามจนร่างกายซูบผอมผิดเป็นคนละคนก่อนหน้านี้กลับใช้จิตใจที่เข็มแข็ง และพลังแห่งความรักที่มีต่อเกมลูกหนังรวมถึงครอบครัวจนทำให้สามารถเอาชนะโรคร้ายได้ภายในระยะเวลาแค่ปีเดียวเท่านั้น ก่อนจะกลับมาสานต่อความฝันบนถนนลูกหนังได้อีกครั้ง

ไม่นานหลังกลับมาลงสนาม เขาทำผลงานได้ดีจนถูก “ฉลามชล” ดันขึ้นชุดบี ก่อนจะได้รับโอกาสสำคัญอีกครั้งเมื่อทีมตัดสินใจดึงเขาขึ้นชุดใหญ่เพื่อสู้ศึกโตโยต้า ไทยลีก เลกสองของฤดูกาลในเวลาต่อมา

ยิ่งไปกว่านั้นหลังกลับมาเล่นได้ไม่นานเขาถูกเรียกติดทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี และถือเป็นการติดทัพช้างศึกครั้งแรกในชีวิต โดยนัดแรกที่ลงประเดิมสนามเขาจัดการทำไปหนึ่งประตูจากลูกจุดโทษพาทีมชาติไทย เอาชนะติมอร์ เลสเต้ไป 3-0 ในศึกชิงแชมป์อาเซียนที่ประเทศเมียนมา ซึ่งนับตั้งแต่นั้นเขากลายเป็นขุพลสำคัญของทีมชาติไทยในชุดนี้รวมถึงรายการล่าสุดอย่างฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียนU19 และเป็นอีกหนที่แนวรุกจาก "ฉลามชล" ทำผลงานยอดเยี่ยมหลังเป็นผู้ยิงประตูสุดสวยระยะ 40 หลา พุ่งเข้าไปตุงตาข่ายเจ้าภาพอินโดนีเซียพร้อมพาทีมผ่านเข้าไปเล่นรอบรองชนะเลิศในฐานะแชมป์กลุ่มเอ

จุดแข็ง

ทักษะการครองบอล และความคล่องแคล่วคือสิ่งที่เขาทำได้ดี อีกทั้งยังมีความเร็วที่คอยฉีกแนวรับคู่แข่งจึงไม่น่าแปลกที่เขาถูกดันขึ้นสู่ทัพ “ฉลามชล” ชุดใหญ่ และได้มีชื่อติดทีมชาติไทยไปลุยศึกชิงแชมป์อาเซียน รุ่นอายุไม่เกิน 18 ปี หนนี้

จุดอ่อน

ความแข็งแกร่งของเราร่ายคือสิ่งที่เขาต้องเพิ่มเข้ามา เพราะการเล่นในทีมชุดบี กับการเล่นในไทยลีก ต่างกันโดยสิ้นเชิง เขาต้องเจอแรงปะทะจากคู่ต่อสู้มากมาย ซึ่งหากเขามีความแข็งแกร่งยิ่งกว่านี้ก็ย่าจะช่วยให้ทัพ “ฉลามชล” มีกองกลางที่น่าจะเป็นสนใจไว้ใช้งานอีกหนึ่งรายในช่วงเลกสอง

รู้หรือไม่

แม้คุณแม่ของเขาจะพยายามสนับสนุนให้เขาเล่นฟุตบอลอย่างเต็มที่ แต่กับคุณพ่อแล้วเป็นทางตรงกันข้าม เพราะพ่อของเขาไม่เห็นด้วยที่ลูกชายจะหันไปเอาดีทางด้านนั้น เพราะมองว่าอาชีพนักฟุตบอลไม่มั่นคง และไม่น่าจะหาเลี้ยงตัวเองได้ดีเหมือนอาชีพอื่นๆ ช่วงที่ “เต้ย” คัดตัวติดทีมชลบุรี เอฟซี พ่อของเขาก็ยังไม่ได้ยินดีกับความสำเร็จในเวลานั้นมากนัก

แต่หลังจากที่ “เต้ย” สามารถเอาชนะโรคมะเร็ง โดยมีฟุตบอลเป็นแรงผลักดันให้สลัดจากโรคร้ายกลับมาได้อีกครั้งจนก้าวไปสู่นักเตะทีมชาติ นั่นทำให้พ่อของเขาเปลี่ยนใจหันมาสนับสนุนเขามากขึ้น และรู้สึกภูมิใจที่ลูกชายได้ก้าวทำตามความฝันสำเร็จกับการเป็นนักฟุตบอลอาชีพอย่างเต็มตัว

ติดตามตอนต่อไป

เอาชนะโรคร้ายกลับมาลงสนามภายในปีเดียว ก่อนถูกดันขึ้นชุดใหญ่ และก้าวเข้าสู่การเป็นนักเตะทีมชาติ มาถึงตอนนี้เส้นทางความฝันของเขากำลังไปได้สวยอีกครั้งในวัย 19 ปี

“ผมว่าชีวิตก็ก้าวกระโดดเหมือนกันนะ ก่อนหน้านี้ผมยังพูดกับแม่อยู่เลยว่าเมื่อไหร่จะได้ขึ้นชุดใหญ่ของชลบุรี แต่หลังจากนั้นไม่นานก็มีชื่อในทีมชุดใหญ่เลย ผมก็หวังอยากลงตัวจริงจะยึดตำแหน่งยาวๆไม่ปีนี้ก็ปีหน้า แต่ตอนนี้ก็ขอทำหน้าที่ให้ดีที่สุดกับการพาทีมชาติไทยล่าแชมป์อาเซียนครั้งนี้ให้ได้”