นี่ใช่บาร์เซโลนาแน่เหรอ? : สาเหตุที่ทำให้ “อาซูลกรานา” ไม่ใช่บาร์ซ่าที่เรารู้จัก

หลังจากโดยปารีส แซงต์ แชร์กแมง ไล่ถล่มจนแพ้ไปแบบหมดสภาพ ในวันนี้ FFT ได้วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ทำให้ทัพเจ้าบุญทุ่มกลายร่างเป็นอีกทีมหนึ่งหลังจากที่เข้าสู่ยุคของ หลุยส์ เอนริเก้ กุนซือคนปัจจุบัน ติดตามบทวิเคราะห์ของเราได้ที่นี่ 

เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ทั่วโลกต่างพากันตีข่าวทัพบาร์ซ่าพ่ายให้กับเปแอสเช ยักษ์ใหญ่ของฝรั่งเศสแบบหมดรูป 0-4 จนทำให้ หนังสือพิมพ์ “สปอร์ต” สื่อชื่อดังของสเปนถึงกับออกมาบอกว่า “นี่ไม่ใช่บาร์เซโลน่าตัวจริง”

แม้ว่าประโยคนี้จะตีความต่อไปได้หลายๆ แบบ แต่สิ่งหนึ่งที่แน่นอนคือ ความพ่ายแพ้ในครั้งนี้สามารถบ่งบอกได้ดีถึงตัวตนที่หายไปของทีม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่พวกเขาไม่สามารถคุมแดนกลางได้เหมือนก่อน แถมยังเล่นผิดพลาดง่ายๆ เมื่อถูกเพรสซิ่งด้วย เรียกได้ว่า แฟนบอลหลายๆ คนคงไม่เคยเห็นยอดทีมจากสเปนเป็นเช่นนี้มาก่อน

ความจริงแล้ว ก่อนหน้าความพ่ายแพ้ไม่กี่วันนั้น หลุยส์ มาสคาโร่ บรรณาธิการของ “สปอร์ต” ได้เขียนเอาไว้ในหนังสือพิมพ์ว่า “บาร์ซ่าไม่ใช่ทีมที่พวกเขาเคยเป็น” ซึ่งมันก็จริงอย่างที่เขาบอก เพราะปกติแล้ว นี่คือทีมที่แทบจะครองบอลเหนือคู่แข่งเสมอ แถมยังต่อบอลกันตลอดทั้งเกม อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง สิ่งเหล่านั้นเริ่มที่เลือนลางจางหายไปและค่อยๆ เปลี่ยนโฉมของทัพเจ้าบุญทุ่มไป จนกระทั้ง มาสคาโร่ถึงกับเขียนว่าสโมสรดังแห่งนี้ไม่ใช่ทีมเดิมอีกต่อไป

คำพูดของมาสคาโร่นั้นไม่ได้เกินจริงแต่อย่างใดเลย เพราะในปีแรกที่เอนริเก้เข้ามาทำทีม บาร์ซ่ามีการปรับเปลี่ยนสไตล์พอสมควร โดยเขาทำให้ทีมลำเลียงบอลไปถึงลิโอเนล เมสซี่, หลุยส์ ซัวเรซ และ เนย์มาร์ เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทัพอาซูลกรานากลายเป็นทีมที่เปิดเกมรุกได้เร็วกว่าเดิมและอันตรายมากๆ ยามที่เล่นเกมโต้กลับ พวกเขาพึ่งความสามารถเฉพาะตัวของ 3 ประสาน MSN มากขึ้นจากยุคก่อนๆ อย่างไรก็ตาม นั่นทำให้แทคติกของพวกเขาไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากนัก แถมกองกลางยังถูกลดความสำคัญลงด้วย

แทคติกนี้ได้ผลดีในช่วง 18 เดือนแรก ทว่าหลังจากที่คู่แข่งเริ่มที่จะจับทางได้ มันทำให้พวกเขาเล่นยากขึ้น โดยหลายๆ ครั้ง 3 ประสานแดนหน้าของบาร์ซ่ามักจะถูกเพรสซิ่งสูงและดักทาง ทำให้กองกลางลำเลียงบอลขึ้นหน้าไม่ได้ ขณะเดียวกัน สไตล์การปั้นเกมจากแดนกลางเดิมที่เคยเป็นทีเด็ดของทีมก็หายไปจนหมดเกลี้ยง ซึ่งนั่นจึงเป็นสาเหตุที่ทำให้เอนริเก้ต้องเร่งแก้ถ้าหากไม่อยากสูญเสียตำแหน่งของตัวเอง

คุมเกมไม่อยู่เหมือนก่อน

แผงกลางของทีมจะคอยลงมาตั้งเกมจากแดนต่ำ โดยมีฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างที่ดันขึ้นสูงเนื่องจากปีกทั้ง 2 ข้างมักจะหุบเข้าด้านในเพื่อสนับสนุนเมสซี่

ย้อนกลับไปยุคของเป๊ป กวาร์ดิโอ ที่สร้างทีมโดยมีการต่อบอลเป็นหัวใจสำคัญช่วงปี 2008-2012 ตามด้วยยุคของ ติโต้ บิยาโนบา ที่ยังคงรักษาสไตล์นี้ต่อมา พวกเขาทั้งคู่ให้ความสำคัญกับแผงกลางของทีมที่จะคอยลงมาตั้งเกมจากแดนต่ำ โดยมีฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างที่ดันขึ้นสูงเนื่องจากปีกทั้ง 2 ข้างมักจะหุบเข้าด้านในเพื่อสนับสนุนเมสซี่ที่ยืนเป็นหัวหอกตัวเป้าให้กับทีม ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลนี้ก็เพื่อปั้นให้ดาวยิงทีมชาติอาร์เจนตินาเป็นเพชฌฆาตเบอร์ 1 ของทีม “หน้าที่ของผมคือพาคุณไปอยู่ในจุดนั้นให้ได้ ซึ่งที่เหลือหลังจากนั้นมันก็แล้วแต่คุณ” กุนซือชาวสเปนกล่าว

Pep Guardiola, Tito Vilanova

ในยุคของเป๊ปและติโต้ จุดแข็งของบาร์ซ่าก็คือการครองบอลและต่อบอล

ด้วยเหตุนี้ ในฤดูกาล 2012/13 ที่พวกเขาได้แชมป์นั้น นักเตะที่ผ่านบอลมากที่สุดของบาร์ซ่าทั้ง 7 คนล้วนแต่เป็นกองกลางทั้งสิ้น โดยคนที่ทำได้มากที่สุดคือ ชาบี้ เอร์นานเดซ(96.3), ธิอาโก้ อัลคันทาร่า(111.9) และ อันเดรส อิเนียสต้า(96.3) ขณะที่หลังจาก 7 อันดับแรก ก็เป็นฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างอย่าง ดานี อัลเวส และ ฆอร์ดี้ อัลบา

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งที่กล่าวมาต่างมลายหายไปหมดเมื่อเอนริเก้เข้ามาทำทีมต่อ โดยปัจจุบัน นักเตะเจ้าบุญทุ่มกลายเป็นทีมที่เก็บบอลไว้ที่เกมรับนานขึ้น และพยายามหาช่องโยนเพื่อทิ้งให้เมสซี่และเนย์มาร์คอยหาจังหวะเข้าทำ ขณะที่กองกลางของทีมก็เติมเกมรุกสูงขึ้น และยืนตำแหน่งกันกว้างขึ้น ทำให้พวกเขาได้บอลน้อยลงกว่าสมัยก่อนมาก

ปัจจัยนี้เองที่ทำให้พวกเขาครองบอลได้น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด จากเดิมในฤดูกาลแรกของเอนริเก้ พวกเขาครองบอลได้เฉลี่ย 65.3% ทว่าในฤดูกาลถัดมา ค่าเฉลี่ยลดลงไปอยู่ที่ 62.9% และ 61.9% ในฤดูกาลที่ 3 นอกจากนั้น 10 แข้งที่จ่ายบอลมากที่สุดในลาลีก้านั้น มีถึง 7 คนที่เป็นกองหลัง ส่วน เซร์คิโอ บุสเก็ตส์นั้นก็มีบทบาทน้อยลงไป เขามีสถิติจ่ายบอล 93.3 ครั้งต่อเกมในยุคของติโต้ ขณะที่ในตอนนี้ มันลดลงมาเหลือเพียงแค่ 72.7 เท่านั้นเอง

Sergio Busquets

บทบาทของบุสเก็ตส์น้อยลงอย่างเห็นได้ชัด

กรณีบุสเก็ตส์

ฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างจะจ่ายบอลให้กับปีกโดยตรงเสมอ ทว่าในยุคของติโต้จะพบว่าแบ็คทั้ง 2 ข้างมักจะจ่ายบอลให้กองกลางเสียแทน

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนมกราคม ปี 2013 บาร์ซ่าเปิดบ้านเอาชนะเอสปันญอลไปได้ 4-0 ขณะที่ในเดือนธันวาคม ปี 2016 ที่ผ่านมา พวกเขาก็เอาชนะทัพนกแก้วไปได้ 4-1 เช่นกัน ซึ่งทั้ง 2 นัดก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาสามารถเอาชนะมาได้แบบสบายๆ จากระบบการเล่นของทีม

คำถามคือเกมรุกของทีมนั้นมีรูปแบบการเล่นอย่างไร ซึ่งจากการวิเคราะห์ของเรา พบว่า ฟูลแบ็คทั้ง 2 ข้างของทีมจะจ่ายบอลให้กับปีกโดยตรงเสมอ ทว่าหากลองไปย้อนดูในยุคของติโต้จะพบว่าแบ็คทั้ง 2 ข้างมักจะจ่ายบอลให้กองกลางเสียแทน

Jordi Alba

เช่นเดียวกับ เคราร์ด ปิเก้ ปราการหลังตัวเปิดเกมของทีม ที่ในแมตช์เมื่อปี 2013 เจ้าตัวส่งบอลให้อัลเวส (15 ครั้ง), บุสเก็ตส์ (9 ครั้ง) และ ธิอาโก้(7 ครั้ง) ดังนั้นจึงไม่แปลกที่เขาจะจ่ายบอลให้คู่หูในเวลานั้นอย่างคาร์เลส ปูโยลเพียงแค่ 6 ครั้งเท่านั้นเอง

อย่างไรก็ตาม ในปี 2016 โดยส่วนใหญ่แล้ว ปิเก้จะส่งบอลให้กับ ฮาเวียร์ มัสเคราโน่(24) กองหลังอีกราย, เซอร์กี้ โรเบร์โต้ แบ็คขวา(12), อังเดร แทร์ สเตเก้น ผู้รักษาประตู(11) และ หลุยส์ ซัวเรซ(9) ซึ่งกว่าจะเจอชื่อของกองกลางก็มาถึงอันดับที่ 5 ก็คือ อันเดรส อิเนียสต้า ที่รับบอลจากปิเก้แค่ 5 ครั้งเท่านั้น

Gerard Pique

กลับมาที่บุสเก็ตส์กันบ้าง ต้องบอกว่าคงไม่มีใครปฏิเสธได้แล้วว่า บทบาทของกองกลางรายนี้ถูกลดลงไปอย่างเห็นได้ชัด เพราะแม้ว่าปี 2016 เขาจะลงสนามไปน้อยกว่าปี 2013 เพียง 15 นาที แต่เจ้าตัวรับบอลจากเพื่อนร่วมทีมน้อยกว่าเดิมถึง 93 ครั้งด้วยกัน

Sergio Busquets

เริ่มมีปัญหา

บุสเก็ตส์คือคนที่เปลี่ยนจากรับเป็นรุกให้กับทีมอาซูลกรานา ซึ่งในปัจจุบันที่เขาได้รับบอลน้อยลง เขาไม่มีโอกาสได้ทำอย่างที่เขาถนัดเหมือนก่อน

ต้องยอมรับก่อนว่า บุสเก็ตส์คือนักเตะคนสำคัญในแผงกลางบาร์ซ่า เพราะเขาจะมีบทบาทเสมอยามที่ทีมพยายามเปิดเกมจากเปิดเกมรุกจากแดนหลัง ยามใดที่เขาถูกเพรสหนัก เจ้าตัวก็จะถอยตัวเองลงมาต่ำกว่าเดิมเพื่อดึงตัวไล่ของคู่แข่งให้เปิดพื้นที่มากขึ้น หรือบางครั้ง เขาก็จะใช้ลูกจ่ายจังหวะเดียวซึ่งทำได้ดีอยู่แล้วต่อบอลให้กองหน้าอย่างรวดเร็ว เรียกได้ว่า บุสเก็ตส์นี่แหละคือคนที่จัดการเปลี่ยนจากรับเป็นรุกให้กับทีมอาซูลกรานา ซึ่งในปัจจุบันที่เขาได้รับบอลน้อยลง นั่นก็หมายความว่า เขาไม่มีโอกาสได้ทำอย่างที่เขาถนัดเหมือนก่อน

อีกมุมหนึ่ง เมื่อบอลจากหลังไม่ถูกส่งให้บุสเก็ตส์ นั่นก็ทำให้กองหลังมาทางเลือกน้อยลงกว่าเดิม แถมด้วยความที่บาร์ซ่าเป็นทีมที่มักจะมีปัญหายามต้องเจอการเพรสหนักๆ จากคู่แข่งไม่ว่าจะเป็นเกมที่แพ้ เซลต้า บีโก้ 3-4, แพ้แมนฯ ซิตี้ 1-3 หรือแพ้ แอธเลติก บิลเบา 1-2 รวมทั้งเกมที่โชคดีเอาชนะเซบีญาได้ 2-1 และเสมอเรอัล โซเซียดาด 1-1 ด้วย พวกเขาเหล่านี้ล้วนแต่ไล่บีบผู้เล่นเจ้าบุญทุ่มอย่างหนักเพราะรู้ดีว่าบาร์ซ่ามีปัญหาเวลาเจอบีบเร็วเสมอ

ขณะที่เกมล่าสุดที่แพ้ เปแอสเชไป 0-4 พวกเขาก็เจอกับปัญหาเดิมๆ เพราะด้วยความที่โดนบีบหนัก ทำให้สิ่งที่ปิเก้ทำได้มีเพียงแค่จ่ายบอลสั้นๆ ง่ายๆ เท่านั้น ขณะที่ตัวเปลี่ยนจากรับเป็นรุกอย่างบุสเก็ตส์ก็แทบไม่ได้บอลเลย

Gerard Pique

แน่นอนว่าหากยังเป็นเช่นนี้ต่อไป เอนริเก้คงโดนเสียงวิจารณ์หนักขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีใครปฏิเสธว่า 3 ประสานเมสซี่, เนย์มาร์ และ ซัวเรซ ของพวกเขานั้นแข็งแกร่งจริงๆ แต่อย่าลืมว่าฟุตบอลคือกีฬาที่เล่น 11 คน ในตอนนี้ดูเหมือนว่าหลายๆ ทีมจะเริ่มจับทางพวกเขาได้แล้ว แถมนักเตะหลายๆ คนในทีมก็อายุเริ่มมากขึ้น นักเตะหน้าใหม่ที่ซื้อเข้ามาก็ทำผลงานได้ไม่ดีพออีกด้วย ดังนั้นสิ่งที่ดีที่สุดที่พวกเขาทำได้ในตอนนี้คงจะเป็นการพยายามหาทางเปิดเกมรุกใส่คู่แข่งที่หลากหลายกว่าเดิม