โจทย์หิน: ปัญหาที่คอนเต้ต้องแก้หากไม่อยากล้มเหลวที่เชลซี

ความสำเร็จเหนือความคาดหมายของ อันโตนิโอ คอนเต้ ในยูโร 2016 ทำให้แฟนๆเชลซีฝันว่าตัวเองจะกลับมาเป็นเต้ยในพรีเมียร์ลีกอีกครั้ง แต่ แกร์รี่ เฮย์ส คอลัมนิสต์ของเรามองว่าเจ้าตัวยังมีงานต้องทำอีกมากก่อนที่ซีซั่นจะเริ่ม

ความท้าทายได้เริ่มขึ้นแล้ว เมื่อ อันโตนิโอ คอนเต้ เริ่มงานที่เชลซีในสัปดาห์นี้และเจ้าตัวก็มีสิ่งที่ต้องทำหลายอย่าง

พลพรรคสิงห์บลูส์เป๋หนักในฤดูกาล 2015/16 ทั้งที่เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกเมื่อฤดูกาลก่อนหน้า โดยทำได้แค่จบอันดับ 10 ซึ่งถือเป็นผลงานที่แย่ที่สุดในบรรดาแชมป์เก่าลีกสูงสุดเมืองผู้ดีด้วยกันในรอบ 23 ปีเลยทีเดียว ซึ่งนอกจากจะไม่มีถ้วยรางวัลแล้ว พวกเขายังอดไปเล่นฟุตบอลถ้วยยุโรปเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ช่วงกลางทศวรรษที่ 90 อีกด้วย

อย่างไรก็ตาม นั่นถือว่าเป็นส่วนน้อยเท่านั้นจากปัญหาที่คอนเต้จะต้องเจอทั้งหมด

ประกอบชิ้นส่วนที่แตกสลาย

จากการที่มีนักเตะใหม่เข้ามาแค่รายเดียวในช่วงซัมเมอร์ นั่นก็คือ มิชี่ บัตชูอายี่ หัวหอกมาร์กเซยที่ย้ายมาร่วมทีมเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ทำให้คอนเต้รับมรดกทีมที่มีความไม่สมดุลและขาดขุมกำลังในแนวลึกเข้ามา เมื่อกุนซือชาวอิตาเลียนจะต้องออกสตาร์ทช่วงปรีซีซั่นด้วยการที่มีเซ็นเตอร์ฮาล์ฟมากประสบการณ์เพียงแค่คนเดียวก็คือ จอห์น เทอร์รี่ ส่วน แกรี่ เคฮิลล์ ยังอยู่ในช่วงพักร้อนหลังจากเสร็จศึกยูโร 2016 ขณะที่ เคิร์ท ซูม่า ยังคงต้องพักฟื้นจากอาการบาดเจ็บหัวเข่าขั้นรุนแรง

ขณะเดียวกันก็มีคำถามตัวโตๆเกี่ยวกับตำแหน่งมิดฟิลด์ตัวกลาง เมื่อ กุส ฮิดดิ้งก์ มีอันต้องใช้บริการกองกลางดาดๆ อย่าง จอห์น โอบี มิเกล อยู่บ่อยครั้ง ซึ่งนั่นแสดงให้เห็นว่า เนมานย่า มาติช นั้นฟอร์มตกแค่ไหน สำหรับสโมสรที่ขี้หมูขี้หมาต้องจบอันดับท็อป 4 และต้องมีลุ้นแชมป์ทุกปี สถานการณ์ดังกล่าวถือว่าไม่พึงประสงค์อย่างแรง 

Nemanja Matic lays on the pitch

มาติชตกเป็นข่าวว่าจะย้ายไปแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สำหรับผู้จัดการทีมที่เพิ่งเริ่มต้นจับงานสโมสรอีกครั้ง การขาดเสถียรภาพคือสิ่งที่น่ากังวลอย่างมาก และยิ่งเจ้าตัวทำผลงานได้เป็นที่น่าประทับใจกับทีมชาติอิตาลีในศึกยูโรเปี้ยน แชมเปี้ยนชิพด้วยแล้ว ทำให้เขาถูกมองว่าเป็นผู้กอบกู้แห่งสแตมฟอร์ด บริดจ์

กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จในวันเดียว

แฟนๆเชลซียอมรับในฝีมือของเขาตลอด 2-3 สัปดาห์ที่ผ่านมาจากการที่ได้เห็นความเหนียวแน่นที่อิตาลีแสดงออกมาในยูโร พวกเขาเห็นว่าพลพรรคอัซซูรี่ไม่เพียงแค่ยันคู่ต่อสู้ระดับท็อปอย่างเบลเยี่ยมและสเปนได้เท่านั้น หากแต่ยังเอาชนะได้อีกด้วย และตอนนี้พวกเขาก็เริ่มคาดหวังอย่างเดียวกันกับเชลซีว่าจะสามารถฟื้นคืนชีพได้อีกครั้ง เพราะเมื่อซีซั่นก่อนแต้มรวมของสิงโตน้ำเงินครามใกล้เคียงกับกลุ่ม 3 ทีมท้ายตารางมากกว่าท็อป 4 เสียอีก

จากความรู้สึกหดหู่สิ้นหวังได้กลับกลายมาเป็นความคาดหวังในแง่บวก โดยมีความรู้สึกว่าสโมสรกำลังกลับมารุ่งเรืองเหมือนสมัยที่มูรินโญ่เข้ามาคุมทีมใหม่ๆอีกครั้ง แต่คอนเต้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนเชลซีให้เป็นอิตาลีได้เพียงแค่ข้ามคืน หรือระยะเวลา 5 สัปดาห์ระหว่างตอนนี้จนถึงตอนเปิดฤดูกาลใหม่ได้อย่างแน่นอน

ช่วงระยะเวลาระหว่างวันแรกที่ค็อบแฮมจนถึงวันที่ 15 สิงหาคมที่เชลซีจะเจอกับเวสต์แฮมที่จบฤดูกาลด้วยคะแนนที่มากกว่าพวกเขา 12 คะแนนและอุ่นเครื่องด้วยเกมยูโรป้า ลีก รอบคัดเลือกนั้น ทางฝั่งสิงห์บลูส์จะออกทัวร์ออสเตรียและสหรัฐอเมริกาในช่วงปรีซีซั่น ซึ่งมันอาจจะดูสวยหรูกว่าก็จริง แต่มันก็หมายความว่าลูกทีมของคอนเต้จะต้องใช้เวลาในการเดินทางไปมาแถมยังต้องปรับตัวกับไทม์โซนแทนที่จะฝึกซ้อมในสนามซ้อมเพื่อเรียกความฟิตวันละ 2 ช่วง

ซึ่งเราก็ได้เห็นมาก่อนหน้านี้แล้วทั้งยูเวนตุสและอิตาลี ว่าทีมของเขาจะต้องใช้ความฟิตสูงมากเพื่อให้ระบบการเล่นมีประสิทธิภาพ แต่ไม่ว่าที่เชลซีจะเป็นอย่างไรก็ตาม เขาก็ยังคงสร้างทีมด้วยความอดทนและใช้ความเชี่ยวชาญทางแทคติกยกระดับทีมขึ้นมา

ขาดแคลนแข้งเก๋า

ไม่เพียงเท่านั้น เขายังต้องพึ่งนักเตะตัวเก๋าเพื่อบัญชาการเกมและสวมบทนายใหญ่ในสนามด้วย สำหรับทีมชาติอิตาลีในซัมเมอร์นี้นั้นเป็นหน้าที่ของ ดานิเอเล่ เด รอสซี่ และ เลโอนาร์โด้ โบนุชชี่ นี่ยังไม่พูดถึง จานลุยจิ บุฟฟ่อน ในห้องแต่งตัวอีก ซึ่งการเล่นของอิตาลีนั้นอาศัยคาแรคเตอร์และพาสชั่นมากพอๆกับฝีเท้า ซึ่งหันกลับมาดูทางฝั่งเชลซี ตัวเก๋าประเภทนี้ดูจะขาดไป

และมันก็เป็นที่พูดถึงกันอย่างมากเมื่อเชลซีไม่มีนักเตะประเภท ดิดิเย่ร์ ดร็อกบา, แฟร้งค์ แลมพาร์ด, มิชาเอล บัลลัค, ไมเคิล เอสเซียง, แอชลี่ย์ โคล และ ปีเตอร์ เช็ก อีกต่อไป พวกเขาเหลือเพียงแค่ จอห์น เทอร์รี่ ที่มาจากเจเนเรชั่นดังกล่าวและยังคงเป็นผู้นำทีมอยู่ ซึ่งนักเตะแค่คนเดียวไม่เพียงพอที่จะแบกรับทั้งทีมไหว

John Terry, Chelsea

เชลซีขาดผู้นำนอกเหนือจาก จอห์น เทอร์รี่

คอนเต้จำเป็นต้องสร้างทีมใหม่ แต่จุดเสียเปรียบของเขาก็คือนโยบายการซื้อขายที่ไม่เป็นแบบแผนต่อเนื่อง ทำให้สิงโตน้ำเงินครามขาดสิ่งหนึ่งที่เคยทำให้พวกเขามีความโดดเด่นไป นั่นก็คือความสามารถในการรับมือกับความกดดันเหมือนอย่างที่อิตาลีมีในทัวร์นาเม้นต์ที่ฝรั่งเศส

เมื่อฤดูกาลที่แล้วเชลซียกธงขาวหมดลุ้นแชมป์ตั้งแต่ต้นฤดูกาล นั่นไม่ใช่เพราะว่าความกดดันจากการเป็นแชมป์หรือว่าไร้ความสามารถทางการแข่งขันในจุดสำคัญๆ หากแต่เป็นเพราะการขาดความฟิตหลังจากที่ได้พักร้อนมาเพิ่มเติมโดยขาดความไตร่ตรองโดยรอบคอบต่างหาก

โดยในตอนนั้นพวกเขาต้องลงเล่นทั้งที่สนิมยังไม่หลุดจากแข้งขาออกไปดี แล้วพอความกดดันมาถึงจริงๆ พวกเขาก็ยุบและไม่สามารถควานหาฟอร์มเก่งเจอจนร่วงไปอยู่ในโซนท้ายตาราง จากสิงโตน้ำเงินครามอันน่าเกรงขามกลายเป็นแมวเซื่องๆ ถึงแม้ว่าในอดีตพวกเขาจะผ่านความวุ่นวายมาได้ แต่ก็ดูเหมือนว่าจะไม่หลุดพ้นจากมันเสียที

Bournemouth players celebrate their win over Chelsea

การขาดการเตรียมตัวที่ดีทำให้เชลซีเกือบต้องตกชั้น

เชลซีไม่สามารถรักษาคาแรคเตอร์ในทีมหลังจากที่สตาร์หลายรายได้ย้ายออกจากทีมในระยะเวลาอันรวดเร็ว ความหลงใหลที่จะทำตามอย่างบาร์เซโลน่าทำให้ โรมัน อบราโมวิช หันหลังให้กับมัน และหันไปคว้าตัวนักเตะประเภทจิ๋วแต่แจ๋วมาแทน ซึ่งการที่ไม่ซื้อนักเตะประเภทที่สามารถเข้ามาเติมเต็มสมาชิกในทีมได้ ทำให้ทีมขาดความสมดุล

การเปลี่ยนแปลงผู้จัดการทีมเฉลี่ยทุกๆ 14 เดือนในรอบ 12 ปีที่อบราโมวิชเป็นเจ้าของสโมสรถือเป็นสิ่งที่ช่วยไม่ได้ และนั่นก็หมายความว่าการเปลี่ยนผ่านจากยุคหนึ่งไปสู่อีกยุคหนึ่งนั้นเป็นไปอย่างไร้ระเบียบแบบแผนจนทำให้ทีมไม่มีตัวเก๋าเหลืออยู่เลย 

และตอนนี้ก็เป็นหน้าที่ของคอนเต้ที่จะต้องกอบกู้ซากปรักหักพังขึ้นมาอีกครั้ง และนี่คือทีมที่ไม่สามารถพลาดไปเล่นแชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2017/18 ได้ด้วยประการทั้งปวง เนื่องจากค่าลิขสิทธิ์โทรทัศน์ฉบับใหม่ที่ทำให้ได้รับผลตอบแทนที่สูงขึ้น อีกทั้งยังต้องการเงินทุนเพื่อสร้างสนามใหม่มูลค่า 500 ล้านปอนด์ด้วย

นั่นทำให้ความกดดันมีสูง และยิ่งอิตาลีสร้างเซอร์ไพรส์ในยูโร 2016 ได้ทำให้เราคาดหวังว่าคอนเต้จะสร้างปาฏิหาริย์เล็กๆให้เกิดขึ้นในระยะอันสั้นเพื่อทำให้แน่ใจว่าเชลซีจะฟื้นคืนชีพอีกครั้ง

หลังจากประสบความสำเร็จล้นเหลือในเซเรีย อา คอนเต้ก็ได้รับความคาดหวังอย่างท่วมท้นจากผลงานกับทีมชาติ และตอนนี้เขาก็ต้องประสบความสำเร็จให้ได้อีกครั้งเพื่อที่จะการันตีเก้าอี้ในสโมสรที่รวยที่สุดแห่งหนึ่งของโลกให้ได้