นอริช 4 ลิเวอร์พูล 5 : 5 สิ่งควรรู้จากเกมสุดดราม่าประจำสัปดาห์

คริส ฟลานาแกน คอลัมนิสต์ของเราประจำการอยู่ในบ็อกซ์ผู้สื่อข่าวที่สนาม “แคร์โรว โร้ด” ในวันนั้นด้วย และเขาได้ใช้ ”Stats Zone” วิเคราะห์สิ่งที่น่าสนใจที่เกิดขึ้นในเกมนี้ 

ลัลลานาตอบโต้ข่าวทาบเตย์เซย์รา

ลิเวอร์พูลยื่นข้อเสนอ 24.5 ล้านปอนด์ ทาบ อเล็กซ์ เตย์เซย์รา ไม่ใช่ข่าวดีนักสำหรับ อดัม ลัลลานา บางทีการที่เขาทำแว่นของ เจอร์เก้น คล็อปป์ คงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

นั่นอาจไม่ใช่การตอบโต้ในฝันของใครหลายคน แต่ความจริงมันคือสิ่งที่นายใหญ่ชาวเยอรมันต้องการ แว่นของเขาหักหลังจากฉลองประตูชัยในนาที่ที่ 95 ของลัลลานา ในเกมที่ว่ากันว่าบ้าคลั่งที่สุดนับตั้งแต่พรีเมียร์ลีกเคยมีมา

อดีตกองกลางเซาแธมป์ตันคือหนึ่งในผู้เล่นที่ได้รับผลกระทบโดยตรง หากหงส์แดงกระชากเตย์เซย์ราร่วมทีมสำเร็จในตลาดเดือนมกราคมนี้ โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน กับ ฟิลิปเป้ คูตินโญ ได้รับการการันตีตำแหน่งตัวจริงเมื่อฟิตสมบูรณ์ และหาก แดเนียล สเตอร์ริดจ์ เรียกความฟิตกลับมาอีกคน โอกาสลงสนามของลัลลานาก็จะยิ่งน้อยลงไปอีก

มิดฟิลด์ทีมชาติอังกฤษได้ลงเล่นเป็นตัวจริงในเกมสำคัญมาตลอดในระยะหลัง แต่เขากลับมีปัญหาบาดเจ็บรบกวนเล็กน้อยจนมีชื่อเป็นเพียงตัวสำรองในเกมกับเจ้านกขมิ้น เขาถูกส่งลงเล่นแทนไอบ์ในครึ่งหลังตอนที่ทีมตามหลังเจ้าบ้านอยู่ 3-2 จากนั้นเพียง 4 นาที ลัลลานาแผลงฤทธิ์ทันทีหลังผ่านบอลสุดสวยให้เฟอร์มิโนยิงประตูตีเสมอ ก่อนที่เขาจะสวมบทฮีโร่ยิงประตูชัยช่วยทีมในช่วงทดเวลาบาดเจ็บและเป็นสกอร์แรกในลีกของเขาในฤดูกาลนี้ด้วย

อดีตกัปตันทีมนักบุญแดนใต้แสดงศักยภาพด้วยการทำเกมรุกตรงริมเส้นอย่างวูบวาบ ซึ่งเป็นจุดที่ไอบ์ทำไม่ได้เลยตลอด 1 ชั่วโมงแรก อย่างไรก็ดี คล็อปป์กลับเผยว่าลัลลานาไม่ใช่ผู้เล่นคนแรกที่ทำแว่นของเขาแตก

“มันเคยเกิดขึ้นกับผมมาก่อน เราเอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค และ นูริ ซาฮิน ทำแว่นผมแตก แต่วันนี้อดัมเป็นคนทำ” อดีตเทรนเนอร์ทีมเสือเหลืองกล่าวถึงแว่นอันแรกที่ปัจจุบันถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์ของสโมสรเก่า

จากนั้นสื่อยิงคำถามว่ารู้สึกอย่างไรกับฉากอันเหลือเชื่อตอนจบเกมบ้าง เขาตอบว่า “ผมไม่รู้ ผมมองไม่เห็นอะไรเลย ปกติแล้วผมจะพกแว่นสำรองอีกอันมาด้วย แต่ผมหามันไม่เจอ มันยากมากสำหรับการหาแว่นโดยที่ไม่ได้ใส่แว่น” 

ลิเวอร์พูลยกระดับการจบสกอร์

หงส์แดงเปลี่ยนโอกาสยิงประตูเป็นสกอร์เพียง 10.3% ในฤดูกาลนี้ ก่อนยกพลมาเยือนถิ่นของนอริชฯ จริงอยู่ แอสตัน วิลลา คือทีมที่มีสถิติเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูแย่ที่สุด(10.2%) มันไม่ใช่เรื่องแปลกเพราะพวกเขาคือทีมอันดับสุดท้ายของตาราง แต่สิงห์ผงาดกลับมีสถิติใกล้เคียงกับลูกทีมของคล็อปป์ นี่สิคือสิ่งที่น่าแปลกใจ

อย่างไรก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับลิเวอร์พูลในเกมที่”แคร์โรว์ โร้ด”แตกต่างไปอย่างสิ้นเชิง จริงที่เกมนี้มีหลายประตูเกิดขึ้นจากความผิดพลาดจากกองหลัง แต่มีประตูหลายลูกเกิดขึ้นจากการจบสกอร์ที่เฉียบคมเช่นกัน

ทั้งสองทีมมีโอกาสยิงประตูรวมกัน 19 ครั้ง แบ่งเป็นเข้ากรอบ 12 แต่กลับเปลี่ยนเป็นสกอร์ถึง 9 ลูก นับเป็นสถิติที่น่าประทับใจ โดยฝั่งทีมเยือนมีโอกาสยิง 13 ครั้ง ตรงกรอบ 7 ครั้ง เปลี่ยนประตูถึง 5 ลูก เฉลี่ยเปลี่ยนโอกาสเป็นประตูสูงถึง 38.5% พัฒนาจากก่อนหน้านี้ขึ้นมามาก

หงส์แดงเร่งจังหวะเกมของตัวเอง

นอริชฯ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นฝ่ายต้องการแต้มมากกว่า หลังคอยไล่เพรสซิงสูงจนลิเวอร์พูลเล่นผิดพลาดเองหลายต่อหลายครั้ง

อย่างไรก็ดี ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือนับตั้งแต่หงส์แดงโดนนำห่าง 3-1 พวกเขาเร่งเกมของตัวเองมากขึ้นและเป็นฝ่ายวิ่งไล่บีบกดดันคืนบ้าง จน รัสเซลล์ มาร์ติน แนวรับเจ้าบ้านส่งบอลคืนหลังพลาดก่อนถูก เจมส์ มิลเนอร์ ลากเข้าไปยิงประตูพลิกขึ้นนำ 3-4

“เราเริ่มกลับมาเล่นฟุตบอลกันอีกครั้ง ด้วยความสัตย์จริงมันน่าประทับใจมาก เราเล่นกันได้ดีจริงๆ” คล็อปป์กล่าวหลังจบเกม

ตอนที่นกขมิ้นมีสกอร์นำ 3-1 พวกเขาส่งบอลในพื้นที่สุดท้ายของคู่แข่งถึง 58 ครั้ง ส่วนลิเวอร์พูลส่งได้แค่ 44 ครั้ง แต่หลังจากนั้นหงส์แดงกลับเป็นฝ่ายส่งได้ถึง 47 ครั้ง ขณะที่นอริชฯส่งได้เพียง 25 ครั้ง

ขณะเดียวกัน ยอดทีมจากเมอร์ซีไซด์ยังแย่งบอลในช่วง 36 นาทีสุดท้ายได้ถึง 29 ครั้ง ทั้งที่ในช่วง 54 นาแรกแย่งบอลจากคู่แข่งได้เพียง 30 ครั้ง และยังเอาชนะในการเล่นลูกกลางอากาศได้ถึง 8 จาก 13 ครั้งในครึ่งหลัง ทั้งที่ครึ่งแรกเอาชนะได้เพียง 1 จาก 8 ครั้ง

ลูกเตะมุมปัญหาซ้ำซากหงส์แดง

เมื่อสองฤดูกาลก่อนลิเวอร์พูลบุกมาคว้าชัยเหนือนอริชฯที่นี่ พร้อมยึดตำแหน่งจ่าฝูงของตารางด้วยการทิ้งอันดับสองถึง 5 คะแนน ในขณะที่เหลือโปรแกรมอีกเพียง 3 นัด แต่สุดท้ายกลับพลาดตำแหน่งแชมป์ไปอย่างน่าเสียดาย

หงส์แดงมีปัญหากับการเล่นเกมรับมานับตั้งแต่ตอนนั้น เพราะโดนคู่แข่งยิงถึง 50 ประตู รั้งอันดับ 8 ทีมที่มีเกมรับดีที่สุดในลีก จากนั้นปีต่อมาพวกเขาก็ยังรั้งอันดับ 8 เช่นเดิม หลังเสีย 48 ประตู โดยปัจจุบันทีมของคล็อปป์เสียไป 32 ประตู จาก 23 เกม รั้งอยู่ในอันดับ 13 ของลีก

ก่อนเกมเยือนถิ่น "แคร์โรว์ โร้ด" นั้นเร้ดแมทชีนเสียประตูจากลูกเตะมุมมากที่สุดในลีกถึง 7 ลูก และยังพลาดท่าโดนเจ้าบ้านเล่นงานจุดอ่อนนี้ซ้ำในเกมนี้อีก

ทีมเยือนใช้แผนคุมโซนผสมกับตามประกบแบบตัวต่อตัวในการตั้งรับลูกเตะมุม โคโล ตูเร่ มีหน้าที่ตามประกบ ดิอูเมอร์ซี เอ็มโบกานี เช่นเดียวกับ เอ็มเร่ ชาน, นาธาเนียล ไคลน์ และ คนอื่นๆที่ตามประกบคู่แข่งเป็นคู่ๆ ส่วน มามาดู ซาโก้ ยืนเป็นอิสระคอยดูแลพื้นที่บริเวณกรอบ 6 หลา และคอยเคลียร์บอลทุกรูปแบบที่พุ่งเข้ามา

แต่โชคไม่ดีที่แผนดังกล่าวต้องล้มเหลวไม่เป็นท่า เมื่อชานดันเผลอปล่อยให้ รัสเซลล์ มาร์ติน ขึ้นโหม่งชงในจังหวะชุลมุน ส่วนตูเร่ก็ถูกเอ็มโบกานีสลัดหลุด ขณะที่ซาโก้เองก็ยืนอยู่ด้านหลัง ทำให้กองหน้าเจ้าบ้านฉวยโอกาสยิงตอกส้นเข้าประตูแบบสุดฉลาด

ถัดมาไม่กี่นาทีชานพลาดอีกครั้งจนทีมเสียประตูที่สอง หลังปล่อย สตีเวน เนย์สมิธ หลุดเข้าไปยิงแบบง่ายดายในเขตโทษ จากนั้นลิเวอร์พูลแก้เกมด้วยการส่ง สตีเวน คอลเกอร์ เติมแนวรับในนาทีที่ 90 ขณะที่ทีมนำอยู่ 4-3 แต่สุดท้ายตูเร่กับซาโก้กลับพลาดปล่อยให้ คาเมรอน เจโรม พักบอลจากลูกเปิดฟรีคิกให้ เซบาสเตียน บาสซง วิ่งเข้ามาอัดด้วยซ้ายเข้าไปในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ

แม้ว่าคล็อปป์จะมองว่าลูกทีมของเขาทำได้ดีขึ้นกับการป้องกันลูกเซ็ตพีช แต่ผู้เล่นหงส์แดงควรเคลียร์บอลได้เร็วกว่านี้ในจังหวะประตูของเอ็มโบกานี

“มันน่าเหลือเชื่อ เราเสียประตูจากลูกเซ็ตพีชสองลูกในวันนี้ แต่เราป้องกันมันได้ดีขึ้น” นายใหญ่ชาวเยอรมันกล่าวหลังจบเกม “พวกเขาได้ประตูจากบอลจังหวะสอง แผนของเราดีขึ้น, การจัดระเบียบในแนวรับดีขึ้น  และ เราป้องกันบอลจังหวะแรกได้ แต่จากสถิติที่ไม่ดีของเราทำให้นักเตะทุกคนยืนกระจุกอยู่ในกรอบเขตโทษ สำหรับประตูแรกมันป้องกันไม่ได้ คุณต้องอยู่ข้างหน้าถ้าคุณยืนอยู่ตรงนั้น”

“เราเล่นผิดพลาดแตกต่างไปในเวลานี้ นั่นล่ะคือชีวิต เมื่อคุณแก้ปัญหาหนึ่งได้ ปัญหาอีกอย่างก็จะตามมา ถ้าคุณชนะ 5-4 มันคงเป็นเรื่องที่สนุก แต่มันไม่ใช่เรื่องที่สนุก คุณต้องแก้ปัญหามัน แน่นอนผมไม่มีความสุขกับเรื่องนี้”

เฟอร์มิโนโดดเด่นในตำแหน่งหน้าเป้า

โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน ใช้เวลานานพอสมควรกับการปรับตัวเข้ากับฟุตบอลพรีเมียร์ลีกนับตั้งแต้ย้ายมาเล่นในถิ่นแอนฟิลด์ แต่เขาเริ่มพิสูจน์คุณค่าของตัวเองตลอด 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังถูก เจอร์เก้น คล็อปป์ จับไปยืนเป็นกองหน้าตัวเป้า

แฟนบอลลิเวอร์พูลรอคอยการกลับมาของ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ มานานแสนนาน แต่ตอนนี้เทรนเนอร์ชาวเยอรมันคงปวดหัวหนักแน่หากดาวยิงทีมชาติอังกฤษฟิตกลับมา มันไม่มีเหตุที่ทั้งคู่ลงเล่นร่วมกันไม่ได้ แต่บางทีคล็อปป์อาจใช้งานเฟอร์มิโนในตำแหน่งหน้าเป้าต่อไป มากกว่าถอยนักเตะลงมายืนอยู่ด้านหลังสเตอร์ริดจ์

แนวรุกทีมชาติบราซิลมีโอกาสยิงในเกมนี้  4 ครั้ง ตรงกรอบ 3 ครั้ง เปลี่ยนเป็น 2 ประตู ทั้งสองลูกล้วนเป็นการจบสกอร์ที่เยือกเย็น มันแสดงให้เห็นว่าเขาปรับตัวเข้ากับลีกอังกฤษได้แล้ว ยิ่งกว่านั้นเขายังสะกิดบอลต่อให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ยิงอีกลูก เฟอร์มิโนยกระดับการเล่นจนกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมอย่างรวดเร็ว

สถิติน่ารู้

  • โรแบร์โต้ เฟอร์มิโน ยิง 4 ประตู จาก 3 เกมล่าสุด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ทำได้เพียง 1 ประตู จาก 24 เกมในทุกรายการ
  • ลูกยิงตรงกรอบ 6 ครั้งแรกของทั้งสองทีมในเกมนี้จบลงด้วยการเป็นประตูทั้งหมด
  • เฟอร์มิโนเป็นผู้เล่นคนแรกของลิเวอร์พูลในฤดูกาลนี้ที่มีส่วนกับ 3 ประตูในเกมเดียว(ยิง 2, จ่าย 1) และเป็นคนแรกนับตั้งแต่ ราฮีม สเตอร์ลิง ที่ทำไว้ในเกมกับนอริชฯเมื่อเดือนเมษายน ปี 2014
  • ลิเวอร์พูลเสียประตูจากลูกเตะมุม 8 ลูกในฤดูกาลนี้
  • สตีเวน เนย์สมิธ ยิงประตูแรกกับการลงรับใช้ เอฟเวอร์ตัน และ นอริชฯ ในเกมพบลิเวอร์พูล
  • ลิเวอร์พูลเสียประตูจากลูกยิงตรงกรอบครั้งแรกของคู่แข่งตลอด 4 นัดในเกมลีกปี 2016
  • เวส ฮูลาฮาน ยิงประตูจากจุดโทษแรกของนอริชฯในเกมลีกฤดูกาลนี้ และเป็นจุดโทษแรกของทีมในลีกนับตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ปี 2013
  • นอริชฯเสียประตูในช่วง 30 นาทีสุดท้ายมากที่สุดในลีกฤดูกาลนี้ 21 ลูก มากกว่าอันดับสองถึง 6 ลูก
  • พรีเมียร์ลีกเคยมีผลการแข่งขันจบด้วยสกอร์ 5-4 เพียง 4 ครั้งในประวัติศาสตร์ และนอริชฯเป็นฝ่ายแพ้ถึง 2 นัด หลังเคยพ่ายเซาแธมป์ตันในสกอร์เดียวกันเมื่อปี 1994
  • นี่เป็นเพียงหนที่ 3 ในประวัติศาสตร์พรีเมียร์ลีกที่ลิเวอร์พูลพลิกสถานการณ์จากตามหลัง 2 ลูก กลับมาเอาชนะในฐานะทีมเยือน ก่อนหน้านี้เคยทำได้ในเกมกับแมนฯซิตี้ เมื่อปี 2008 และ ฟูแล่ม เมื่อปี 2004

ดาวน์โหลด STATS ZONE ฟรีบน iOS • และ Android