โชเซ่ มูรินโญ่ กับ 5 วิธีปั้นเชลซีสู่ความสุดยอด...กว่าเดิม

สิงโตน้ำเงินครามกวาดแชมป์อังกฤษมาแล้วเกือบทุกรายการ แต่ Aanu Adeoye เชื่อว่าเท่านี้ยังไม่พอ

จะชอบหรือจะชังก็ช่างเถิด แต่คงปฏิเสธไม่ได้ว่าโชเซ่ มูรินโญ่เป็นมือวางคว้าแชมป์ การคว้าถ้วยแชมป์ 8 รายการในการคุมทีม 12 ฤดูกาลนับว่าไม่ธรรมดาเลย แต่แม้จะคุมทีมฟุตบอลที่ทำผลงานโดดเด่น มูรินโญ่ยังถูกวิจารณ์ว่ายังไม่สามารถสร้างทีมเครื่องจักรล่าแชมป์เพื่อครองความเป็นหนึ่งแห่งยุคเหมือนกับที่เป๊ป กวาร์ดิโอล่า เคยสร้างบาร์เซโลนาจนคว้าแชมป์ยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 2 สมัย

สแตมฟอร์ด บริดจ์ได้เริ่มสร้างรากฐานการพัฒนาสู่ความสำเร็จระยะยาว และสิงห์บลูยังมีนักเตะอนาคตไกลอย่างเอเดน อาซาร์ให้มูรินโญ่ใช้เป็นหลักในการสร้างทีม และเพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา FFT ขอเสนอบันได 5 ขั้นเพื่อสร้างเชลซีให้กลับไปทวงความยิ่งใหญ่ในยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีกฤดูกาล 2015/16 อีกครั้ง

1) ซื้อดาวยิงตัวใหม่

พูดกันตรงๆ นะ ดิเอโก คอสต้าเป็นสุดยอดนักฟุตบอล

ในยุคที่กองหน้าดาวยิงหมายเลข 9 หาตัวได้ยากเย็น และส่วนใหญ่จะเป็นกองหน้าตัวเป้าชนิดที่เล่นบอลสวยงาม แต่ดาวยิงทีมชาติสเปนที่ไปเกิดที่บราซิลรายนี้เป็นดาวยิงหมายเลข 9 สไตล์คลาสสิคดั้งเดิมแท้ๆ คือไม่เน้นสวยงาม ไม่เน้นลีลา แต่จังหวะยิงเน้นพลังหนักแน่นและสัญชาตญาณเพชรฆาตเท่านั้น และดิเอโก้ คอสต้าก็เป็นนักเตะสไตล์ถูกใจมูรินโญ่ คือฉลาดเป็นระยะ ฟิวส์ขาดเป็นช่วงๆ และมีเรื่องมีราวเป็นข่าวได้บ่อย

19 ประตูจากการลงสนาม 24 เกม แสดงให้เห็นแล้วว่าดิเอโก้ คอสต้าไม่มีปัญหากับการปรับตัวไทยพรีเมียร์ลีก ที่แม้จะยังมีปัญหากับการเล่นจังหวะโหดในหลายๆ เกม (อย่างเช่นกับเอ็มเร่ ชาน)

แต่คอสต้าก็มีจุดอ่อนที่เอ็นหลังเข่าที่มักจะมีอาการบาดเจ็บขึ้นๆ ลงๆ และฤดูกาลนี้ก็มีอาการเจ็บเรื้อรังมาตลอดฤดูการ (ซึ่งก่อนจะย้ายมาร่วมทีมเชลซีก็มีอาการมาแล้วในช่วงปลายฤดูกาล 2013/14 กับแอตเลติโก มาดริด และต้องเช็คอาการก่อนแข่งนัดต่อนัดเลยทีเดียว) จนกระทั่งในฤดูกาลนี้ ปัญหาอาการบาดเจ็บดั้งเดิมก็ทำลายชีวิตคอสต้าจนไม่สามารถลงสนามให้เชลซีได้เกือบตลอดครึ่งฤดูกาลหลัง และแม้โลอิค เรมี่ และดิดิเยร์ ดร็อกบา จะทำหน้าที่ทดแทนการขาดคอสต้า แต่เห็นได้ชัดว่าความสามารถในการทะลวงประตูของเชลซีลดน้อยลงไปมากเมื่อขาดความแข็งแกร่งและพลังฟ้าผ่าของคอสต้า 

หลายคนยังเชื่อว่า โลอิค เรมี่ ชื่อชั้นยังไม่ถึงระดับเชลซี ส่วนดิดิเยร์ ดร็อกบา ด้วยวัย 37 ปีก็นับว่าเกินระดับเชลซีไปมากโข

การหวังพึ่งพาคอสต้า (และเอ็นเหลังเข่าของคอสต้า) คงยังไม่พอจะช่วยให้ทีมสร้างความหวังตะลุยลงสนาม 4 รายการในฤดูกาลหน้า และเมื่อหันไปมองทีมยักษ์พรีเมียร์ลีก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ มีกองหน้า 4 ตัว และแม้ผลงานของทั้ง 4 จะยังน่าสงสัย แต่ความแตกต่างก็คือ เรือใบไม่ได้พึ่งพา เซร์คิโอ อเกวโร่ เพียงคนเดียว (แม้ดาวยิงอาร์เจนไตน์จะเป็นเครื่องจักรทำประตูของแมนฯ ซิตี้ก็ตาม) เหมือนอย่างที่เชลซีพึ่งพา ดิเอโก้ คอสต้า

เอ็นหลังเข่าของคอสต้า กลายเป็นปัญหาหนักของเชลซี

เอ็นหลังเข่าของคอสต้า กลายเป็นปัญหาหนักของเชลซี

2) รู้จักฆ่าคู่แข่ง

เครื่องหมายการค้าของมูรินโญ่ (ซึ่งอาจจะยกเว้นก็เฉพาะช่วงที่คุมทีมเรอัล มาดริด) คือการวางแท็กติกแบบตั้งหน้าตั้งตาบุกแหลก สมัยที่คุมทีมอินเตอร์มิลาน มูรินโญ่กลายเป็นที่จดจำเมื่อสามารถพางูใหญ่เล่นแชมเปี้ยนส์ลีกรอบรองชนะเลิศนัดที่ 2 กับบาร์เซโลนา ที่สนามคัมป์ นู โดยอินเตอร์เหลือนักเตะในสนามเพียง 10 ตัวตั้งแต่ยังไม่ถึงครึ่งชั่วโมงหลังจากติอาโก ม็อตต้ารับใบแดงไปตั้งแต่นาที 27 แต่ยังต้านทานการบุกของบาร์เซโลนาที่ขณะนั้นได้รับการยกย่องว่าเป็นทีมที่ดีที่สุดในโลก จนมูรินโญ่สามารถพาอินเตอร์ผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศยูฟ่าแชมเปี้ยนส์ลีก 2009/10 ด้วยสกอร์รวม 2 นัด 3-2แม้เกมนี้จะถูกบาร์ซายิงท้ายเกม 

นั่นทำให้หลายๆ คนต้องแปลกใจเมื่อได้เห็นเชลซีทำแต้มหลุดมือจากหลายๆ เกมในฤดูกาลนี้ ซึ่งนี่เป็นปัญหาของโชเซ่ มูรินโญ่มาตั้งแต่ช่วงฤดูกาลที่ผ่านมาหลังจากกุนซือโปรตุกีสออกมาบ่นว่าแม้แต่ตุ๊กตาสนามซ้อมยังยิงประตูเชลซีได้ และแม้จอห์น เทอร์รี่ในตำแหน่งเซ็นเตอร์แบ็คจะทำผลงานได้ยอดเยี่ยมสมคำชื่นชม แต่จุดอ่อนของสิงโตน้ำเงินครามในฤดูกาลนี้ก็ยังมีให้เห็น จนเป็นผลให้ต้องพลาดแม้จะออกนำไปก่อนถึง 11 เกม โดยล่าสุดในการลงเล่น 22 เกมในปี 2015 เชลซีทำแต้มหลุดมือถึง 8 ครั้ง และที่น่าเจ็บใจที่สุดสำหรับเชลซีก็คือการพ่ายให้กับท็อตแน่มฮ็อตสเปอร์ 5-3 ในเกมเยือนไวท์ ฮาร์ท เลน ที่แฮร์รี่ เคน เล่นได้ดีเหมือนผีเข้า ซึ่งแม้แต่สุดยอดแนวรับเหนียวแน่นก็ยังยากจะต้านทานนักเตะผีเข้าแบบนี้

เฮอร์ริเคนถล่มเชลซี

เฮอร์ริเคนถล่มเชลซี

ส่วนอีก 2 เกมที่คงจะยังแทงใจมูรินโญ่อีกนานก็คือเกมเอฟเอ คัพ รอบ 4 ที่เชลซีถูกแบรดฟอร์ดถล่มเอาชนะ 4-2 คารังสแตมฟอร์ด บริดจ์ชนิดที่ไม่เหลือฟอร์มแชมป์ให้เห็น และอีกเกมคือการที่ความหวังแชมเปี้ยนส์ลีกถูกทลายย่อยยับจากการไม่สามารถปิดจ็อบเอาชนะในเกมเปิดบ้านรับเปแอสเชแม้ทีมแชมป์ลีกเอิงจะเล่นกัน 10 ตัวเกือบตลอด 90 นาที และเชลซีขึ้นนำก่อนถึง 2 หนแต่ต้องพลาดถูกเปแอสเชตีเสมอจากลูกโขกของติอาโก้ ซิลบา และดาวิด ลุยซ์ 

หากจะวิเคราะห์กันให้ลึกๆ ก็คงต้องบอกว่ามีปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลถึงอาการแต้มหลุดมือ แต่ที่สำคัญที่สุดก็คงจะเกิดจากการเสียสมาธิ เชลซีไม่ใช่ทีมอย่างสเปนที่จะเคาะบอล ต่อบอลหาช่องจนคู่แข่งต้องยอมแพ้ แต่การฆ่าคู่แข่งทำได้มากกว่าหนึ่งวิธี จนล่าสุดมูรินโญ่เริ่มส่งเคิร์ท ซูม่า ลงมากระชับเกมรับ ซึ่งแม้จะยังไม่สามารถแก้ปัญหาทำแต้มหลุดมือแต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่า เดอะ สเปเชียล วัน รับรู้แล้วว่านี่คือปัญหาใหญ่ของสิงห์บลู