Analysis

นกเปลี่ยนฟ้า ปลาเปลี่ยนน้ำ : อะไรทำให้ อานนท์ เกิดใหม่กับบีจี?

“ผมมองว่าตรงกลางเราสามารถเลือกเขาเป็นตัวเลือกแรกในการช่วยทำงานได้”

We are part of The Trust Project What is it?

ประโยคสั้นๆ แต่เปี่ยมไปด้วยความเชื่อมั่นในตัวลูกทีมคนใหม่ของ โค้ชจุ่น อนุรักษ์ ศรีเกิด กล่าวถึงการมาของ อานนท์ อมรเลิศศักดิ์ ในวันที่ บีจี เอฟซี ตกลงเซ็นสัญญายืมดาวรุ่งรายนี้จาก บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด มาร่วมทัพช่วงเลกสองที่ผ่านมา ก่อนที่เขาจะกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญพา “เดอะ แรบบิท” รอดพ้นจากเรดโซนเป็นที่เรียบร้อยพร้อมตอกย้ำความเชื่อมั่นของโค้ชจุ่นได้อย่างไร้ข้อกังขา

ทว่าหากย้อนไปก่อนหน้านี้เขามักจะถูก “ปราสาทสาทสายฟ้า” เปลี่ยนลงสนามในช่วงท้ายเกมเท่านั้นไม่ว่าจะฟุตบอลโตโยต้า ไทยลีกหรือแม้กระทั่งเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก แม้เขาจะได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในดาวรุ่งฝีเท้าดีที่สุดคนหนึ่งของวงการลูกหนังไทยก็ตาม... อะไรทำให้เขาเปลี่ยนไปจนสามารถโชว์ฟอร์มได้ร้อนแรงกับ บีจี โฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์ จะมาวิเคราะห์ในเรื่องนี้กัน

มีเวลาในสนามมากขึ้น

หนึ่งในปัจจัยสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวคงหนีไม่พ้นเรื่องของจำนวนเวลาในสนาม บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ยักษ์ใหญ่แห่งศึกโตโยต้า ไทยลีก เป็นสโมสีที่อุดมไปด้วยแข้งฝีเท้าดีล้นทีมไล่ตั้งแต่ผู้เล่นระดับดาวรุ่งไปจนนักเตะไทยรายอื่น โดยเฉพาะแข้งต่างชาติที่ต่างยึดตำแหน่งในทีมได้อย่างเหนียวแน่นทำให้เป็นเรื่องที่ยากหากต้องการแย่งพื้นที่ลงสนามต่อเนื่อง

แน่นอนว่า “ปราสาทสายฟ้า” คือทีมที่มีมาตรฐานสูงบวกกับเป้าหมายที่ เนวิน ชิดชอบ ประธานสโมสรตั้งคาดหวังเอาไว้อยู่ในระดับที่ทีมจะต้องไม่ผิดพลาดหรือพลาดให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำให้เพื่อโอกาสประกาศศักดิ์ดาคว้าทริปเปิ้ลแชมป์ในปีนี้ที่สำคัญพวกเขายังพ่วงดีกรีแชมป์ลีกในซีซั่นก่อนยิ่งทำให้การเลือกผู้เล่นลงสนามเป็นไปอย่างละเอียดอ่อน

อานนท์ อาจเป็นผู้เล่นที่ทักษะยอดเยี่ยมเลี้ยงกินตัวได้ดีเขาสามารถพาบอลทะลุทะลวงเข้าไปเจาะเกมรับของคู่แข่งได้ ซึ่งบ่อยครั้งเขามักถูกส่งลงสนามในช่วงท้ายเกม ซึ่งแต่ละเกมที่ถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองหน้าที่หลักคือการช่วยเพิ่มมิติเกมรุกให้ทีม แต่ด้วยเวลาอันจำกัดให้เขาไม่สามารถเรียกฟอร์มตัวเองออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากพอจนท้ายที่สุดมันกลายเป็นภาพจำที่ทำให้เขากลายเป็นตัวสำรองที่มักถูก “ปราสาทสายฟ้า” เปลี่ยนลงมาให้เป็นทีเด็ดท้ายเกมเท่านั้น

ที่สำคัญเมื่อยิ่งได้ลงน้อยความกระหายอาจมีมากขึ้น ทว่าความมั่นใจก็อาจจะน้อยลงตามไปด้วย ยกตัวอย่างเคส ศุภชัย ใจเด็ด ที่ก่อนหน้านี้ตกอยู่ในสถานะตัวสำรองช่วงท้ายเกมเช่นเดียวกับ อานนท์ ด้วยเหตุผลที่บรรดากองหน้า บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ช่วงที่ผ่านมามีแต่ระดับพระกาฬแถมยังเป็นแข้งต่างชาติทั้ง ชาคสัน โคเอลโญ่, ออสวัลโด้ ฟิลโญ่ โดยเฉพาะ ดิโอโก้ หลุยส์ ซานโต้ ก็ทำให้โอกาสเบียดตำแหน่งลงสนามเป็นไปได้ยาก ซึ่งการที่ โบซิดาร์ บันโดวิช กุนซือ “ปราสาทสายฟ้า” ตัดสินใจถอยเขาลงมาเป็นมิดฟิลด์ตรงกลางทำให้ ศุภชัย ได้ลงเล่นมากขึ้นพร้อมช่วยเรียกความมั่นใจกลับคืนมาอีกครั้ง ซึ่งผลที่ตามมาก็อย่างที่เห็นเขาสามารถกลับมาทำผลงานได้ดีอีกครั้งไม่ว่าจะเกมลีกหรือบอลถ้วยที่จัดการซัดประตูสุดสวยให้ทีมได้อีกด้วย

รวมทั้งหมดในช่วงเลกแรก อานนท์ ลงเล่นให้ บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ทั้งสิ้น 10 เกม เป็นตัวสำรอง 9 นัด และตัวจริงเพียงเกมเดียว โดยรวมแล้วเขาได้อยู่ในสนามเพียง 176 นาทีเท่านั้น แต่กลับ บีจี เอฟซี ที่แม้จะเพิ่งย้ายมาร่วมทีมในเลกสอง แต่เขาได้ลงเล่นไปแล้ว 8 เกม เป็นตัวจริง 7 นัด สำรองหนึ่ง ยิงได้ 3 ประตู รวมเป็นเวลา 649 นาที

นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นแล้วว่าโอกาส และเวลาในการลงสนามสำคัญแค่ไหน…