อนุรักษ์ ศรีเกิด : ผมคิดเสมอว่าเด็กๆ เหล่านี้เหมือนลูกของผม

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาว่าเชื่อว่าคอบอลไทยหลายล้านคนน่าจะได้ติดตามผลงานของ “ช้างศึกจูเนียร์” ที่แม้จะพ้ายแพ้ให้กับ ทีมชาติเกาหลีใต้ ด้วยประตูสุดกังขาในช่วงท้ายเกม แต่ผลงานโดยรวมยังดีพอสำหรับการคว้าสิทธิผ่านเข้าไปเล่นในศึกชิงแชมป์ เอเชีย U-19 ในช่วงปีหน้า

...และวันนี้ FFT TH มีโอกาสได้พูดคุยกับ “โค้ชจุ่น” อนุรักษ์ ศรีเกิด ชายผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จครั้งนี้แบบสุดเอ็กซ์คลูซีฟว่าด้วยความรู้สึกที่เขามีต่อลูกทีม นักเตะคีย์แมนที่สำคัญที่สุด รวมถึงอนาคตและแผนงานก้าวต่อไปสำหรับเส้นทางมุ่งหน้าสู่บาห์เรน

FFT TH : สวัสดีครับโค้ชจุ่น วันนี้เราขออนุญาตรบกวนสักเล็กน้อย...

โค้ชจุ่น : ครับ...ไม่มีปัญหา (ยิ้ม)

FFT TH : ก่อนอื่นช่วยเล่าจุดเริ่มต้นในการเป็นโค้ชให้เราฟังหน่อย

โค้ชจุ่น : เอาจริงๆ ตอนแรกพี่ก็ไม่คิดว่าจะได้มาเป็นโค้ชนะ เพราะตอนที่เลิกเล่นฟุตบอลอาชีพก็คิดว่าจะไม่ยุ่งแล้ว แต่พอดีได้โอกาสจากทางผู้ใหญ่คือ “โค้ชก๊อก” พงษ์พันธ์ วงษ์สุวรรณ ที่ติดต่อเข้ามาก็ทำให้เราได้ทบทวนและเป็นที่มาของการตกปากรับคำไปเป็นผู้ช่วยที่ บุรีรัมย์ พีอีเอ ...นั่นก็คือจุดเริ่มต้น จากนั้นพี่ก็ไปคุมอีกหลายที่ทั้งกับทีมดิวิชัน 2, ลีกวัน และก็มามีชื่อมากสุดคงตอนเป็นโค้ชที่บีจี (บางกอกกล๊าส เอฟซี) เพราะตอนนั้นก็พาทีมได้แชมป์เอฟเอ คัพ ด้วย

FFT TH : วิธีการทำงานของพี่จุ่น เน้นเรื่องอะไรเป็นพิเศษ?

โค้ชจุ่น : สิ่งเดียวที่พี่ขอจากนักเตะทุกคนคือความเป็นมืออาชีพและการตรงต่อเวลา นัดเวลาไหนต้องเวลานั้น ทุกครั้งที่พี่ทำงานจะเน้นย้ำเรื่องนี้เสมอ เพราะเวลาออกแบบการฝึกซ้อม เราจะวางตารางในการทำงานว่าในหนึ่งชั่วโมงครึ่งหรือสองชั่วโมงจะทำอะไรบ้าง เช่น วอร์ม 15 นาที ซ้อมตำแหน่ง 30 นาที ยิงประตู 15 นาที คูลดาวน์อีกกี่นาทีก็ว่าไป ...ทุกอย่างนี้มันมีตารางชัดเจนและเราจะต้องเดิมตามนี้ให้ได้ อย่างเวลาพี่ทำงานกับเด็กๆ ชุด U-19 เราก็ใช้รูปแบบเดียวกันเพราะมันทำให้เด็กแบ่งเวลาเป็นและมีความรับผิดชอบมากขึ้น

FFT TH : ทำไมถึงเน้นเรื่องนี้ล่ะครับ?

โค้ชจุ่น : จริงๆ แล้วสมัยเป็นนักเตะเราก็ค่อนข้างมีประสบการณ์กับเรื่องนี้พอสมควร อันนี้พี่ได้มาจากตอนไปเล่นที่สิงคโปร์กับ วู๊ดแลนด์ เวลลิงตัน ...ที่นู่นเขาเน้นเรื่องนี้ไม่ว่าจะเป็น การเดินทาง การกิน หรือ เรื่องๆ อื่น เราต้องเผื่อเวลามาซ้อมไม่ให้สายแม้แต่นาทีเดียว ถ้าเราทำไม่ได้มันก็เหมือนไม่เป็นมืออาชีพ ดูแลตัวเองไม่เป็นแล้วก็ทำให้ทีมเดือดร้อน อย่างมีครั้งหนึ่งจักรยานพี่ยางแบนเลยทำให้เราไปสาย 5 นาที พอไปถึงสนามโค้ชก็ไล่เรากลับเลย ‘วันนี้คุณกลับบ้านได้ ไม่ต้องมาซ้อม’ ตอนแรกก็งงว่าทำไมแค่ 5 นาทีถึงต้องทำขนาดนี้ แต่พอเรามาเป็นโค้ชเองก็รู้ว่าการที่คนๆ หนึ่งหายไปรูปแบบการฝึกจากเดิมที่ตั้งไว้เรียบร้อยแล้วมันก็ต้องปรับเปลี่ยน เดือดร้อนกันทั้งระบบ

FFT TH : แสดงว่าพี่จุ่นได้เรื่องความเข้มงวดมาพอสมควรเลย...

โค้ชจุ่น : คือพี่ต้องบอกก่อนว่าเราไม่ได้ดุ เราแค่ต้องการความเป็นมืออาชีพและความตั้งใจ แต่พออยู่นอกเวลางานก็คุยกันได้ทุกเรื่อง อยู่กันแบบพี่แบบน้องมากกว่า รวมทั้งกับชุด U-19 นี้ด้วย เวลาซ้อมพี่จะขอแค่สองเรื่องนี้แต่นอกจากนั้นเราก็เฮฮาได้ปกติ

FFT TH : แล้วกับการรับหน้าที่เฮดโค้ช “ช้างศึกจูเนียร์” มีที่มาที่ไปอย่างไร?

โค้ชจุ่น : ก็เริ่มต้นจากการที่ พี่ตั้น (ณัฏฐพล ทีปสุวรรณ ผู้จัดการทีมชาติไทยรุ่นอายุไม่เกิน 19 ปี) เข้ามาติดต่อก่อน พี่เห็นว่ามันน่าสนใจดีก็เลยขออนุญาตต้นสังกัดเดิมคือ บางกอกกล๊าส เอฟซี เพื่อมารับงานตรงนี้ซึ่งเขาก็เข้าใจและให้โอกาสเราด้วย แต่ทีแรกก็กดดันนะ เพราะทุกชุดประสบความสำเร็จในฐานะแชมป์อาเซียนมาหมดแล้ว ทั้งรุ่นซีเกมส์, ชุดใหญ่, ชุด U-16 หรือฟุตบอลหญิง มันก็เลยมีความคาดหวังมากพอตัว

อีกหนึ่งช่วงเวลาที่น่าจดจดของโค้ชจุ่นเมื่อพา "ช้างศึกจูเนียร์" เถลิงจ้าวอาเซียนในรายการ AFF U-19 Championship

FFT TH : ความสำเร็จในอาเซียน...มันปลดปล่อยแค่ไหนเมื่อเทียบกับนาทีแรกที่เข้ามาจับงาน

โค้ชจุ่น : สต๊าฟฟ์ทีมงานทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าการทำงานกับชุด U-19 มันยาก เรามีเวลาเตรียมทีมน้อย แถมต่างคนก็ต่างที่มาและเกือบทั้งหมดเป็นวัยรุ่นด้วยกันทั้งนั้น อีกอย่างทีแรกคือเราก็ไม่รู้จักนักเตะด้วย ฉะนั้นถามว่ากดดันไหม มันกดดันสุดๆ แต่พอเราประสบควาสำเร็จ มันก็พิสูจน์ให้เห็นว่าเรานำความสุขกลับมาสู่ลูกทีมสู่แฟนบอลได้ และที่สำคัญเราได้ทำให้เด็กกลุ่มหนึ่งมีรอยยิ้มรวมถึงความภาคภูมิในใจในชีวิตของเขาเอง

FFT TH : จริงๆ โค้ชจุ่นก็ผ่านงานมาเยอะพอสมควร ระดับสโมสรก็เคยพาบางกอกกล๊าสคว้าแชมป์บอลถ้วยมาแล้ว ...กับการทำฟุตบอลเยาวชนมันต่างกันยังไงแล้วชอบอันไหนมากกว่ากัน

โค้ชจุ่น : ผมไม่เคยคิดว่าชีวิตนี้จะมาทำบอลเด็ก เพราะตลอดชีวิตการเป็นโค้ชเราจับแต่ฟุตบอลอาชีพ การทำบอลเยาวชนไม่เคยอยู่ในสายตาเพราะมันมีข้อจำกัดหลายเรื่อง แต่ต้องบอกเลยว่าหลังจากได้ร่วมงานกับเด็กๆ ชุดนี้ มุมมองก็เปลี่ยนไปเยอะ ตอนนี้เราลบภาพตอนแรกที่ไม่อยากทำออกไปแล้วและกลายเป็นว่าเรามีความสุขกับการสร้างเด็ก ...อีก 4 ปีข้างหน้าเด็กชุดนี้ก็จะเป็นอนาคตนักเตะซีเกมส์ เราจะได้เห็นเขาเติบโตในนามทีมชาติและสโมสร ซึ่งมันก็สะท้อนกลับมาว่าครั้งหนึ่งเราเคยเป็นตัวละครที่สำคัญในชีวิตของเขา เรามีส่วนปั้นเขามาและทั้งหมดก็จะผ่านมือเรามาก่อน

FFT TH : เหมือนจะเห็นรอยยิ้มพี่จุ่นมากกว่าช่วงทำฟุตบอลอาชีพด้วย ...มันมีความสุขหรือเปล่า

โค้ชจุ่น : มีความสุขมากนะ เพราะเราได้เห็นเขามีรายได้ที่สูงขึ้น มีคนรู้จักมากขึ้น และสร้างชื่อเสียงกับความภาคภูมิใจให้ครอบครัว แต่ในมุมกลับกันมันก็มีความรับผิดชอบในเรื่องชีวิตส่วนตัวเข้ามา เพราะเราก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขามีชื่อเสียงมันก็เลยอดเป็นห่วงไม่ได้ว่าเด็กพวกนี้มันจะหยุดพัฒนาไหม จะเสียคนไหม ...พี่ก็พยายามจะพูด แม้จะไม่มีเวลาดูแลตลอด แต่เมื่อไหร่ที่เขาอยู่กับเรา เราก็ให้ข้อคิดว่าเขาต้องดูแลตัวเอง เพื่อหารายได้ที่สูงขึ้น เพื่อพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้น เพื่อหาพื้นที่ในการเล่นกับทีมชาติชุดใหญ่ให้ได้ เราก็พยายามปลูกฝังเรื่องพวกนี้ให้เขาอยู่ตลอด

FFT TH : มันกลายเป็นความผูกพันไปแล้วใช่ไหมครับกับเด็กๆ เหล่านี้

โค้ชจุ่น : ใช่ครับ ถ้าเป็นการทำงานในระดับอาชีพเราสามารถผูกพันได้ระดับหนึ่ง ถึงเวลาหมดสัญญาหรือฟอร์มไม่ดีก็ต้องร่ำลากัน เป็นเรื่องปกติในวิถีอาชีพ แต่กับนักเตะชุดนี้มันไม่ใช่อย่างนั้น พวกเขาเป็นกลุ่มผู้เล่นที่จะโตไปข้างหน้าและกำลังเรียนรู้เพื่อพัฒนาตัวเองไปสู่อนาคตที่ดีขึ้น เราเป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน พี่พยายามจะเรียกเด็กๆ ทุกคนว่า “ลูก” เพราะทีมชุดนี้เรารักและดูแลเหมือนลูกจริงๆ ทุกครั้งที่ลงฝึกซ้อมและใช้เวลาด้วยกันพี่ก็พยายามเปิดใจให้พวกเขาอย่างเต็มที่ หัวเราะไปด้วยกัน ร้องไห้ไปด้วยกัน นี่คือความสัมพันธ์ภายในทีมที่เราร่วมแรงกันสร้างขึ้น และพี่เชื่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้าเด็กๆ ทุกคนก็จะยังมองเราเป็นพ่อคนหนึ่งที่เคยดูแลเขาในสมัยเด็กๆ

บรรยากาศสบายๆ ระหว่างการฝึกซ้อมของทัพ "ช้างศึกจูเนียร์"

FFT TH : เท่าที่ผ่านมาพี่จุ่นมองว่าใครเป็นนักเตะคีย์แมนของทีม

โค้ชจุ่น : ก็จริงๆ แล้วจากรายการชิงแชมป์อาเซียนเราก็พอจะมีภาพให้เห็นนะว่า นนท์ (อานนท์ อมรเลิศศักดิ์), ยิม (วรชิต กนิตศรีบําเพ็ญ) หรือ โก้ (สรรเสริญ ล้ิมวัฒนะ) คือแกนหลักของทีม ทั้งเรื่องขอฝีเท้าและความเข้าใจในเกม ...สามคนนี้ถือเป็นหัวใจสำคัญของทีมชุดนี้เลยก็ว่าได้

FFT TH : เป็นดรีมทีมของไทยยุคใหม่ได้เลยไหม?

โค้ชจุ่น : เรื่องฝีเท้าพี่มองว่ามันพัฒนากันได้ แต่ก็ต้องมองย้อนกลับไปอีกว่าเด็กชุดนี้จะมีวินัยที่เป็นมาตรฐานตลอดไปไหม เพราะว่าพวกเขายังเป็นวัยรุ่น ที่ผ่านมาเรามีนักเตะดังดีๆ หลายคนแต่ทำไมเขาไปไม่ถึงจุดนี้ คำตอบก็คือเรื่องวินัยและการดูแลตัวเองว่าจะรักษาสภาพร่างกายยังไง เมื่อดังแล้ว มีชื่อเสียงแล้ว จัดการตัวเองยังไง ตรงนี้สำคัญ แต่สิ่งหนึ่งที่เราจะปลูกฝังน้องๆ ตลอดเวลาก็คือเรื่องความเป็นมืออาชีพ ไม่เล่นการพนัน ไม่สูบบุหรี่ ไม่กินเหล้า ถ้าคุณจัดการตรงนี้ได้มันก็จะมีความน่าเชื่อถือในชีวิตนักฟุตบอล

FFT TH : หลายๆ คงมองว่าทั้งสามคนที่บอกมาเป็นสตาร์ของทีม แต่จริงๆ กองหลังอย่าง ศฤงคาร พรมสุภะ ก็โชว์ฟอร์มได้ดี ...เป็นยังไงบ้างครับเด็กคนนี้?

โค้ชจุ่น : ตอนแรกเราไม่เคยมาก่อนเลยนะว่าเขาเล่นที่ไหน กับใคร แต่ก็มาศึกษาทีหลังถึงรู้ว่าเล่นอยู่กับ ระยอง เอฟซี ในดิวิชัน 2 แล้วพอดีกับที่เจ้าตัวยังไม่มีชื่อในเลกสองด้วย เราก็เลยขออนุญาตทางสโมสรเอามาอยู่กับเรา ตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็นฟอร์มในช่วงคัดตัว ทีมงานทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเด็กคนนี้มีของ...เราเห็นการพัฒนาตลอดเวลาระยะ 1 เดือนกว่าๆ ที่เขาอยู่กับทีม สภาพร่างกาย สมรรถนะต่างๆ จากนักเตะที่เตะบอลทิ้งอย่างเดียว ตั้งเกมไม่เป็น พอเรามาปรับเปลี่ยนเขาเรียนรู้ เขาพัฒนาตัวเองได้ดีขึ้นและกลายเป็นกำลังหลักสำคัญของทีมชุดนี้ไปแล้ว

FFT TH : จุดเด่นของเขาคืออะไร?

โค้ชจุ่น : สิ่งแรกเลยคือเขามีความมุ่งมั่นในเกม ตื่นตัวตลอดเวลา เป็นกองหลังที่มีความเร็วและความแข็งแกร่ง 3 ข้อนี้คือสิ่งที่ติดตัวเขามาตั้งแต่ก่อนจะผ่านมือเรา แต่ก็ยังต้องพฒนาอีกหลายจุดที่สำคัญคือการเซ็ทเกมรุก เราพยายามจะให้เขาโตขึ้นด้วยการใส่รายชะเอียดเหล่านี้ เขาก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าสามารถรับมือเกมรุกที่รวดเร็วและเต็มไปด้วยเทคนิที่ดีของเกาหลีใต้ได้ ทั้งการดักจังหวะลูกบนพื้น หรือการเล่นลูกกลางอากาศ ผู้เล่นที่คล่อง การเอาชนะในการดวลตัวต่อตัว

FFT TH : พุดถึงแผงมิดฟิลด์...มีหลายคนเหลือเกินที่ฝีเท้ากินกันไม่ลง

โค้ชจุ่น : ใช่ครับ เด็กชุดนี้ได้รับการฝึกที่ดีมาจากทั้งอคาเดมีของสโมสรหรือในระดับโรงเรียน เด็กพวกนี้มีความสามารถส่วนตัวดีอยู่แล้ว สิ่งที่เราต้องทำก็แค่หาแทคติคที่เหมาะสมมาใส่เข้าไป ไม่ว่าจะเป็นเจ้าโก้เองที่พอเราจับมาเล่นเป็นกลางรับตัวโฮลด์ก็ทำได้ดีมาก เขาเป็นกองกลางที่ดีเชื่อมเกม อ่านจังหวะบอลแถวสองได้ และยังควบคุมจังหวะของทีมด้วยว่าจะเล่นช้าหรือเร็ว นอกจากนี้ทีเด็ดอีกอย่างก็เป็นเรื่องลูกยิงไกลด้วยที่มีประโยชน์มากเพราะพอถึงสถานการณ์ที่มันตันๆ เขาก็ช่วยทีมได้อีก ...ทั้งหมดนี้คือความสามารถส่วนตัวของเขา และพอเราจับมาเล่นในตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวรับคนเดียวตามแผน เขาก็ทำได้ดี แต่ก็ยังต้องพัฒนาเรื่องการเคลื่อนที่ที่ต้องทำให้มากขึ้น

"โก้" สรรเสริญ ลิ้มวัฒนะ และ "ยิม" วรชิต กนิตศรีบำเพ็ญ คือสองหัวใจสำคัญในแผงมิดฟิลด์ของทัพช้างศึกจูเนียร์

FFT TH : ยิมล่ะครับเป็นยังไงบ้าง?...

...พบกับคำตอบของ "โค้ชจุ่น" เกี่ยวกับ "เจ้ายิม" ได้ในหน้าถัดไป...