‘นิรันดร์’ ศิษย์ ‘โอลอฟ’ : จากเด็กกำพร้าไร้ตัวตน...สู่แนวรับทีมชาติไทย U23

จากเด็กกำพร้าในสถานเลี้ยงเด็กที่เมืองไทย… สู่ชีวิตใหม่ในแดนสแกนดิเนเวีย...สู่ทีมชาติสวีเดนชุดเยาวชน และได้เรียนรู้ฟุตบอลกับตำนานลูกหนังสวีดิช โอลอฟ เมลเบิร์ก…

'นิรันดร์ มีมาก ฮานส์สัน' วัย 21 ปี กลับมาเมืองไทย พร้อมกับความหวังใหม่ ณ ถิ่นคลองเตย ทว่าเขากลับถูกหมางเมินแบบไร้เยื่อใย กลายเป็นแข้งที่ไร้ตัวตนอยู่ครึ่งปี จนกระทั่งวันนี้ได้แจ้งเกิดกับต้นสังกัดใหม่ โปลิศ เทโร ภายใต้การคุมทีมของ ไมค์ มัลวีย์ และถูกเรียกตัวติดทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปี เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ติดตามเรื่องราวของ 'นิรันดร์’ เด็กหนุ่มที่ผ่านเรื่องราวชีวิตมาอย่างโชกโชน

เด็กกำพร้าจากไทย...โตในสต็อกโฮล์ม

หลายสโมสรดังในลีกลูกหนังแดนสยาม ต่างพากันดึงตัวนักเตะลูกครึ่งไทย-สวีดิช มากมาย เดินทางข้ามน้ำข้ามทะเลมาค้าแข้งในดินแดนอีกครึ่งสายเลือดของพวกเขาเป็นครั้งแรก เช่นเดียวกันกับ การท่าเรือ เอฟซี ที่อิมพอร์ทสองแข้งจากแดนไวกิ้งอย่าง เอเลียส ดอเลาะห์ และ นิรันดร์ มีมาก เข้ามาร่วมทีม

ในช่วงวันหยุด มีโอกาส 1-2 ครั้ง ที่เราเดินทางกลับไปเยี่ยมสถานเลี้ยงกำพร้าที่พวกเขารับผมมา และมันทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับประเทศไทย เพราะเป็นถิ่นกำเนิดของผม

สำหรับ เอเลียส นั้น มีคุณพ่อเป็นคนไทย และคุณแม่ชาวสวีเดน แต่หลายคนอาจไม่รู้ว่าแท้จริงแล้ว นิรันดร์ หรือชื่อเต็มว่า รอล์ฟ นิรันดร์ มีมาก ฮานส์สัน ไม่ใช่ลูกครึ่งไทย-สวีดิช อย่างที่หลายคนเข้าใจกันก่อนหน้านี้

“อันที่จริงแล้วผมเกิดที่ประเทศไทย” นิรันดร์ เริ่มเท้าความถึงสายเลือดเกิดของตัวเอง

“ผมลืมตาดูโลกได้ไม่นานนัก ก็มีครอบครัวชาวสวีเดน คือพ่อและแม่ของผมในตอนนี้ รับผมไปจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่อายุแต่ขวบครึ่ง”

เขาใช้ชีวิตเหมือนเด็กหนุ่มธรรมดาทั่วไป เติบใตในเมืองสต็อกโฮล์มมาเป็นเวลานานถึง 20 ปี และแน่นอนว่าไม่สามารถพูดภาษาบ้านเกิดได้เลยแม้แต่น้อย

แม้จะเรียกได้ว่าเป็นพลเมืองชาวสวีเดนอย่างเต็มตัว แต่เขายังหาเวลากลับไปเยี่ยมเยียนสถานที่ที่ทำให้โชคชะตาของทารกวัยขวบครึ่ง ได้เจอกับพ่อแม่บุญธรรมจากแดนไกล และมันทำให้เขาเกิดความรู้สึกบางอย่างกับดินแดนสยามเมืองยิ้ม

“ผมโชคดีมากที่ได้มาอยู่ครอบครัวนี้ พวกเขาสนับสนุนผมเป็นอย่างดีในทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นทั้งการเรียน และกีฬา ทำให้ผมเดินทางมาจนถึงจุดนี้ได้”

“ในช่วงวันหยุด มีโอกาส 1-2 ครั้ง ที่เราเดินทางกลับไปเยี่ยมสถานเลี้ยงกำพร้าที่พวกเขารับผมมา และมันทำให้ผมรู้สึกผูกพันกับประเทศไทย เพราะเป็นถิ่นกำเนิดของผม”

ชีวิตวิถีสวีดิช

เป็นพื้นฐานของครอบครัวในประเทศสวีเดนอยู่แล้วที่จะให้ลูกๆลองเล่นกีฬาหลากหลายประเภท เพื่อค้นหาสิ่งที่เด็กรู้สึกชื่นชอบมากที่สุด และทุ่มเทกับกีฬานั้นอย่างเต็มที่

ด้วยความที่อายุยังน้อย ผมเลยยังไม่ได้ลงสนามให้กับ บรอมมาพอจคาร์นา ในลีกเลยสักครั้งเดียว เพราะมีคู่แข่งแย่งตำแหน่งอย่าง เจค็อบ อูเน-ลาร์สสัน (ขาประจำของทีมชาติสวีเดน U21 และ U23 และเคยติดทีมชุดใหญ่มาแล้ว) แต่ก็ถูกส่งลงสนามในเกมอุ่นเครื่อง และบอลถ้วยอยู่บ้าง

“ผมเริ่มเล่นฟุตบอลตอนอายุประมาณ 5 ขวบ โดยปกติแล้วเด็กที่นั่นจะลองเล่นกีฬาหลายประเภท ผมเคยเล่นทั้ง บาสเกตบอล, ฮ็อคกี้, ฟลอร์บอล ก่อนที่สุดท้ายผมจะตัดสินใจเอาจริงเอาจังกับฟุตบอล เพราะเป็นกีฬาที่ผมเล่นแล้วรู้สึกว่ามันใช่สำหรับตัวเอง”

นิรันดร์ เริ่มเล่นให้กับทีมท้องถิ่นเล็กๆที่สต็อคโฮล์มตอนอายุได้ 6-7 ขวบ และพัฒนาฝีเท้าของตัวเองได้อย่างรวดเร็วจนเก่งเกินอายุ ทำให้โค้ชของทีมจับเขาไปร่วมกับเด็กอายุ 16-17 ด้วยวัยเพียง 13 ปีเท่านั้น จนผลงานไปเตะตาหนึ่งในอะคาเดมียักษ์ใหญ่แห่งแดนไวกิ้ง ที่ปลุกปลั้นให้เขายึดตำแหน่งปราการหลังมาจนถึงตอนนี้

“บรอมมาพอจคาร์นา หนึ่งในทีมที่มีอะคาเดมีใหญ่ที่สุดในสวีเดน ได้ติดต่อชวนผมไปร่วมทีมตอนอายุ 14 ปี”

“ผมเซ็นสัญญานักเตะอะคาเดมีของพวกเขาเป็นเวลา 3 ปี และเริ่มเล่นตำแหน่งกองกลาง แต่พอได้มาอยู่ในทีม U16 พวกเขาก็ให้ผมลองเล่นหลายตำแหน่ง ทั้งปีก และกองหน้า ก่อนที่โค้ชจะเห็นว่าผมโหม่งบอลได้ดี และเล่นฉลาด เลยให้ผมลองไปเล่นกองหลัง นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมยึดตำแหน่งนี้มาถึงปัจจุบัน”

ต่อมาตอนอายุ 18 ปี นิรันดร์ ได้รับสัญญาอาชีพจาก บรอมมาพอจคาร์นา และถูกเรียกตัวติดทีมชาติสวีเดนมาแล้วสองชุดด้วยกัน แต่เพราะเหตุผลบางอย่างทำให้เขาแทบไม่มีส่วนร่วมกับทีมเลย

“ผมเคยถูกเรียกตัวไปติดทีมชาติสวีเดน ชุด U18 กับ U19 แต่ไม่ได้ลงเล่นเลย” นิรันดร์ เล่าย้อนถึงตอนได้รับโอกาสรับใช้ชาติ “เพราะนักเตะส่วนใหญ่มาจากชุดที่คว้าอันดับ 3 ฟุตบอลโลก U17 เมื่อปี 2013 การเบียดแย่งตำแหน่งจึงเป็นเรื่องยากสำหรับผมอย่างมาก”

แต่ดูเหมือนว่าเคราะห์ซ้ำกรรมซัดอย่างต่อเนื่อง เมื่อตลอดสองปีที่ได้เลื่อนขึ้นทีมชุดใหญ่ เขาไม่เคยได้สัมผัสประสบการณ์ในลีกเลยแม้แต่ครั้งเดียว เนื่องจากเรือไวกิ้งลำใหญ่ ทอดสมอจอดบังเส้นทางแจ้งเกิดของเขา

“ด้วยความที่อายุยังน้อย ผมเลยยังไม่ได้ลงสนามให้กับ บรอมมาพอจคาร์นา ในลีกเลยสักครั้งเดียว เพราะมีคู่แข่งแย่งตำแหน่งอย่าง เจค็อบ อูเน-ลาร์สสัน (ขาประจำของทีมชาติสวีเดน U21 และ U23 และเคยติดทีมชุดใหญ่มาแล้ว) แต่ก็ถูกส่งลงสนามในเกมอุ่นเครื่อง และบอลถ้วยอยู่บ้าง”