นีล ฮัมฟรีย์ส : หากรัฐยังไม่เปลี่ยนความคิด ...วงการกีฬาสิงคโปร์อาจจะตาย

นีล ฮัมฟรีย์ส คอลัมนิสต์ชาวออสเตรเลีย พูดถึง สถานการณ์ความตกต่ำของวงการกีฬาสิงคโปร์ผ่านข่าวล่าสุดที่ ภาครัฐ สั่งห้ามเด็กๆเตะฟุตบอลเนื่องจากส่งเสียงดังจนเกินไป...

ความแตกต่างของ สิงคโปร์ กับประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียนอย่าง ไทย, พม่า, ฟิลิปปินส์ หรือแม้แต่ กัมพูชา ก็คือ วัฒนธรรมความบ้ากีฬา ที่หาได้น้อยลงทุกวันจากคนในชาติ

แม้พวกเขาจะเจริญเป็นอันดับหนึ่งในเรื่องคุณภาพชีวิต ทว่าในเรื่องของความรักในเกมกีฬานั้น เกาะเล็กๆแห่งนี้แทบจะสู้ใครในภูมิภาคไม่ได้เลย

และนับวันก็ยิ่งหนักขึ้นเรื่อยๆ

ตามรายงานข่าวก็คือ สโมสรอคาเดมี่ของ โฮม ยูไนเต็ด ถูกสั่งห้ามจัดการแข่งขันฟุตบอล 11 คนของเด็กๆในถนน แมตเตอร์ โร้ด

ถึงขนาดที่ล่าสุด พวกเขาห้ามให้เด็กๆเล่นฟุตบอลกันแล้ว

ทั้งๆที่ในประเทศอื่น รัฐบาลอาจจะสั่งไม่ให้สนับสนุนการเล่นมือถือหรือแท็บเลตต่างๆมากกว่า แต่ สิงคโปร์ กลับเลือกทางนี้

โดยตามรายงานข่าวก็คือ  สโมสรอคาเดมี่ของ โฮม ยูไนเต็ด ถูกสั่งห้ามจัดการแข่งขันฟุตบอล 11 คนของเด็กๆในถนน แมตเตอร์ โร้ด

เนื่องจาก กรมที่ดินสิงคโปร์ บอกกับเจ้าของสนามว่า ให้เลิกอนุญาตให้คนมาเล่นฟุตบอลในช่วงสุดสัปดาห์และหลังทุ่มตรงในวันธรรมดา เนื่องจากชาวบ้านในละแวกนั้นร้องเรียนในเรื่องความหนวกหูและเสียงดังของเด็กๆที่มาใช้สนาม

ทั้งๆที่พูดกันตามตรงแล้ว คนสิงคโปร์ น่าจะเป็นประเทศหนึ่งในโลกที่คุ้นเคยกับมลภาวะทางเสียงที่สุด เนื่องจากพวกเขาต้องเจอกับเสียงดังจากรถไฟฟ้าและรถไฟใต้ดิน เสียงรถที่วิ่งบนทางด่วน เสียงก่อสร้าง และอีกมากมาย

มีแต่แย่ลงเรื่อยๆสำหรับวงการกีฬาสิงคโปร์

เอาง่ายๆก็คือ เสียงดังและความวุ่นวาย ก็อยู่ขึ้นกับเมืองใหญ่เสมอ ซึ่งคำสั่งของกรมที่ดิน ถือเป็นเรื่องที่น่าฉงนพอสมควร

ฟุตบอลไม่ใช่กีฬาที่เรียบร้อยหรือชิวๆ มันต้องใช้เวลา ใช้สถานที่ ใช้เสียง ใช้พลังและความทุ่มเท

และสำหรับหลายคน ฟุตบอลคือชีวิตและกิจกรรมทางสังคมที่สนุกสุดๆ ทว่าทางการสิงคโปร์ กลับมองแค่ความไม่พอใจของคนไม่กี่คน พร้อมกับดึงเอาความสุขของอีกคนเป็นร้อยไป ที่อาจจะสร้างสิ่งดีๆต่างได้อีกมากมายไป

อาจเป็นเพราะเมืองลอดช่องชอบความสงบด้วย ทำให้ ฟุตบอล ไม่เหมาะสมกับที่นี่

กีฬาอย่าง ปิงปอง, ว่ายน้ำ, แบดมินตัน หรือกระทั่ง ฟุตซอล อาจจะดีกว่า เมื่อการละเล่นเหล่านั้นใช้พื้นที่น้อยกว่า และควบคุมได้ง่ายกว่า

ต่างกับฟุตบอลสนามใหญ่ที่มีคนเล่นฝั่งละอย่างน้อย 11 คน และใช้พื้นที่ เยอะกว่า เสียงดังกว่า วุ่นวายกว่า ฯลฯ ซึ่งทั้งหมดเป็นสิ่งที่คนสิงคโปร์ส่วนใหญ่ไม่ได้อยากเป็น

และยิ่ง ภาครัฐ แสดงท่าทีสนับสนุนเช่นนั้น  ก็ยิ่งทำให้เราอดคิดไม่ได้ว่า ฟุตบอล 11 คน อาจจะค่อยๆลดความนิยมลงไปเรื่อยๆกว่านี้อีก

สิงคโปร์ ต้องการผู้ฝึกสอนเก่งๆอีกหลายคน

เพราะนอกจากคำสั่งดังกล่าวแล้ว ฟุตบอลอาชีพในเกาะเล็กๆแห่งนี้ก็ซบเซาลงอย่างน่าใจหาย ดูได้จากจำนวนโค้ชที่มีแต่จะลดลงเรื่อยๆก็ได้

ฟุตบอล ไม่เหมือนกับกีฬาอื่นๆที่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณและการหนุนหลังจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐ

เหมือนกับเหตุการณ์ที่หน่วยงานรัฐสั่งให้ สโมสรอคาเดมี่ของ โฮม ยูไนเต็ด ห้ามจัดการแข่งขันนั่นแหละ และเชื่อหรือไม่ว่า ในรายชื่อผู้ร้องเรียนที่มีลายเซ็นกำกับนั้นมีเพียงแค่ 5 คนเท่านั้น

เมืองลอดช่องมีเยาวชนที่ฉลาดและมีการศึกษามากมายที่พร้อมจะพัฒนาประเทศชาติด้วยกัน แต่ว่าระหว่างทั้งนั้น เด็กรุ่นใหม่ของชาวเมอร์ไลอ้อนส์ ก็อาจจะอ้วนและน้ำหนักขึ้นอีกมาก

5 รายชื่อที่เดือดร้อน แต่กลับเอาชนะกีฬาอาชีพที่มวลมนุษย์ชื่นชอบมากที่สุดได้ถือเป็นอะไรที่ไม่รู้จะอธิบายยังไงจริงๆ

โดยหนึ่งในผู้ร้องเรียนให้เหตุผลว่า ลูกชายของเขาไม่สามารถอ่านหนังสือหรือเตรียมสอบได้เพราะเสียงดังตอนเตะฟุตบอลจากทีมเยาวชนของ โฮมฯ

ไม่แน่เหมือนกันว่านี่คือเหตุผลหลักที่ทำ ทางภาครัฐ มีคำสั่งดังกล่าว

“กีฬานรก vs เรียนหนังสือเพื่อประเทศชาติ” สิงคโปร์ คงเลือกอย่างหลังมากกว่า

พวกเขาลงทุนกับการศึกษาไปมากมาย เมืองลอดช่องมีเยาวชนที่ฉลาดและมีการศึกษามากมายที่พร้อมจะพัฒนาประเทศชาติด้วยกัน แต่ว่าระหว่างทั้งนั้น เด็กรุ่นใหม่ของชาวเมอร์ไลอ้อนส์ ก็อาจจะอ้วนและน้ำหนักขึ้นอีกมาก เพราะขาดการออกกำลังกาย

สภาวะน้ำหนักเกินกำลังเป็นปัญหาใหญ่ของเด็กๆในประเทศ

สถิติไม่เคยหลอกใคร เพราะเมื่อปีที่แล้ว กระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยรายงานเกี่ยวกับน้ำหนักของเยาวชนใน สิงคโปร์ ซึ่งผลการสำรวจพบว่า เปอร์เซ็นต์เด็กอ้วนในเมืองลอดช่องเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

โดยในปี 2000 มีเด็กน้ำหนักเกินใน สิงคโปร์ เพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะเพิ่มเป็น 11  เปอร์เซ็นต์ในปี 2013 และ 12 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2014

ที่น่าสนใจคือ กระทรวงศึกษาธิการ ระบุว่า ช่วงเวลาที่เยาวชนน้ำหนักขึ้นเพิ่มมากที่สุดคือ ช่วงปิดเทอม

เพราะฉะนั้น อาจจะสรุปได้ว่า เด็กๆสิงคโปร์น้ำหนักขึ้นมากที่สุด เมื่อไม่ได้ไปโรงเรียนและไม่ถูกบังคับให้เล่นกีฬานั่นเอง

อาจจะสรุปได้ว่า เด็กๆสิงคโปร์น้ำหนักขึ้นมากที่สุด เมื่อไม่ได้ไปโรงเรียนและไม่ถูกบังคับให้เล่นกีฬานั่นเอง

หรือต่อให้อยาก พวกเขาก็อาจจะไม่สามารถออกไปเล่นหรือออกกำลังกายอะไรได้ เพราะว่า มันอาจจะทำให้ผู้ใหญ่หลายคนรำคาญความเสียงดังได้

ประเทศของผมอย่าง ออสเตรเลีย คือ ข้อแตกต่างออกไป เมื่อที่นั่น ผู้ปกครองและเด็กๆจะใช้เวลาว่างในช่วงวันหยุดเพื่อเล่นกีฬาด้วย ออกไปหาพื้นหญ้าสีเขียว หรือสนามในร่มเพื่อหาเรื่องเสียเหงื่อกัน

ไม่มีใครในประเทศที่ออกมาบ่นเรื่องเสียงดังจากกิจกรรมกีฬา และเราอาจจะบอกได้ว่า นี่คือวัฒนธรรมบ้ากีฬา ของจริง

อันเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน สิงคโปร์…

Photos: Weixiang Lim/FourFourTwo