น้องใหม่ร้ายบริสุทธิ์ : เรื่องเล่า 4 เหตุการณ์ชีวิตเด็กใหม่ของ ...สิโรจน์ ฉัตรทอง

วินาทีที่ก้าวเท้าวิ่งลงสู่สนามในเกมฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก รอบ 3 นัดที่ 2 ระหว่างไทยกับญี่ปุ่น…

ชื่อของ สิโรจน์ ฉัตรทอง ไม่ได้ถูกจดจำแค่ในประเทศไทยอีกต่อไป แต่เขากำลังท้าทายกับชีวิตลูกหนังในระดับทวีปเข้าแล้ว

ทุกๆ อย่างเกิดขึ้นรวดเร็วมากในชีวิตของเขา ทั้งที่เมื่อ 4-5 ปีก่อน ยังไม่เคยอยู่ในสารบบฟุตบอลไทยเลยด้วยซ้ำ เขาก้าวเข้ามาเป็นนักฟุตบอลในเมือง ได้มาอยู่ทีมน้องของทีมยักษ์ใหญ่อย่าง บีอีซี เทโรศาสน และย้ายมาอยู่กับ อุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด สโมสรในดิวิชั่น 1 ที่ให้ชีวิตใหม่ที่ยิ่งใหญ่กว่าเดิมแก่เขา ตลอดจนการก้าวติดทีมชาติแบบไม่คาดคิด

นี่ คือ เรื่องเล่าจากปากของ สิโรจน์ ฉัตรทอง เกี่ยวกับชีวิตการเป็น “เฟรชชี่” ในแต่ละช่วงเวลาชีวิตของเขา

น้องใหม่ครั้งแรก

หลังจาก สิโรจน์ ฉัตรทอง ไล่เตะบอลเดินสายไปตามสถานที่ต่างๆที่จังหวัดสุรินทร์บ้านเกิด สุดท้ายเขาตัดสินใจขอเงินแม่ 2,000 บาท เดินทางเข้าเมืองกรุง เพื่อคัดตัวทีมนนทบุรี เอฟซี ในดิวิชั่น 2 เมื่อต้นปี 2012 ทั้งที่มีอายุยังไม่ถึง 19 ปี จากคำชักชวนของ โกสินทร์ ดีมาก หรือ “โค้ชโก้”... ชีวิตเขาเปรียบเสมือนเจอโลกใหม่ทั้งใบ

“ในความเป็นน้องใหม่ที่นั่น ผมกดดันมาก มันเป็นช่วงที่กดดันที่สุดในชีวิตแล้ว เพราะเขาเดินทางเข้ากรุงเทพฯ แบบไปตายเอาดาบหน้าโดยไม่รู้ว่าจะได้เป็นนักฟุตบอลรึเปล่า ตอนคัดตัวผมก็แค่วิ่งๆ อย่างเดียว แปบอลก็ไม่ตรง”

“ตอนนั้นทำได้อย่างเดียว คือ สั่งอะไรก็ทำ ผมคนมาจากต่างจังหวัด ก็ต้องพยายามปรับตัว ตลกโปกฮา กวนรุ่นพี่อะไรไปเรื่อยๆ แต่ในสนามเขาก็ไม่ค่อยยอมรับหรอก ก็อย่างที่บอกเราไม่มีเบสิคฟุตบอลเลย ส่วนผมก็ตื่นมาวิ่ง เอากำลังอย่างเดียว เวลาซ้อมกัน พวกคนอื่นๆ ก็ชอบด่า พูดเล่นบ้าง พูดแรงบ้าง บางทีก็บอกว่าเป็นเหมือนควาย มีแต่กำลัง ไม่มีสมอง ผมก็หัวเราะแหละ แต่ก็เสียความมั่นใจ และในใจก็แอบคิดนะว่า สักวันมึงต้องมาขอโทษกู”

ชีวิตลูกหนังกับทีมฟุตบอลทีมแรกในฐานะน้องใหม่สุดขั้ว… เขาแทบไม่ได้ลงสนาม แต่เพราะพละกำลัง และการวิ่งไม่มีหยุดของเขา ทำให้ชีวิตเขาเปลี่ยนไปสู่ก้าวที่สอง…

น้องใหม่ครั้งที่สอง

แม้ได้ลงเล่นเพียงไม่กี่นัดให้กับนนทบุรี เอฟซี แต่หนึ่งในนั้น คือ เกมที่พบกับกรุงเทพคริสเตียน และแม้ลงเล่นไม่เต็มเกม แต่เพราะการวิ่งสู้ฟัดทุกนาทีที่ลงเล่น ทำให้ “ชงโคสีม่วง” สนใจในฝีเท้าของเขาขึ้นมา

“พี่ต้น (ตระการ พันธุมเลิศรุจี) ผุ้จัดการทีมโทรมาหาผมให้ไปคัดตัวกับกรุงเทพคริสเตียน ผมไม่รู้เหมือนกันว่าทำไมเขาสนใจผม อาจเป็นเพราะผมตัวใหญ่ และวิ่งเร็วมั้ง สุดท้ายก็ได้เซ็นสัญญา ผมรีบเซ็นทันทีเลย ไม่คิดเลย เพราะหมดสัญญากับนนทบุรีแล้ว แถมเขาให้เงินเดือนผมตอนนั้นเกือบๆ 40,000 บาท มากกว่าตอนผมอยู่นนทบุรีที่ได้แค่หลักพันตั้งเยอะ”

“แต่ตอนนั้นความกดดันไม่เหมือนตอนเป็นเด็กใหม่ที่นนทบุรี เพราะเราเด็กสุดในทีมด้วย และมันก็เป็นก้าวที่ 2 ผมเพิ่งอายุ 19 ย่าง 20 ปีเองตอนนั้น แต่กับกรุงเทพคริสเตียน ผมก็ยังไม่ได้ลงเล่นเยอะมาก”

จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้น เมื่อ บีอีซี เทโรศาสน มาจับมือเป็นพันธมิตรกับ กรุงเทพคริสเตียน ทำให้เปลี่ยนชื่อเป็น บีซีซี เอฟซี พวกเขานำกุนซือต่างชาติเข้ามาและโละนักเตะทิ้งทั้งหมดในปี 2014

“ตอนนั้น แบร์ทรอง ครัสซง เขาเข้ามาดูทีม แล้วเขาก็ค่อยๆตัดชื่อทุกๆคนออกไป เหลือแค่พวกอายุน้อยๆอยู่ 3 คน ซึ่งผมก็เป็นหนึ่งในนั้น วันที่เข้าไปเซ็นสัญญากับบีอีซี เทโรฯ ผมตื่นเต้นมาก และโรเบิร์ต (โปรคูเรอร์) เขาบอกกับผมว่าถ้าโชว์ฟอร์มดี เดี๋ยวจะดันขึ้นชุดใหญ่”

สิโรจน์ ฉัตรทอง อยู่ในทีมบีซีซี เอฟซี โดยมี เจนรบ สำเภาดี, อดิศักดิ์ เส็นสมเอียด, ธีระพล เยาะเย้ย โดยพวกเขาถูกดันขึ้นไปฝึกซ้อมกับทีม บีอีซี เทโรศาสน แต่เหลือเขาเพียงคนเดียว ที่ยังไม่ดีพอถูกดันขึ้นชุดใหญ่ในปี 2015 มันอาจเป็นเรื่องน่าผิดหวัง ซ้ำร้ายหลังจบซีซั่น บีอีซี เทโรศาสน ขายทีม ทำให้เขาถูกส่งไปทดสอบฝีเท้ากับอุบล ยูเอ็มที ยูไนเต็ด น้องใหม่ดิวิชั่น 1  

-ติดตามวินาทีเปลี่ยนชีวิตของเขาตอนไปเป็น "น้องใหม่" ในอุบล ยูเอ็มที และทีมชาติไทย ได้ในหน้าถัดไป-