โชคทวี vs ชัชชัย : เมื่อเด็กน้อยในอดีตมาเป็นคู่แข่งกับอาจารย์ที่เคารพรัก

ศึกแชมป์ชนแชมป์ระหว่าง หนองบัว พิชญ พบ อุดรธานี เอฟซี ในรอบ 8 ทีมสุดท้ายของแชมเปี้ยนส์ลีก ”โค้ชโชค” โชคทวี  พรหมรัตน์ กุนซือ “ยักษ์แสด” ต้องโคจรมาเจอกับอดีตปรมาจารย์ผู้ปลุกปั้น “เจ้านกกระยางดำ” อย่าง ชัชชัย พหลแพทย์ แม้จะไม่ใช่การเจอกันโดยตรง แต่นี่คือเกมที่จะพิสูจน์ฝีมือของอดีตศิษย์รักผู้นี้ ทั้งคู่เจอกันได้อย่างไร มีความผูกพันธ์ต่อกันแค่ไหน และศึกครั้งนี้สำคัญต่อทั้ง 2 คนแค่ไหน  FFT TH ขอพาคุณย้อนไปสู่วันแรกก่อนที่พวกเขาจะห้ำหั่นกันในเวทีแชมเปี้ยนส์ลีก 2016

เด็กหนุ่มจากพังงา

“ผมเคยเห็นเขาในหนังสือพิมพ์ และผมก็ไม่เคยคาดหวังมาก่อนเหมือนกันว่าจะได้เจอกับคนที่เป็นตำนานแบบเขา เขาดูดุ และจริงจังไปทุกเรื่อง” โค้ชโชคเริ่มเล่าถึงการเจอกันครั้งแรกของเขากับ น้าชัช ชัชชัย พหลแพทย์

ย้อนกลับไปเมื่อ 20 กว่าปีที่แล้ว หลายคนยังจำได้ดีกับชื่อของแข้งยังเติร์กอย่าง ซิโก้ เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง, ตะวัน ศรีปาน, ดุสิต เฉลิมแสน ร่วมถึง ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล ซึ่งยุคนั้นเป็นที่รู้จักกันในฐานะทีมชาติไทยชุดดรีมทีม ที่ต่างสร้างชื่อและฝากผลงานจนเป็นที่รู้จักของแฟนบอลชาวไทยอย่างมากในเวลานั้น

ก่อนหน้านี้เด็กหนุ่มวัย 19 ปี รูปร่างผอมบาง จากจังหวัดพังงา นาม โชคทวี  พรหมรัตน์ เป็นเหมือนเด็กวัยรุ่นทั่วๆไปที่รักในการเล่นฟุตบอล และใฝ่ฝันอยากจะเป็นนักเตะอาชีพสักครั้ง และพรหมลิขิตนำพาให้เขาได้มากเจอกับ ชัชชัย พหลแพทย์ กุนซือใหญ่ทีมชาติไทยวัย  47 ปี(เวลานั้น) เป็นครั้งแรก ในช่วงที่พาทีมชาติไทยชุดดรีม เดินทางล่องใต้เพื่อตระเวนจัดแมตช์แข่งขันขอบคุณแฟนบอลที่คอยให้กำลังใจเสมอมา และเพื่อหาแข้งหน้าใหม่เข้ามาร่วมทีม ก่อนที่ฟอร์มการเล่นของเขาจะไปเตะตา น้าชัช เข้าอย่างจัง

“ตอนนั้นจำได้ว่าผมเล่นอยู่ทีมพังงา ซึ่งต้องเจอกับทีมชาติไทยที่เต็มไปด้วยนักเตะฝีเท้าดีอย่างพวก ซิโก้ ตะวัน ศรีปาน ที่ น้าชัช พามาลงทีมกับจังหวัดพังงา จนฟอร์มการเล่นของผมเกิดไปสะดุดตาของน้าชัช ก็เลยติดต่อดึงไปร่วมฝึกซ้อมกับทีมที่กรุงเทพทันที” และนั่นคือจุดเริ่มต้นในการร่วมงานของทั้งคู่เมื่อโชคทวี ตอบรับคำชวน และตัดสินใจเก็บกระเป๋าตาม น้าชัช เข้าไปร่วมฝึกซ้อมในเมืองหลวง

ฝากตัวเป็นศิษย์

หลังต้องจากบ้านเกิดมาไกลเข้ามาสู่เมืองที่เต็มไปด้วยแสงสี เด็กน้อยจากพังงาเริ่มเส้นทางการเป็นนักฟุตบอลอย่างเต็มตัว ภายใต้การดูแลของ ชัชชัย ไม่เคยออกนอกลู่นอกทาง เพราะอยู่ในสายตาของอาจารย์ผู้ที่คอยอบรมสั่งสอนลูกศิษย์คนนี้มาโดยตลอด

“ช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกัน ผมคิดว่าเขาเปรียบเสมือนเป็นพ่อของผมอีกคนหนึ่ง เพราะแกจะสอนให้รู้จักแยกแยะ แบ่งเวลาให้ถูกต้องกับการใช้ชีวิตในฐานะนักเรียนควบคู่ไปกับการเล่นฟุตบอล คือนอกจากเล่นฟุตบอลแล้ว เรื่องเรียนก็ต้องไม่ทิ้ง เพราะสมัยนั้นอาชีพนักฟุตบอลไม่สามารถหาเลี้ยงตัวเองได้เหมือนสมัยนี้”

“ทุกๆวันผมต้องตื่นแต่เช้ามือ ออกไปวิ่งกับเพื่อนตอนตี 5 วิ่งจนหมดแรง ถึงจะกลับมาอาบน้ำเตรียมตัวไปเรียน และกลับมาซ้อมอีกครั้งในช่วงเย็น ซึ่งการซ้อมที่ค่อนข้างหนักตามสไตล์ของน้าชัชที่เป็นคนจริงจัง และมุ่งมั่นกับฟุตบอลมาก บางครั้งผมมาซ้อมไม่ตรงเวลาเคยถูกทำโทษก็มี ทั้งให้วิ่งรอบสนาม หรือไม่ก็วิดพื้น แต่ทุกอย่างเป็นการลงโทษด้วยความหวังดีที่มีต่อลูกศิษย์เสมอ”

ความกล้าที่จะยอมรับความผิดตนเองของโค้ชโชค และรับฟังเหตุผล พร้อมรับบทลงโทษโดยไม่แก้ตัวใดๆ ทำให้น้าชัช รู้สึกประทับใจในตัวของลูกศิษย์คนนี้อย่างมาก และยอมรับว่า เป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ดีที่สุดคนหนึ่งเท่าที่เคยร่วมงานกันมา โดยตลอดระยะเวลาหลายปีที่อยู่ด้วยกันความสัมพันธ์ของทั้งคู่คอยดูแลสั่งสอนเหมือนพ่อกับลูก นอกจากจะสอนการใช้ชีวิตแล้ว เรื่องทักษะความสามารถคืออีกสิ่งหนึ่งที่ น้าชัช คอยพร่ำสอน แนะนำวิธีการเล่นอยู่เสมอ จนมีส่วนในการปลุกปั้นให้ดาวเตะรายนี้ขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของทีมชาติไทยในเวลาต่อมา

แยกย้ายสู่เส้นทางโค้ช

การก้าวขึ้นไปสู่ทีมชาติไทยชุดใหญ่ จากฝีมือปลุกปั้นของ น้าชัช ทำให้ทั้งคู่ได้ร่วมงานกันอยู่หลายปี ทั้งในศึกซีเกมส์ 1997 จนถึงซีเกมส์ 1999 ที่ประเทศบรูไน แต่หลังการเข้ามาของปีเตอร์ วิธ อดีตตำนานกุนซือทีมชาติไทย ทำให้น้าชัชเริ่มถอยห่างออกไปก่อนที่ทั้งคู่จะผันตัวไปรับงานในระดับสโมสรในเวลาต่อมา

โดยหลังจากอำลาตำแหน่งในทีมชาติ น้าชัช หันไปจับงานระดับสโมสรกับทีมโอสถสภา ก่อนจะย้ายไปคุมทีมฮอง อันห์ ยาลาย ในประเทศเวียดนาม ต่อมาช่วงกลางฤดูกาล 2008 ก็กลับมาคุมทีมในเมืองไทยอีกครั้งกับกรมศุลกากร แต่ไม่สามารถช่วยทีมให้รอดตกชั้นได้ จึงย้ายไปช่วยคุมฮอง อันห์ ยาลาย อีกครั้งในปี 2009

ซึ่งก่อนหน้านี้ ในปี 2004 เคยคุมทีมชาติไทยชุดใหญ่ ลงแข่งขันรายการเอเชียน คัพ ที่ประเทศจีนอีกด้วย โดยปี 2015 ได้เข้ามาเป็นที่ปรึกษาให้สโมสรหนองบัว พิชญ ในดิวิชั่น 2 และเป็นผู้วางรากฐานฟุตบอลตั้งแต่ระดับเยาวชน จนถึงชุดใหญ่ โดยมี "โค้ชกล่ำ" ธีระเวคิณ สีหะวงศ์ รับหน้าที่กุนซือ ส่งผลให้ทีมเข้าประสบความสำเร็จขั้นแรกหลังเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้ายในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก

ส่วนโค้ชโชค หลังแขวนสตั๊ดกับนนทบุรีในปี 2010 ก็เปลี่ยนมาจับงานโค้ชเป็นครั้งแรกในบทบาทผู้ช้่วยโค้ชที่ บีอีซี เทโร หลังจากนั้นรับบทกุนซือครั้งแรกกับมหาวิทยาลัยธรรมศาตร์  ก่อนจะเข้าคุมทีมชาติไทย และพาช้างศึกคว้าแชมป์ซีเกมส์เมื่อปี 2015 และในฤดูกาล 2016 นี้ทั้งคู่ต้องกลับมาเจอกันอีกครั้ง เมื่อเข้ามารับตำแหน่งเฮดโค้ช อุดรธานี เอฟซี และพาผงาดคว้าแชมป์โซนอีสานได้สำเร็จ แม้ทั้งสองคนจะไม่ได้ร่วมงานกันแล้ว แต่ความสัมพันธ์เหมือนเดิมไม่มีเปลี่ยนแปลง ยังคงติดต่อกันเสมอไม่ว่าจะเรื่องการทำงาน หหรือนัดพบป่ะสังสรรค์ทานข้าวตามประสาคนรู้จัก

อย่างไรก็ตามโชคชะตานำพาให้ทั้งคู่กลับมาพบกันในฐานะคู่แข่งที่จะต้องห้ำหั่นกัน หลังการแข่งขันในรอบแชมเปี้ยนส์ลีก 16 ทีมสุดท้าย หนองบัวพิชญ ของน้าชัช เอาชนะ อยุธยา เอฟซี มาได้ ส่วนอุดรธานี เอฟซี ผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมด้วยการเอาชนะ นรา ยูไนเต็ด ทำให้อดีตลูกศิษย์กับอาจารย์ต้องกลับมาเจอกันอีกครั้งในฐานะคู่แข่ง และผู้มีส่วนสำคัญต่อการแบกความหวังของทั้ง 2 สโมสร

โคจรพบกันในฐานะคู่แข่ง

"ผมไม่ได้มองว่าเราต้องเป็นศิษย์ล้างครูหรอก" โค้ชโชคเล่าความรู้สึก หลังต้องกลับมาเจอผู้เป็นอาจารย์อีกครั้งในฐานะคู่แข่งต่างสโมสร พร้อมกับอมยิ้ม  

“มาเจอครั้งนี้มองว่ามันไม่มีอะไรมากครับ และคงไม่มีความรู้แบบศิษย์ล้างครูแน่นอน เพราะเป็นแค่การแข่งขัน แต่ความรู้สึกที่มีให้กันยังคงเดิม น้าชัชเองแกก็ยังให้คำปรึกษาผมเหมือนเดิม”

“เรื่องการฝึกซ้อมที่เราต้องบุกไปเล่นกับ หนองบัว พิชญในเกมแรก แกก็คอยแจ้งว่า จะมาซ้อมก่อนแข่งได้ตอนไหน ก็คอยติดต่อกันตลอด แน่นอนว่ามาถึงตรงนี้ กลยุทธ์ต่างๆก็ต้องมี กับอุดรผมคาดหวังแต่แรกแล้ว และตอนนี้ก็คิดตลอดว่าจะทำยังไงในเกมต่อไปเพื่อเก็บชัยชนะให้ได้ แต่ก็ยังยืนยันว่าเป็นเพียงเกมฟุตบอลเกมหนึ่งเท่านั้น”

อย่างไรก็ตาม แม้โค้ชโชค จะยืนยันหนักแน่นว่าเป็นเพียงวิถีของเกมฟุตบอล แต่ความเข้มข้นในศึกครั้งนี้ก็คงร้อนระอุไม่น้อย ซึ่งอีกไม่นานคงได้รู้กันว่า ฝ่ายคว้าชัยจะตกเป็นของ ชัชชัย พหลแพทย์

หรือเป็นลูกศิษย์คนนี้ที่ปรมาจารย์ลูกหนังเมืองไทย ปลุกปั้นมาแต่เด็กจะมาดับความฝันของผู้เป็นอาจารย์ไว้แต่เพียงรอบ 8 ทีมในท้ายที่สุด