นี่แหละ 'บิ๊กแซม' ผู้กุมชะตาสิงโต: เป๊บอยากเจอ/เย่อกับมู/รอบรู้แทคติก

Sam Allardyce

เคยมีคนบอกไว้ว่าเขาจะกลายมาเป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษในอนาคต ซึ่ง คริส ฟลานาแกน คอลัมนิสต์แห่งโฟร์โฟร์ทูจะมาวิเคราะห์ว่าความใจสู้และรอบรู้เรื่องแทคติกของเขาจะเป็นสิ่งที่ทีม "สิงโตคำราม" ต้องการในเวลานี้หรือไม่

"มันไม่ใช่แค่งานคุมทีมฟุตบอล มันคืองานทูตระหว่างประเทศด้วย" ดิ๊ค เวร็กก์ เคยกล่าวไว้ถึงเหตุผลที่คณะกรรมการคัดเลือกของเอฟเอตัดสินใจไม่เอา ไบรอัน คลัฟ มาคุมทีมชาติอังกฤษ "คลัฟไม่เคยคิดจะเป็นและไม่สามารถเป็นนักการทูตได้เลย"

ซึ่งมันก็ถูก เพราะแม้แต่ตอนที่สัมภาษณ์งาน คลัฟก็มาฆ่าตัวตายด้วยการบอกกับ เท็ด โครเกอร์ เลขานุการเอฟเอด้วยท่าทีที่มั่นใจอันเป็นเอกลักษณ์ของเจ้าตัวว่าเสื้อทีมชุดใหม่ของทีมชาติอังกฤษนั้น 'น่าเกลียด' ทำให้เอฟเอแต่งตั้ง รอน กรีนวู้ด แทนเนื่องจากทางสมาคมฯไม่ต้องการจะตกเป็นเป้าของสื่อ

แซม อัลลาร์ไดซ์ อาจไม่ค่อยขี้โมโหหรือประสบความสำเร็จมากเท่าคลัฟ แต่ก็พอเข้าใจได้ว่าทำไมเขาจึงพลาดงานคุม ทีมชาติอังกฤษ เมื่อ 10 ปีก่อน เพราะว่า สตีฟ แม็คคาเรน ดูจะเป็น 'คนที่เอฟเอชอบ' มากกว่า เนื่องจากไม่มีอีโก้

Brian Clough, Peter Taylor

ไบรอัน คลัฟ: ผู้จัดการทีมชาวอังกฤษที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่ไม่เคยเป็นกุนซือทีมชาติ

ซึ่งบางที รอย ฮอดจ์สัน อาจจะเป็นนักการทูตที่ยอดเยี่ยมที่สุดในบรรดาผู้จัดการทีมชาติอังกฤษทุกคนด้วยซ้ำ แต่ความสามารถในการคุมทีมของเขาดูจะมีจำกัด ซึ่งเห็นได้ชัดเมื่อพาทีมแพ้ให้กับไอซ์แลนด์

"คุณต้องเป็นนักการทูต เพราะพวกเขาไม่เคยเลือกคนที่มีบุคลิกที่ชอบสร้างความขัดแย้ง" ลอว์รี่ แม็คเมเนมี่กล่าวเมื่อเร็วๆนี้ ด้วยความกลัวว่าอัลลาร์ไดซ์อาจจะถูกมองข้ามอีกครั้ง "ผมไม่แน่ใจว่าจะเหมาะกับสไตล์ของอัลลาร์ไดซ์ไหม"

แต่มันก็เป็นไปแล้วที่ แซม อัลลาร์ไดซ์ ได้เป็นผู้จัดการทีมชาติอังกฤษ แม้เขาจะไม่ได้ถอดแบบ บอริส จอห์นสัน รมว.ต่างประเทศปากหมาของอังกฤษมาเป๊ะๆ เพราะอย่างน้อยอัลลาร์ไดซ์ก็ไม่เคยออกมาพูดหรือเขียนว่า ฟาติห์ เตริม กุนซือทีมชาติตุรกีไปเซ็กซ์กับแกะ แต่ก็นับครั้งได้ที่อังกฤษมีผู้จัดการทีมที่ไม่กลัวที่จะพูดในสิ่งที่ตัวเองคิด ไม่ว่าคนจะชอบหรือไม่

 มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ โชเซ่ มูรินโญ่ เคยตำหนิสไตล์ฟุตบอลของอัลลาร์ไดซ์ว่าเป็น "ฟุตบอลสมัยพระเจ้าเหา" หลังจากที่เวสต์แฮมใช้บอลสมัยโบราณจนควักผลเสมอ 0-0 ออกจากถิ่นสแตมฟอร์ด บริดจ์ ได้สำเร็จ "ผมไม่แคร์โว้ย" อัลลาร์ไดซ์ตอกกลับพร้อมกับหัวเราะลั่น "เขาเอาชนะไม่ได้เพราะว่าเราฉลาดกว่าเขา มันเป็นเรื่องเยี่ยมเวลาที่คุณคว้าผลการแข่งขันจากเขาได้ โชคร้ายหน่อยนะโชเซ่"

มันเป็นการโต้ตอบที่คุณจะไม่เคยเห็นจากฮอดจ์สันหรือ ฟาบิโอ คาเปลโล่, หรือ สตีฟ แม็คคลาเรน หรือ สเวน โกรัน อีริคส์สัน อย่างแน่นอน

ส่งผ่านความมั่นใจไปยังนักเตะ

เหมือนกับมูรินโญ่ อัลลาร์ไดซ์เต็มใจที่จะปะ ฉะ ดะ กับคู่แข่งออกสื่อเสมอ โดยไม่เคยเกรงกลัวที่จะเอาชนะกุนซืออย่าง ราฟา เบนิเตซ และ อาร์แซน เวงเกอร์ ถ้าเขารู้สึกว่าเขาได้ประโยชน์ โยกี้ เลิฟ กับ ดิดิเย่ร์ เดส์ชองส์ ระวังตัวเอาไว้ บิ๊กแซมมาแล้ว และเขาก็ตัวใหญ่กว่าพวกคุณด้วย

นอกจากนี้เขายังไม่อายที่จะโปรโมตตัวเองด้วยเช่นกัน "ผมไม่เหมาะกับโบลตันหรือแบล็คเบิร์น ผมเหมาะที่จะคุมทีมอย่างอินเตอร์หรือเรอัล มาดริด มากกว่า" เขาเคยกล่าวไว้ "มันไม่น่าจะเป็นปัญหาสำหรับผมที่จะคุมทีมพวกนี้ เพราะผมน่าจะพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์หรือแชมป์ลีกได้ทุกซีซั่น"

ซึ่งอัลลาร์ไดซ์นั้นเป็นคนมีความมั่นใจเต็มเปี่ยม และความเห็นที่ชัดเจนของเขาก็ดีกว่าผู้จัดการทีมคนอื่นๆ มันคือสิ่งที่ช่วยให้เกิดความเชื่อมั่นกับนักเตะในสโมสรที่เขาคุม เพราะถ้าผู้จัดการทีมทำตัวหงอ แล้วนักเตะจะไปเอาความกล้ามาจากไหน? การขจัดความกลัวมีส่วนสำคัญอย่างมากกับทีมของเขาเมื่อต้องเจอกับทีมใหญ่อยู่บ่อยๆ และอัลลาร์ไดซ์ก็น่าจะสลัดความกลัวให้กับบรรดาแข้งผู้ดีได้ยามที่มันมาถึง 

"ผมจะบอกกับนักเตะว่าไม่ต้องกังวลเรื่องความผิดพลาด" อัลลาร์ไดซ์เคยอธิบายไว้ระหว่างที่เป็นคอลัมนิสต์ให้กับโฟร์โฟร์ทู "พวกเขาจำเป็นต้องได้รับการบอกว่าพวกเขาต้องช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พวกเขาต้องอยู่ด้วยกันในฐานะทีม"

พื้นฐานต้องมาก่อน

อย่างไรก็ตามอัลลาร์ไดซ์รู้ดีว่าความมั่นใจจะอยู่ได้ไม่นานถ้าคุณไม่มีเบสิคที่ถูกต้องก่อน

โดยเจ้าตัวได้ให้ความเห็นถึงการเสียประตูแบบไม่น่าเสียจากลูกเซ็ตพีซ ที่ทำให้พรากโอกาสคว้าชัยทั้งที่ครองเกมมากกว่าว่า "ต่อให้คุณบุกขนาดไหน ถ้าคุณแพ้ ทุกคนก็จะหดหู่" เขากล่าวกับ FFT ราวกับรู้ว่าในอนาคต อังกฤษจะโดนไอซ์แลนด์เขี่ยตกรอบจากลูกทุ่มไกล

"การป้องกันลูกทุ่มไกลนั้น ให้เอาคนที่ตัวใหญ่มาอยู่ข้างหน้าตัวอันตรายของพวกเขา" เขาอธิบาย "ถ้าคุณยืนอยู่ข้างหลัง มันก็เป็นการยากที่จะเอาอยู่ตอนที่ทุ่มเข้ามาจนอาจเสียลูกจุดโทษ แต่ถ้ามีคนอยู่ข้างหน้า คุณก็จะได้ฟาวล์เพราะโดนหนุน" ถ้าบิ๊กแซมได้คุมทีมตอนยูโร อังกฤษคงเข้ารอบไปแล้วก็ได้…

ที่น่าตลกก็คือฮอดจ์สันเองก็เคยขึ้นชื่อว่าเป็นจอมแทคติกที่ให้ความสำคัญกับระบบทีมก่อนความสามารถเฉพาะตัว ซึ่งเกมแพลนของเขาก็ประสบความสำเร็จอย่างสูงกับฟูแล่ม ที่พาทีมกลางตารางเข้าไปรอบชิงชนะเลิศยูโรป้าลีกมาแล้ว น่าเสียดายที่กลยุทธดังกล่าวไม่เหมาะกับทีมลุ้นแชมป์ในตอนนั้นอย่างลิเวอร์พูล

แต่กับทีมชาติทุกสิ่งทุกอย่างดูจะหายไปหมด เมื่อเจ้าตัวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มาตั้งแต่ก่อนเริ่มทัวร์นาเม้นต์ว่าทีมชุดนี้มีตัวรับน้อยมาก ทำให้สูญเสียความสมดุลทางแทคติกไป ขณะที่นักเตะที่เคยเล่นดีในรอบคัดเลือกกลับดูลนลานไปหมดเมื่อมาถึงรอบสุดท้าย

การขาดความนิ่งตรงหน้าปากประตูคือสิ่งที่ทำให้อังกฤษต้องตกรอบไปตั้งแต่เนิ่นๆ และดูเหมือนว่าทุกครั้งที่ฝั่งตรงข้ามบุกเข้ามา พวกเขามักจะทำประตูได้ แม้แผงหลังของทีมสิงโตคำรามชุดนี้อาจไม่ได้ดีเท่าชุดก่อนๆ แต่อย่างน้อยมันก็ไม่ได้แย่กว่าโปแลนด์ หรือเวลส์ หรือไอซ์แลนด์ ที่กลับเหนียวแน่นกว่าเพราะพวกเขามีการจัดระเบียบที่ดี

John Stones, Chris Smalling

แนวรับอังกฤษจะแน่นขึ้นถ้าได้บิ๊กแซมช่วยขัน

หลายปีมานี้ ทีมชาติอังกฤษพยายามจะวิ่งทั้งๆที่ยังเดินได้ไม่ดี แถมยังไม่ใช่แค่ต้องเล่นให้น่าดึงดูดเท่านั้นหากแต่ยังต้องคว้าแชมป์ด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมา 50 ปี ซึ่งระยะเวลาดังกล่าวก็มี 9 ชาติเข้าไปแล้วที่ได้ชูถ้วยซึ่งล่าสุดก็คือโปรตุเกสในยูโร 2016

จนตอนนี้อังกฤษไม่ใช่ทีมเต็งของแต่ละทัวร์นาเม้นต์อีกต่อไปแล้ว และอัลลาร์ไดซ์ก็รู้ดีถึงวิธีที่จะทำให้ทีมนอกสายตาสร้างความปั่นป่วนให้กับทีมใหญ่ ซึ่งความสำคัญอันดับแรกของเขาก็อยู่ที่ระบบทีมก่อนเสมอ

"ในพื้นที่สุดท้าย คุณสามารถแสดงถึงทักษะและความสามารถเฉพาะตัวได้ แต่ก่อนหน้านั้นคุณต้องทำให้มันง่ายก่อน" เขาอธิบายกับ FFT "วัตถุประสงค์แรกก็คือการโฟกัสไม่ให้ทีมเสียประตูก่อน เพราะอย่างน้อยคุณก็เสมอแล้ว ซึ่งนั่นจะช่วยเพิ่มความมั่นใจให้กับทีม ถ้าคุณยังเก็บคลีนชีตได้เรื่อยๆ อะไรก็จะเป็นใจให้กับคุณ คุณต้องกลายเป็นทีมที่เสียประตูยากก่อน แล้วค่อยเริ่มชนะอีกครั้ง เพื่อที่จะสร้างความมั่นใจสำหรับเกมนัดต่อๆไป และคุณจะเริ่มชนะง่ายขึ้น"

เขาให้สตาร์ฉายแสงได้เต็มที่

มีการเข้าใจผิดกันอยู่ว่าความปรารถนาของอัลลาร์ไดซ์ที่จะต้องเก็บคลีนชีตให้ได้นั้นทำให้บรรดาตัวรุกพรสวรรค์นั้นไม่มีอิสระในการเล่น และ แอนดี้ คาร์โรลล์ คงจะได้เป็นกองหน้าตัวเลือกแรก จริงอยู่ที่คาร์โรลล์คงจะหูผึ่งเมื่อได้ยินข่าวที่อัลลาร์ไดซ์ได้รับการแต่งตั้งให้กับนายใหญ่ทรี ไลอ้อนส์ คนใหม่ และคงไม่แปลกใจอะไรถ้าเจ้าตัวจะถูกเรียกติดทีมในซีซั่นนี้ถ้าหากฟิตสมบูรณ์

แต่แนวทางของอัลลาร์ไดซ์ก็ไม่ได้มีอยู่แค่นั้น เพราะนักเตะเทคนิคดีๆเองก็ฉายฟอร์มเด่นภายใต้การคุมทีมของเขาเช่นกัน อย่าง เจย์ เจย์ โอโคชา ที่เล่นได้ดีที่สุดในชีวิตสมัยที่อยู่กับโบลตัน ซึ่งมีอยู่ช่วงหนึ่งที่เจ้าตัวถือว่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ดีที่สุดของพรีเมียร์ลีกเลยทีเดียว เมื่อได้รับอนุญาตให้ร่ายมนตร์อย่างเต็มที่ในเกมรุก และยังมีหลายครั้งเวลาที่โบลตันขึ้นนำ อัลลาร์ไดซืก็มักจะให้โอโคชาครองบอลเพื่อผลาญเวลาไปเรื่อยๆ

ครั้งหนึ่งเขาเคยวางบอลระยะ 70 หลาให้กับ ยูริ จอร์เกฟฟ์ ก่อนที่อดีตกองกลางทีมชาติฝรั่งเศสจะวางระยะ 70 หลากลับไปให้โอโคชาตรงอีกริมเส้นอีกฝั่งของสนาม ขณะที่คู่ต่อสู้ได้แต่มองดู ซึ่งทางเทคนิคแล้วจะคิดว่ามันเป็นการโยนยาวก็ได้ ถ้าคุณต้องการจะเก็บสถิติเกี่ยวกับเรื่องพวกนี้ แต่จริงๆแล้วมันคือการเล่นฟุตบอลอันน่าทึ่งจากสองนักเตะที่ได้รับอนุญาตให้วาดลวดลายในสนามได้อย่างเต็มที่

นอกจากนี้อัลลาร์ไดซ์ยังรู้วิธีสร้างแรงจูงใจและจัดการกับนักเตะจอมติสต์ได้หลายคนอีกด้วย อย่าง เอล ฮัดจิ ดิยุฟ ที่ยากจะรับมือ และมีผู้จัดการทีมหลายคนเคยลองของมาแล้วแต่ไม่ประสบความสำเร็จ แต่อัลลาร์ไดซ์กับรับมือกับเขาได้เป็นอย่างดีแถมยังเซ็นสัญญากับดิยุฟอีกครั้งตอนย้ายไปแบล็คเบิร์นด้วย ซึ่งนั่นทำให้เขาสามารถเซ็นสัญญากับนักเตะประเภทนี้ได้เป็นคนแรก อย่าง นิโกล่าส์ อเนลก้า ที่ตกลงย้ายไปอยู่โบลตันด้วยวัย 27 ปี ซึ่งถือว่าเป็นช่วงพีคของอาชีพค้าแข้ง และเจ้าตัวก็ได้รับการพูดถึงอย่างมากว่ามีพลังในการโน้มน้าวใจ

มีนักเตะน้อยรายที่เคยทำงานร่วมกับอัลลาร์ไดซ์แล้วพูดถึงเรื่องแย่ๆของเขา เขาไม่เคยเสียอำนาจในห้องแต่งตัวเหมือนกับ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่เชลซี และไม่จำเป็นต้องเฉดหัวสตาร์บางคนออกไปเหมือนที่ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ทำในบางครั้งที่แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพื่อรักษาอำนาจไว้ และนั่นคือสิ่งที่ไม่สมารถทำได้ในทีมชาติ เพราะมันไม่มีการซื้อขายนักเตะ จึงไม่สามารถโละนักเตะคนใดคนหนึ่งออกไป แล้วหาใครที่ดีกว่ามาแทนเวลาที่มีปัญหาได้

ทุกอย่างเป็นไปได้

อัลลาร์ไดซ์มักจะสร้างความสนุกสนานให้กับนักเตะในการทำงานเสมอ โดยใช้เวลาในการสร้างทีมเวิร์คอยู่หลายวันเพื่อให้เกิดสปิริตในทีม และทำให้ทุกคนรู้สึกผ่อนคลายในการทำงานร่วมกับคนอื่น และกับทีมชาติอังกฤษนั้น การสร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายน่าจะทำให้นักเตะลดความกดดันในการรับใช้ชาติลงได้บ้าง

ซึ่งการผ่อนคลายของอัลลาร์ไดซ์นั้นไม่ได้ทำให้สูญเสียเป้าหมายที่โฟกัสไว้แต่อย่างใด เมื่อเจ้าตัวได้ตั้งมันไว้ชัดเจน ในเกมพรีเมียร์ลีก เขาได้แบ่งฤดูกาลนึงออกเป็นช่วงละ 10 เกม และให้พวกเขาตั้งเป้าในแต่ละช่วง และบ่อยครั้งที่พวกเขาทำได้ตามเป้า พร้อมกับเน้นย้ำกับนักเตะว่าแมตช์ไหนสำคัญด้วยเช่นกัน "ต้องทุ่มหมดหน้าตักไม่งั้นก็ไปตายซะ" เขากล่าวกับนักข่าวก่อนเกมสำคัญ "แล้วคุณช่วยเขียนใหม่ให้มันสุภาพขึ้นทีนะ"

Sam Allardyce

อัลลาร์ไดซ์ต้องเป้าแล้วก็ทำสำเร็จ

 อย่างไรก็ตามบิ๊กแซมก็มีเป้าหมายระยะยาวอยู่ด้วย โดยหลังจากที่คุมยาจกอย่างโบลตันซึ่งตอนนั้นเป็นทีมระดับดิวิชั่น 1 (เดอะ แชมเปี้ยนชิพในปัจจุบัน) เจ้าตัวก็ได้คำมั่นสัญญาว่าจะพาสโมสรไปเล่นบอลยุโรป "ผู้จัดการทีมวางแผนว่าจะไปเล่นบอลยุโรปภายใน 5 ปี ผมจำได้ว่าทุกคนหัวเราะกันท้องแข็ง" เควิน โนแลน รำลึกความหลังตอนประชุมทีม "แต่เราก็ทำได้ใน 4 ปี" 

ซึ่งการจะทำได้นั้นมันขึ้นอยู่กับความเชื่อมั่นเป็นอย่างมาก อัลลาร์ไดซ์ได้จ้างทีมงานเบื้องหลังมากมายไม่ว่าจะเป็นกูรูฟิตเนส, นักวิทยาศาสตร์การกีฬา, นักวิเคราะห์, เจ้าหน้าที่ประสานงานนักเตะ แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญด้านไท้เก๊ก เพื่อดูแลรายละเอียดเล็กๆน้อยๆในการเตรียมตัว และบางครั้งนักเตะก็ได้รับเครื่องตรวจจับอัตราการเต้นของหัวใจเพื่อดูว่าพวกเขายังรักษาสภาพความฟิตหลังจากเลิกซ้อมไปแล้วหรือไม่ ซึ่ง เอียน มาร์แชลล์ เคยพยายามเลี่ยงมันโดยเอาไปใส่ในตัวสุนัขของเขา จนเป็นที่สงสัยกันยกใหญ่เมื่อมีการอ่านค่าออกมาผิดปกติ

ขณะที่สนามซ้อมก็ได้กลายสภาพจากสโมสรชุมชนที่แชร์พื้นที่ร่วมกับกลุ่มคนคลั่งไคล้เปตองในท้องถิ่น สู่สถานที่ๆมีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครันซึ่งมีแม้แต่ตู้สปาเยือกแข็งซึ่งนักเตะสามารถเข้าไปฟื้นฟูร่างกายภายใต้อุณหภูมิ -150 องศา ซึ่งแผนใหญ่ก็คือจะมีการสร้าง 'เดอะ วอร์ รูม' ขึ้นมา "นั่นคือที่ๆเราจะวางแผนกลยุทธ" อัลลาร์ไดซ์กล่าวในอัตชีวประวัติของเขา "มันคือมหาวิทบาลัยอ็อซ์ฟอร์ดแห่งลูกหนัง"

ซึ่งศูนย์กลางของแผงเหล่านี้ก็คือ ไมค์ ฟอร์ด ผู้อำนวยการด้านผลการปฏิบัติงานที่ได้รับความนับถืออย่างมากในวงการฟุตบอลที่หลังจากนั้นเขาได้ไปร่วมงานกับเชลซี โดยฟอร์ดมักจะใช้เวลาในช่วงที่เล่นเป็นทีมเยือนคุยกับสต๊าฟฟ์ในห้องเป็นเวลาหลายชั่วโมงเพื่อเบรนสตรอมหาวิธีใหม่ๆในการเอาชนะคู่แข่งในพรีเมียร์ลีก

และดูเหมือนว่าอัลลาร์ไดซ์จะทำอะไรประเภทนี้อีกครั้งเมื่อเข้ามาคุมทีมชาติอังกฤษ ถึงนวัตกรรมใหม่ๆที่เขาริเริ่มที่โบลตันส่วนใหญ่ก็ได้มีการนำไปใช้อย่างกว้างขวางก็จริง แต่ก็ยังมีหลายแนวทางที่จะทำให้เกิดความได้เปรียบเหนือคู่ต่อสู้ และจากการที่ไม่ต้องคุมทีมซ้อมทุกวัน ทำให้อัลลาร์ไดซ์น่าจะมีเวลาปรึกษาหารือกับผู้เชี่ยวชาญเพื่อทำให้เกิดวิธีใหม่ๆในการทำให้ทีมชาติมีโอกาสประสบความสำเร็จมากขึ้น

คุมทีมชาติอังกฤษสัก 3-4 ปีก่อนนะแซมแล้วค่อยรีไทร์

อีกเป้าหมายหนึ่งที่เขายังไปไม่ถึงคือการเกษียณตัวเอง โดยเมื่อทศวรรษก่อนเจ้าตัวเผยว่าอยากจะเลิกคุมทีมตอนอายุ 51 แต่ตอนนี้อายุ 61 แล้ว และเพิ่งมีโอกาสจับงานใหญ่ที่สุดในชีวิต ซึ่งนายใหญ่คนใหม่ทีมชาติอังกฤษเป็นที่รู้จักในต่างประเทศมากกว่าที่คนอื่นๆคิด ขนาด เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ยังเพิ่งประกาศเมื่อเร็วๆนี้ว่าเขาตั้งตารอที่จะเจอกับ "บิ๊กแซม" ในเกมแรกของเขากับแมนเชสเตอร์ ซิตี้ ที่จะเจอกับซันเดอร์แลนด์วันที่ 13 สิงหาคมเลย 

แต่กลายเป็นว่า อัลลาร์ไดซ์มีส่งที่ใหญ่กว่าที่จะต้องเจอแทน มันอาจจะเป็นงานที่นิยามถึงชีวิตในเกมลูกหนังของเขาได้ตรงตัวที่สุดเลยก็ว่าได้... เหมือนอย่างที่เขาเคยกล่าวไว้ว่า "ต้องทุ่มหมดหน้าตักไม่งั้นก็ไปตายซะ"