น้องคือความหวัง : สาเหตุที่ทีมชาติอังกฤษชุดเล็กมีอนาคตที่สดใสกว่าชุดใหญ่

ทัพ “สิงโตคำรามรุ่นจิ๋ว” เป็นฝ่ายเอาชนะอิตาลีไป 3-2 ซึ่งในเกมนั้น พวกเขาก็แสดงให้เห็นถึงพัฒนาการที่ดีรวมถึงอนาคตที่สดใสกว่าทีมชุดใหญ่ที่ดูจะมีช่วงเวลาที่ตะกุกตะกักพอสมควร 

เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ทีมชาติอังกฤาชุด ยู-21 เพิ่งจะเปิดสนามเซนต์ แมรี่ สเตเดี้ยมเบียดเอาชนะอิตาลี ไปได้ 3-2 ในเกมอุ่นเครื่อง ซึ่งทัพสิงโตจิ๋วภายใต้การคุมทีมของกุนซือชั่วคราวอย่าง ไอดี้ โบธรอยด์ นั้นถือว่าทำผลงานได้ดีทีเดียว โดยสำหรับทีมชาติอังกฤษชุดยู-21 นั้นตีตั๋วผ่านเข้ารอบฟุตบอลยูโรปีหน้าที่จะจัดขึ้นที๋โปแลนด์ไปเรียบร้อยแล้ว

ชัยชนะในนัดนี้ ทำให้พวกเขาไม่แพ้ใครมา 15 เกมติดต่อกันแล้ว นับว่าเป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมมากๆ แม้ว่าในขณะเดียวกัน ทีมชุดใหญ่จะทำผลงานได้ลุ่มๆ ดอนๆ นับตั้งแต่ล้มเหลวในยูโร 2016

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะผ่านเข้าไปเล่นรอบสุดท้ายของฟุตบอลยูโร ยู-21 ได้เป็นประจำ ทว่าผลงานของพวกเขาในรอบแบ่งกลุ่มนั้นกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า เพราะตลอด 3 ครั้งหลังสุด ทีมชาติอังกฤษยู-21 ตกรอบแบ่งกลุ่มทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นภายใต้การนำของ แกเร็ธ เซาธ์เกต หรือ สจ๊วต เพียซ ก็ตาม

Danny Ings

ผลงานในยูโร ยู-21 2015 รอบสุดท้ายไม่เอาอ่าวเลยในระยะหลัง

ดีเอ็นเอ อังกฤษ

คู่มือนี้เน้นย้ำเรื่องช่วงอายุของนักเตะเป็นอันดับแรก เพราะเอฟเอต้องการเปลี่ยนแคแร็คเตอร์ของนักเตะทุกชุด

ในกรณีของเซาธ์เกตนั้นเขาเสียสองผู้เล่นคนสำคัญในทีมอย่าง จอห์น สโตนส์ กับ ไซโด เบราฮิโน ก่อนทัวร์นาเมนต์ในปี 2015 จะเริ่มขึ้น แถมยังพึ่งพา แฮร์รี เคน ที่กรำศึกหนักจนร่างกายกรอบมากเกินไป ส่วนเพียซนั้นแท็คติคของเขาเผยจุดอ่อนออกมาให้เห็นตลอดทั้ง 2 ครั้ง(เอาชนะใครไม่ได้เลยตลอด 6 นัด) ทีมอังกฤษชุดยู-21ไม่ใช่เพียงแค่ขาดผู้เล่นที่มีคุณภาพ แต่พวกเขายังทำผลงานได้อย่างย่ำแย่ รวมถึงตั้งความหวังไว้สูงเกินความเป็นจริงด้วย

การพิจารณาทีมสิงโตคำรามคือเรื่องยากไม่ว่าจะในรุ่นไหนก็แล้วแต่ยกเว้นทีมชุดใหญ่ เพราะพวกเขาพ่ายแพ้ต่อไอซ์แลนด์อย่างน่าอับอายในศึกยูโรเมื่อช่วงซัมเมอร์แม้ว่าจะมีคู่มือพัฒนาทีมชาติที่ แดน แอชเวิร์ธ ผอ.เทคนิคของสมาคมฟุตบอลอังกฤษเป็นผู้ร่าง โดยคู่มือนี้เน้นย้ำเรื่องช่วงอายุของนักเตะเป็นอันดับแรก เพราะเอฟเอต้องการเปลี่ยนแคแร็คเตอร์ของนักเตะทุกชุด พวกเขาหันมาให้ความสำคัญกับการเก็บบอลเท่ากับการตั้งเกมรับและความสามารถเฉพาะตัวของนักเตะที่ช่วยเติมเต็มเพื่อนร่วมทีม

Dan Ashworth

แอชเวิร์ธกับคู่มือ “England DNA” เมื่อปี 2014

ขณะเดียวกันเอฟเอยังใช้คู่มือนี้ควบคู่ไปกับแผนพัฒนาที่มีชื่อว่า”four-corner”(เทคนิค/แท็คติค, สภาพร่างกาย, สังคม และ จิตวิทยา) เพื่อเป้าหมายในการพัฒนาทีมและนักเตะทั้งในด้านอารมณ์และเทคนิคให้รวดเร็วขึ้น แผนพัฒนาอย่างต่อเนื่องนี้คือสิ่งที่ทีมชาติอังกฤษจำเป็นต้องยึดติดต่อไปอีกหลายสิบปี

กระหายความสำเร็จ

พวกเขาผลิตนักเตะที่ฉลาดขึ้น เข้าใจในเกมมากขึ้น แถมยังมีทักษะที่ดีขึ้นด้วย

หลังจากที่ทีมชุดใหญ่ล้มเหลวไม่เป็นท่าในศึกยูโร 2016 ที่ผ่านมา ทำให้ทั้งสมาคมฟุตบอลอังกฤษ รวมถึงตัว แอชเวิร์ธ เองต้องเร่งพยายามหาความสำเร็จมาให้แก่แฟนบอลให้ได้ เพราะสำหรับในตอนนี้ คงไม่มีใครต้องการทีมที่สร้างขึ้นเพื่อความสำเร็จในระยะยาวอีกแล้ว

นับว่าเป็นเรื่องที่เข้าใจได้สำหรับความต้องการของแฟนๆ นี้ ซึ่งมันก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินความสามารถของพวกเขาด้วย เพราะนับตั้งแต่แอชเวิร์ธเข้ามารับตำแหน่งนี้ในปี 2012 เขาสามารถพาทีมชาติอังกฤษ ยู-17 คว้าแชมป์ยุโรปได้แล้ว ขณะที่ทีมยู-19 เองก็ทะลุไปถึงรอบรองชนะเลิศ และทีมยู-23 ก็คว้าแชมป์รายการ ตูลง ทัวร์นาเมน ได้เป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 1994

เห็นได้ชัดว่าทีมเด็กของอังกฤษนั้นค่อยๆ มีพัฒนาการขึ้น โดยพวกเขาผลิตนักเตะที่ฉลาดขึ้น เข้าใจในเกมมากขึ้น แถมยังมีทักษะที่ดีขึ้นด้วย เรียกได้ว่าปลุกปั้นบรรดาดาวรุ่งเพื่อเป็นสายเลือดใหม่อย่างแท้จริง

สไตล์ดีขึ้น

กุนซือชาวอังกฤษนั้นมักจะเลือกกองหน้าสไตล์ดั้งเดิมลงทำหน้าที่ล่าตาข่ายให้กับทีม

สำหรับในเกมกับอิตาลีนั้น โบธรอยด์ได้มีการปรับเปลี่ยนทีมพอสมควร โดนเขาตัดสินใจพัก แทมมี อับราฮัม ดาวรุ่งฟอร์มแรง และส่ง เดมาไร เกรย์ และ นาธาน เร้ดมอนด์ เป็นกองหน้า ขณะที่ในแผงมิดฟิลด์นั้นใช้การยืนแบบไดมอนด์ ซึ่งแม้ว่าฟอร์มของพวกเขาจะไม่ได้สมบูรณ์แบบ ทว่ามันก็ทำให้เห็นถึงพัฒนาการของทีม แถม แจ็ค สตีเฟ่น, เกรย์ และ ลูอิส เบเกอร์ ยังทำประตูได้อีกด้วย เรียกได้ว่า พวกเขาสมควรที่จะชนะจริงๆ

แต่หากลองพิจารณาจากผลการแข่งขันเพียงอย่างเดียว ก็ต้องยอมรับว่ามันยังไม่เป็นที่น่าพอใจสักเท่าไหร่นัก ดังนั้นทางสมาคมฟุตบอลอังกฤษไม่ควรมองข้ามเรื่องเหล่านี้เพราะทีมชนะ แต่ต้องพยายามแก้ไขจุดบกพร่องต่างๆ และพัฒนาทีมให้ดียิ่งขึ้น

ก่อนหน้านี้ กุนซือชาวอังกฤษนั้นมักจะเลือกกองหน้าสไตล์ดั้งเดิมลงทำหน้าที่ล่าตาข่ายให้กับทีม ทว่าในเกมเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา โบธรอยด์เลือกที่จะใช้กองหน้าประเภทความเร็วสูง เพื่อที่ใช้โจมตีจุดอ่อนคู่แข่งเป็นระยะๆ ซึ่งนั่นก็เป็นสัญญาณบ่งบอกว่าทีมชาติอังกฤษชุดเด็กพร้อมจะฉีกกฏเดิมๆ เพื่อเล่นงานจุดด้อยของคู่แข่ง แทนที่จะยึดติดกับแนวทางการเล่นแบบเดิมๆ

สัญญาณดี

เขาปรับแผงกองกลางของทีมให้ยืนสูงขึ้นเพื่อที่จะทำให้ทีมอิตาลีขาดความสมดุล และเล่นได้ลำบากมากยิ่งขึ้น

อย่างที่กล่าวไป ทีมชาติอังกฤษชุดเด็กนี้ค่อนข้างมีความยืดหยุ่นสูง กล่าวคือ พวกเขาพร้อมจะปรับเกมของตัวเองเพื่อให้เหมาะสมกับคู่แข่งที่เจอ ซึ่งต่างจากก่อนหน้านี้่ ที่หลายๆ ครั้ง เรามักจะเห็นทีมเล่นกันรูปแบบเดิมๆ จนเรียกได้แทบจะถูกจับทางได้

ในวันพฤสหัสบดีที่ผ่านมา แม้ว่าทีมจะมีปัญหาเรื่องของการผ่านบอลที่ยังขาดความแม่นยำ รวมถึงการตามประกบตัวที่ทำได้ไม่ดีนัก แต่โบธรอยด์ก็แสดงให้เห็นถึงความพร้อมในการแก้ไขแทคติคของทีม โดยเขาปรับแผงกองกลางของทีมให้ยืนสูงขึ้นเพื่อที่จะทำให้ทีมอิตาลีขาดความสมดุล และเล่นได้ลำบากมากยิ่งขึ้น

Aidy Boothroyd

การแก้เกมของโบธรอยด์นับเป็นสัญญาณที่ดี

ในช่วงครึ่งเวลาหลัง เกรย์มีโอกาสได้ยิงไปชนคาน 1 ครั้ง แถม นาธาเนียล ชาโลบาห์ เองหก็ได้ยิงแบบมีลุ้น ส่งผลให้โมเมนตัมของเกมนั้นตกเป็นของอังกฤษ ซึ่งในช่วงต้นครึ่งหลังนั้น เห็นได้ชัดว่าทัพสิงโตจิ๋วพยายามกลับมาสู่เกมให้ได้เป็นพิเศษ อีกทั้งการเปลี่ยนตัว วิล ฮิวจ์ มิดฟิลด์จากดาร์บี้ลงมาในสนาม ยังนับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องอีกด้วย เพราะด้วยความสามารถในการผ่านบอลอย่างแม่นยำ และการสร้างสรรค์เกมของเขา มันทำให้ทีมอันตรายมากขึ้น ขณะที่ด้านอิตาลีเองก็ดูจะลนลานมากขึ้นแม้ว่าจะได้ประตูออกนำไปก่อนจากลูกเตะมุมก็ตาม

อนาคตที่สดใส?

ประตูตีเสมอของทีมชาติอังกฤษนั้นนับว่าเป็นการประสานงานกันที่ยอดเยี่ยมของนักเตะในทีม ซึ่งมันเป็นหลักฐานที่ชัดเจนมากๆ ว่า การสร้างดีเอ็นเออังกฤษนั้นไม่ได้เป็นเพียงแค่ทฤษฎีขายฝันไปวันๆ เพราะทีมชาติอังกฤษชุดนี้เริ่มแสดงให้เห็นถึงการประสานงานระหว่างผู้เล่นริมเส้นและฟูลแบ็ค พวกเขาพัฒนาอย่างรวดเร็ว และกับบอล ครองบอลได้ดี และนั่นจึงนับว่าเป็นเรื่องดีสำหรับทีม เพราะนอกจากพวกเขาจะส่งแฟนบอลกลับบ้านอย่างมีความสุขได้แล้ว มันนังแสดงให้เห็นว่าพวกเขาพัฒนามาถูกทางแล้วด้วย

Lewis Baker

เบเกอร์โชวืฟอร์มได้ดีทีเดียว

แน่นอนว่าเท่านี้คงยังไม่เพียงพอสำหรับการลบฝันร้ายจากศึกยูโรที่ผ่านมา ทว่ามันก็เป็นข่าวดีว่าทีมชาติอังกฤษเริ่มมีข่าวดีบ้างแล้ว

แน่นอนว่า แอชเวิร์ธ ยังคงมีงานหนักรออยู่อีกมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทีมชุดใหญ่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทว่าต้องยอมรับว่าเขาก็พอมีผลงานอยู่บ้างกับทีมเด็ก โดยเฉพาะทีมยู-21 ที่ดูจะมีพัฒนาการมากขึ้น ทำให้ตอนนี้ ทีมเยาวชนของอังกฤษดูมีอนาคตที่สดใสกว่าทีมชุดใหญ่เสียอีก