นัยยะอันยิ่งใหญ่ : รีแบรนดิ้งไทยลีกเวอร์ชั่นใหม่สำคัญต่อ วงการลูกหนังไทยอย่างไร?

นับว่าเป็นการพลิกโฉมครั้งแรกในรอบหลายปี สำหรับศึกลูกหนังประเทศไทย ที่เพิ่งมีการเปิดตัวโลโก้ใหม่ ที่จะให้เป็นสัญลักษณ์ของการแข่งขันในฤดูกาลหน้า

โฟร์โฟร์ทู ประเทศไทย ได้มีโอกาสพูดคุยกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องสำคัญกับการรีแบรนด์ครั้งใหม่นี้ ภายใต้ 3 แง่มุมที่น่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นผู้ออกแบบโลโก้, รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษกสมาคม รวมไปถึงประธานฝ่ายพัฒนาเทคนิค...โลโก้ใหม่มีความหมายยังไง? จุดประสงค์ของการเปลี่ยนคืออะไร? และตั้งเป้าให้พัฒนาไปไกลแค่ไหน? หาคำตอบทั้งหมดได้ที่นี่

เปิดใจผู้ออกแบบ

สิ่งที่ควรพูดถึงเป็นอย่างแรก แน่นอนว่าต้องเป็นที่มาและความหมายของโลโก้ใหม่ที่หลายคนได้เห็นกันไปแล้วเมื่อวานนี้ โดยทางด้านสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศ ได้มอบหมายภารกิจนี้ให้กับ บริษัท ฟาร์มกรุ๊ป ที่เคยมีผลงานโลโก้ของ ชลบุรี เอฟซี มาแล้ว ให้เป็นผู้รับผิดชอบ

นาย วรทิตย์ เครือวาณิชกิจ หรือ “แต๊บ” ผู้ก่อตั้งบริษัทและกราฟิกดีไซเนอร์ ผู้ออกแบบโลโก้ใหม่ของศึกไทยลีกนี้ ได้เปิดเผยถึงที่มาและความหมายที่ซ่อนอยู่ภายใต้รูปลักษณ์อันเรียบง่ายแต่ทรงพลัง โดยต้องการให้อยู่ในรูปแบบสากลมากยิ่งขึ้น เพื่อให้ง่ายต่อการจดจำ

"โลโก้ของฟุตบอลไทยลีก มีการเปลี่ยนแปลงแทบจะทุกปี อย่างที่แฟนบอลได้ติดตาม และมีดีไซน์ที่หลากหลาย แต่โลโก้รูปแบบใหม่ที่สมาคมฟุตบอลจะใช้ในการทำการตลาดไทยลีกไปสู่สุดสูงกว่าเดิมในระดับนานาชาติ เพราะฉะนั้นโลโก้จึงต้องออกแบบมาให้ทุกคนสามารถระลึกถึงไทยลีกได้ทันที ทำให้การออกแบบเน้นความเรียบง่าย" นายวรทิตย์ เริ่มกล่าว

“ฟุตบอลไทยทีมชาติเราก็เรียกช้างศึก ช้าง คือสัตว์ประจำชาติของเรา ช้างเผือกเคยอยู่บนธงชาติของเรา ฉะนั้นช้างเป็นสัตว์ที่ศักดิ์สิทธิ์ มีพลัง และมีค่า เราก็เลยมีช้างในหัวเสมอ”

“ผมกับทีมก็ทำงานกันเยอะ ปรากฏว่าตัว T วาดไปวาดมาแล้วมันเหมือนรูปฟอร์มที่มาจากช้างเหมือนกัน ตัว T เราก็เริ่มดีไซน์และปรับกันหลายเดือนเหมือนกัน ถามว่าทำอย่างไรให้เหมือนงาช้าง งวงช้าง แน่นอนเราอยากให้สื่อถึงฟุตบอล แต่เราต้องเลิกลายฟุตบอลแบบซึบาสะแล้วแบบขาว-ดำๆ สมัยนี้ฟุตบอลมันก็คือลูกกลมๆเท่านั้น มูฟเม้น การเคลื่อนไหวของลูกฟุตบอลที่วิ่งผ่าน มันทำให้สัญลักษณ์นี้ดูเป็นตัว T ก็ได้ หัวช้างก็ได้ เป็นลูกฟุตบอลที่วิ่งผ่านตัว T ก็ได้”

นอกจากความสวยงามของทั้งรูปลักษณ์และสีที่ใช้ โดยนำแนวคิดมากจากนพเก้า อัญมณีเก้าสี โดยเขาเชื่อว่ามันจะสามารถดึงดูดความสนใจจากชาวต่างชาติ และทำให้แบรนด์ใหม่ของไทยลีก เป็นที่จดจำได้ง่ายอีกด้วย พร้อมทั้งหยิบยกแนวคิดจากลีกดังในภูมิภาคเดียวกันมาเป็นตัวอย่าง

"เรื่องสีมีที่มาที่ไปจากนพเก้า อัญมณีเก้าสี ที่ถือเป็นสุดยอดแห่งอัญมณีไทย และการเรียงแหวนนพเก้าในความหมายที่ดีที่สุดหรือทรงพลังที่สุดเขาจะเอาทัพทิมอยู่ตรงกลางสีแดงอยู่ตรงกลาง เราก็จะไล่จากเพชรและความแข็ง นี่ก็คือที่มาที่ไปว่าทำไมไทยลีกถึงสีแดง ทีนี้ก็ไล่ไปครับ”

“โจทย์ที่สมาคมฟุตบอลให้มาอย่างแรกคือการปรับโครงสร้างสำคัญที่สุด รูปแบบเป็นเรื่องรองว่าสวยหรือไม่สวย แต่ต้องปรับโครงสร้างให้เข้าใจง่าย ให้เป็นแบรนด์เดียวกัน ให้ต่างชาติมองฟุตบอลไทยแล้วเข้าใจว่าโครงสร้างเป็นอย่างไรการทำการตลาดเกี่ยวกับฟุตบอลไทยก็จะง่ายขึ้น มันเลยกลายเป็นหลักที่มาของการใช้สีต่างๆ และการปรับชื่อ”

“พรีเมียร์ลีก ไทยแลนด์ เปลี่ยนชื่อเป็น ไทยลีก ธรรมดาขึ้นต้นด้วยตัว T เจลีกก็ใช้ตัว J เอสลีก สิงคโปร์ก็เป็น S แล้วทำไมเราจะเรียกไทยลีกไม่ได้ ทำไมเราจะใช้ตัว T ไม่ได้”

แม้ในส่วนของการออกแบบจะเสร็จสิ้นเป็นที่เรียบร้อยแล้ว แต่ “แต๊บ” ยืนยันว่าหน้าที่ของเขากับการรีแบรนด์ครั้งใหม่นี้ยังไม่จบลง และต้องติดตามดูแลให้ผลงานของเขาโดดเด่น เมื่อถูกเผยแพร่ผ่านทางหน้าจอโทรทัศน์

“จริงๆแล้วการออกแบบมันเป็นแค่การเริ่มต้น หน้าที่ของผมคือต้องพยายามดูแลเมื่อเวลาไปออกทีวีแล้วมันต้องสวยด้วย จะปล่อยไปไม่ได้ เหมือนคลอดลูกออกมาต้องเลี้ยงไปด้วยให้โตเป็นคนดี วันนี้คือเพิ่งคลอด ฉะนั้นงานหนักคือต้องดูแลเลี้ยงดูต่อไป” นาย วรทิตย์ กล่าวปิดท้าย

ศูนย์กลางแห่งภูมิภาค

เขาคือผู้ที่เปรียบเสมือนกระบอกเสียงของหน่วยงาน ที่คอยชี้แจงและให้ข้อมูลต่างๆที่ถูกต้องจากองค์กรสู่สาธารณะและสื่อมวลชน

นาย พาทิศ ศุภะพงษ์ รองเลขาธิการฝ่ายต่างประเทศ และโฆษกสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย ได้เปิดเผยด้วยตัวเองถึงสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ว่า “พอเราคิดว่าจะพัฒนายังไง ก็มีการดูงานหลายที่ มีการปรึกษาพูดคุยกับฟีฟ่า และเอเอฟซี เอารูปแบบที่มันเหมาะสมที่สุด”

“พอได้ระบบที่ชัดเจน ว่าต้องจัดการแข่งขันโดยบริษัทเดียว ก็เลยอยากจะรีเฟรชมันขึ้นมาใหม่ ที่ผ่านมาแบรนด์ของไทยลีกมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นชื่อ หรือโลโก้ เลยคิดว่าจะทำให้มันเป็นที่จดจำได้ง่าย และเรียบง่าย เป็นตัวตันเดียวกันดีกว่า”

การรีแบรนด์ครั้งนี้ นอกจากจะเป็นการเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เป็นที่จดจำและดูร่วมสมัยแล้ว ยังควบคู่ขนานไปกับการตลาด ที่จะทำการดึงตัวนักเตะจากเพื่อนบ้าน เข้ามาค้าแข้งยังประเทศไทย เพื่อดึงดูดเม็ดเงินจากผู้สนับสนุน และขยายฐานแฟนคลับของแต่ละสโมสรด้วยบรรดาแฟนบอลอาเซียน ที่มีความคลั่งไคล้ในกีฬาฟุตบอลย่างสูง ซึ่งจะช่วยยกรับลีกให้ก้าวไปสู่การเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค

“เราแสดงวิสัยทัศน์แล้วว่า เรามีความร่วมสมัย และมีการพัฒนาที่ชัดเจนว่าเรามีแผนงานยังไงบ้าง อย่างเรื่องโควต้าอาเซียน ที่จะเห็นว่าเป็นคอนเทนต์ที่ดีที่สุดของอาเซียน ขายสปอนเซอร์ได้ทุกประเภท ตั้งแต่รถยันเครื่องดื่ม เพราะคนอาเซียนมีความบ้าคลั่งในฟุตบอล”

“เราก็มองเห็นแล้วว่าเขาชอบเพราะมีการแข่งขันที่ใกล้เคียงกัน สำหรับไทยลีกก็เป็นลีกที่แข็งแกร่งมากในอาเซียน เลยตั้งใจจะทำให้มันเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค ตอนนี้แต่ละสโมสรก็ขอสปอนเซอร์ในประเทศไทยกันเอง ทุกอย่างมันก็มีลิมิตของมัน 18 สโมสร ก็ขอสปอนเซอร์เดียวกัน มันก็เลยตันอยู่แค่นี้”

“ทำไมเราถึงไม่ลองคิดว่า ถ้าเราเป็นทีมที่มีดาราหรือนักเตะของทีมชาติอาเซียนเข้ามาเล่นในบ้านเราล่ะ ที่ประเทศนั้นๆต้องรู้จักสโมสรไทยแน่นอน สปอนเซอร์ก็จะตามเข้ามา เม็ดเงินจากการถ่ายทอดสดก็เช่นกัน เพราะคนอยากจะดูนักบอลของประเทศเขา ทุกอย่างมันก็จะขยายตัวออกไป โดยไม่มีสิ้นสุดเลยด้วยซ้ำ”

สำหรับโควต้าอาเซียนนั้น จะเริ่มนำร่องกับลีกรองอย่าง T2 (ยามาฮ่า ลีก วัน) และ T3 (ลีกภูมิภาค ดิวิชั่น 2) ก่อน ซึ่งสามารถลงทะเบียนผู้เล่นในสัญชาติอาเซียนและส่งลงสนามได้เพิ่มเติม 1 คน นอกเหนือจากผู้เล่นโควต้าต่างชาติ 3 คนและ ผู้เล่นเอเชีย 1 คน โดยนายพาทิศ ได้เปิดเผยถึงสาเหตุที่จะยังไม่นำมาใช้กับลีกสูงสุดว่า ต้องการให้ทั้งลีกพัฒนาไปพร้อมๆกัน

“ต้องยอมรับว่าไทยลีกเป็นลีกที่น่าดึงดูดผู้เล่นอาเซียนที่สุด เราสามารถเอานักเตะทีมชาติเขามาได้เลย แต่เราก็อยากจะให้ T2 และ T3 มีคาแร็คเตอร์ที่น่าสนใจด้วย ไม่งั้นไทยลีกจะบดบังรัศมีหมด ถ้าเกิดเราสามารถให้ลีกรองดึงตัวนักเตะอาเซียนเข้ามาได้ ความน่าสนใจก็จะมากขึ้น และในปี 2019 เราก็จะเอามาใช้ในไทยลีก เพื่อพัฒนาไปพร้อมๆกันครับ”

นอกจากนี้ พล.ต.อ. สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทย ก็ได้ตอกย้ำถึงความสำคัญ และสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ โดยริเริ่มก่อนเป็นชาติแรก และตั้งมั่นให้ไทยเป็นศูนย์กลางของกีฬาฟุตบอลในภูมิภาคอาเซียน เพื่อการพัฒนาที่ต่อยอดไปอีกหลายๆด้านในอนาคต

"ผมพอใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับวงการฟุตบอลในอนาคต อย่างที่ผมได้พูดมาตลอดว่า อยากให้ไทยเป็นศูนย์กลางฟุตบอลอาเซียน หรือเอเชีย เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราจะทำการเปลี่ยนแปลง ต้องบอกได้ว่าจะนำไปสู่การเป็นศูนย์กลางอาเซียนอย่างไร"

"ถ้าเราไม่ตัดสินใจทำแล้วมีประเทศอื่นเริ่มก่อน เราจะเสียโอกาสตรงนี้ ถ้าเรารีบตัดสินใจทำวันนี้ เราจะเป็นชาติแรกที่เริ่มคิด (ในอาเซียน) และถ้าวันใดประเทศไทยเป็นศูนย์กลางกีฬาฟุตบอลของอาเซียนได้ มูลค่าของฟุตบอลไทยจะมากขนาดไหน นำไปสู่เงินทองที่กลับมาพัฒนาสโมสรต่างๆ"

ก้าวสู่ระดับเอเชีย

เป้าหมายหลักของการรีแบรนด์ครั้งนี้ คือการเป็นเบอร์หนึ่งของอาเซียน และโปรโมตไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกหนึ่งตำแหน่งสำคัญคือฝ่ายพัฒนาเทคนิค ที่ต้องหาทางยกระดับมาตรฐานของลีกไปสู่จัดนั้นให้ได้

“โค้ชเฮง” วิทยา เลาหกุล ผู้ดำรงตำแหน่งประธานฝ่ายดังกล่าวของสมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ คืออีกหนึ่งหัวเรือใหญ่ของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ และได้หยิบยก พรีเมียร์ลีก และ เจลีก มาเป็นตัวอย่างด้านความเป็นสากล

“แน่นอนว่าไทยลีกมันพัฒนาขึ้นมาเป็นแบรนด์แล้ว เห็นปุ๊บแล้วรู้ปั๊บเลยว่ามันคือไทยลีก เหมือนกับ พรีเมียร์ลีก หรือ เจลีก ที่แค่ดูแล้วก็รู้เลย” โค้ชเฮง เริ่มกล่าว

“นอกจากโปรโมตให้ดูดีแล้ว มันจะเป็นการสร้างมาตรฐานให้กับลีก ในเรื่องของรายละเอียดต่างๆ ที่จะทำให้มันออกเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่างเช่น ปีที่ผ่านมา มียอดผู้ชม 1,500,000 คน ปีหน้าจะทำยังไงให้มันเป็น 2,000,000 คน รวมถึงเกมการเล่นที่จะต้องไม่เชื่องช้า และไม่น่าเบื่อเหมือนเดิม”

นอกจากการส่งนักเตะไทยออกไปค้าแข้งต่างแดน ที่บรรดาแฟนบอลอยากเห็นกันมากที่สุดแล้ว “โค้ชเฮง” ยังมีแผนการที่จะพาโค้ชไทยไปคุมทีมในต่างประเทศเช่นกัน เพื่อสั่งสมประสบการณ์และกลับมาช่วยพัฒนาวงการฟุตบอลแดนสยามในอนาคต

“อันนี้มันเป็นสิ่งที่ฝ่ายเทคนิคอย่างผมต้องคำนึงถึงอยู่แล้ว ในเรื่องของการส่งนักเตะ หรือแม้กระทั่งโค้ช ออกไปลีกต่างประเทศ ยกตัวอย่างผมตอนนี้อายุ 63 ผม สะสมประการณ์ที่ต่างแดนมาตั้งแต่สมัยยังเป็นนักเตะ”

“ผมเลยมาคิดว่า ทำไมเราไม่ส่งเด็กอายุ 20 ต้นๆ ออกไป พออายุประมาณ 30-40 ก็จะมีประสบการณ์ เพราะฉะนั้นผมก็ต้องคำนึงถึงโค้ชหนุ่มๆ ที่จะต้องส่งเขาไปหาประสบการณ์เช่นกัน ซึ่งกำลังจะเริ่มดำเนินการในจุดนี้”

“ส่วนในเรื่องผู้เล่น ต้องมีนักเตะไปเล่นต่างแดนบ้าง และสมาคมเองก็ทำงานร่วมกับหน่วยงานต่างประเทศอยู่แล้ว อย่างเช่น ชลบุรี เอฟซี ที่มี ยิม (วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ) กับ ย้า (สิทธิโชค ภาโส) ที่อาจจะได้ไปเล่นในลีกญี่ปุ่น แต่ในอนาคตต้องมีเยอะกว่านี้แน่นอน” โค้ชเฮง กล่าวทิ้งท้ายประเด็นดังกล่าว

ด้วยความที่นักเตะไทย มีทักษะและความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่น จนอาจจะทำให้มีโอกาสได้ไปเล่นยังต่างแดนได้ไม่ยากเย็นนัก ทำให้ โค้ชเฮง มองว่าสาเหตุดังกล่าว จะช่วยลีกพัฒนาและเติบโตได้ดียิ่งขึ้น เพียงแค่ต้องและยังมองไกลถึงการก้าวสู่ระดับเอเชียในอนาคตอีกด้วย

“แน่นอนว่าการที่จะมีนักเตะไทยไปเล่นในต่างแดนเยอะๆในอนาคต จะทำให้ลีกพัฒนาขึ้น เพราะจะดึงดูดทั้งโค้ชและผู้เล่นที่มีความสามารถเข้ามาด้วย หากดูในย่านอาเซียนแล้ว ต้องบอกว่านักเตะไทยมีความสามารถเฉพาะตัวเหนือกว่าที่อื่น แต่ก็ต้องออกไปหาประสบการณ์และพัฒนาตัวเองด้วย เพื่อยกระดับมาตรฐานของลีกไทยให้โดดเด่น และสร้างภาพลักษณ์ที่ดีขึ้นมา”

“หากทำได้ เราก็จะเป็นลีกที่น่าสนใจ และจะก้าวขึ้นเป็นเบอร์หนึ่งทั้งในด้านทีมชาติและลีกได้แน่นอน และตั้งเป้าจะไปถึงระดับเอเชียให้ได้”