โดมินิค อดิเยียห์ : ถ้าผมได้เจอกับ ‘หลุยส์ ซัวเรซ’ ตอนนี้น่ะเหรอ?

นี่ คือ เรื่องราวชีวิตของ โดมินิค อดิเยียห์ ชายผู้ที่โดนหลุยส์ ซัวเรซ กองหน้าชื่อก้องโลก ปฏิเสธและขโมยความเป็นฮีโร่ของชาติ โดยการใช้มือปัดบอลลูกโหม่งของเขาที่กำลังจะตุงตาข่าย ในฟุตบอลโลก 2010…

หากประตูนั้นเข้าไปเขาจะเป็นฮีโร่ของทีมชาติกาน่า และทั้งทวีปแอฟริกา เพราะมันจะกลายเป็นครั้งแรก ที่ชาติจากแดนกาฬทวีปได้เข้าถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลก และบางทีชีวิตของเขาอาจไปได้ไกลกว่านี้ในเวทีลูกหนัง

ทั้งที่เคยเป็นสุดยอดดาวรุ่งแห่งวงการฟุตบอลโลก… แต่ชีวิตของเขาเจอจุดเปลี่ยน และปัจจัยมากมาย จนไปไม่ถึงฝั่งฝัน ก่อนย้ายมาเล่นกับนครราชสีมา เอฟซี เมื่อปี 2015

และ นี่อาจเป็นจุดเริ่มต้นแห่งความตกต่ำในชีวิตฟุตบอลของเขา...

ดอม...ผู้โชคร้าย  

“ผมคิดว่าผมโชคร้ายไปหน่อยนะ...กับชีวิตค้าแข้งของผม” โดมินิค เริ่มเท้าความให้กับโฟร์โฟร์ทูฟังเกี่ยวกับเรื่องราวของที่โรงแรมแห่งหนึ่งกลางกรุงเทพมหานคร

ผมจะเอาอะไรไปสู้ตัวจริงของมิลาน ตอนนั้นล่ะ? พวกเขามีตัวรุกอย่าง โรนัลดินโญ่, ปาโต้, มานชินี่, บอริเอลโล่, อินซากี้, ฮุนเตลาร์ แล้วตัวผมจะอยู่ตรงไหนได้?”

“เพราะอะไรน่ะเหรอ? ตอนผมไปอยู่กับเอซี มิลาน (เมื่อปี 2010) เอเย่นต์ของผมได้ร่างสัญญาไว้ว่า ผมต้องได้ลงเล่นกับทีมชุดใหญ่เท่านั้น ผมไปเล่นกับทีมสำรองไม่ได้ แต่ผมจะเอาอะไรไปสู้ตัวจริงของมิลาน ตอนนั้นล่ะ? พวกเขามีตัวรุกอย่าง โรนัลดินโญ่, ปาโต้,  มานชินี่, บอริเอลโล่, อินซากี้, ฮุนเตลาร์ แล้วตัวผมจะอยู่ตรงไหนได้?”

“พอต้นฤดูกาล 2010/2011 หลังจาก เลโอนาร์โด พ้นจากตำแหน่งผู้จัดการทีมของมิลาน (มัสซิมิเลียโน่) อัลเลกรี ได้เข้ามาเป็นกุนซือแทน เขาบอกผมว่า เขาไม่ได้ดูผมในฟุตบอลโลกสักเท่าไหร่ ก็เลยมีความคิดที่จะปล่อยผมให้ทีมอื่นในอิตาลียืมตัว เขาบอกว่าถ้าได้มีเกมลงเล่น เขาก็จะได้มีโอกาสติดตามผลงานของผม ซึ่งตอนนั้นผมก็คิดว่ามันสมเหตุสมผลดี”

ทว่าการถูกส่งให้ เรจจิน่า สโมสรที่ตั้งอยู่ทางตอนใต้ของอิตาลี ในศึกเซเรีย บี ยืมตัว… มันกลายเป็นช่วงเวลาที่ย่ำแย่สำหรับเขา

“การที่มิลานปล่อยให้ผมพิสูจน์ตัวเองกับทีมอื่นในสัญญายืมตัว มันย่อมมีข้อดี แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ในฐานะดาวรุ่งคนหนึ่ง คุณย่อมต้องการไปอยู่กับสโมสรที่มีความทะเยอทะยานที่จะการพัฒนา มีสภาพแวดล้อมที่ดี มีความเป็นมืออาชีพสูง แต่ที่เรจจิน่า...พวกเขาดูไม่ใช่แบบนั้น ถ้าผมถูกปล่อยให้ทีมที่มีการบริหารที่ดีกว่านี้ ผมอาจพัฒนาตัวเองได้มากกว่าตอนไปเรจจิน่า ระบบการจัดการของพวกเขา ไม่ดีเอาซะเลย ครั้นผมต้องการจะซ้อมพิเศษคนเดียว สิ่งอำนวยความสะดวก หรือกระทั่งสนาม ก็ยังไม่พร้อมด้วยซ้ำ ซึ่งมันแตกต่างจากมิลาน โดยสิ้นเชิง”

อดิเยียห์ เล่าถึงความหลังเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เขาหยุดพัฒนาไปกับเรจจิน่าเป็นเวลา 6 เดือน ทั้งที่ก่อนหน้านี้ เขาเพิ่งลงเล่นในฟุตบอลโลก 2010...ยิ่งไปกว่านั้น หากย้อนหลังไปก่อนหน้านี้แค่ 1 ปี เขา คือ สุดยอดดาวซัลโวในฟุตบอลโลก 2009 รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี แถมพ่วงตำแหน่งผู้เล่นทรงคุณค่า จนกลายเป็นนักเตะที่ตกอยู่ในเป้าหมายของหลายทีมยักษ์ใหญ่ในยุโรป  

ดาวโรจน์แห่งวงการลูกหนังเสือดำ

ย้อนกลับไปถึงจุดเริ่มต้นชีวิตลูกหนังของ โดมินิค อดิเยียห์… เขา คือ เด็กน้อยจากกรุงอัคครา เมืองหลวงของกาน่า ที่คลั่งไคล้ในฟุตบอลเหมือนกับเด็กแอฟริกาทั่วไป เขาเริ่มเล่นฟุตบอลทีมโรงเรียนตั้งแต่อายุ 8 ปี ก่อนได้เข้าสู่ระบบเยาวชน เฟเยนูร์ด กาน่า (เป็นอะคาเดมี่ฟุตบอลของเฟเยนูร์ด สโมสรชั้นนำของเนเธอร์แลนด์สที่ไปตั้งระบบเยาวชนที่กาน่า)

“อเล็กซ์ เตเซย์ร่า ก้าวเข้าไปยิงซัดเด้นเดธ เขาพลาด และบาดู (เอ็มมานูเอล) ของเรายิงเข้าไป… เราจึงกลายเป็นแชมป์”

“ประเทศเราอาจไม่ได้โอกาสมากมายเหมือนในยุโรป แต่พระเจ้ามอบพรสวรรค์แก่พวกเรา และผมก็ได้รับพรสวรรค์นั้น…” อดิเยียห์ เล่าถึงชีวิตวัยเด็ก “ผมอยู่กับเฟเยนูร์ด กาน่า ทีมอะคาเดมี่มา จนอายุได้ 18 ปี ผมก็เริ่มเล่นอาชีพให้กับ ฮาร์ท ออฟ ไลออนส์ (Heart of Lions) สโมสรที่บ้านเกิด”

ผลงานกับฮาร์ทออฟไลออนส์ สโมสรในศึกกาน่า พรีเมียร์ลีก นั้นยอดเยี่ยมเหลือเกิน ทำให้ ดอม อดิเยียห์ วัย 18 ปีขณะนั้น เริ่มมีชื่อเสียงไปไกล จนกระทั่งโอกาสในทีมชาติชุดเยาวชนได้ผ่านเข้ามา…

“ความจริงผมไม่มีชื่อติดทีมชาติกาน่า ชุดอายุไม่เกิน 20 ปีหรอก”

“จนกระทั่งวันหนึ่งมีคนมาบอกผมว่าให้ลองไปทดสอบฝีเท้าในเกมอุ่นเครื่อง ซึ่งเกมนั้นผมยิงได้ 1 ประตู และ เซลลาส เต็ตเตห์ (อดีตหัวหน้าผู้ฝึกสอนทีมชาติกาน่า รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี) ก็หลงใหลในตัวผมขึ้นมา”   

ครั้งนั้นเป็นจุดเริ่มต้นของอดิเยียห์ กับทีมชาติกาน่า ชุดเยาวชน 20 ปี...ดูเหมือนกราฟชีวิตเขาเริ่มพุ่งพวย เพราะหลังจากนั้นในปี 2008 เขาได้เซ็นสัญญากับ เฟดริกสตัด ทีมลีกสูงสุดของนอร์เวย์… เขาอาจเริ่มต้นกับต้นสังกัดในยุโรปได้ไม่ดีนัก ทำประตูไม่ได้เลยในปีแรก แต่มันไม่ได้ทำให้ตำแหน่งของเขากับทีมชาติกาน่า รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ซึ่งกำลังจะมีคิวแข่งขันแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ 2009 ยู20 ที่รวันดาเป็นเจ้าภาพ สั่นคลอนได้เลย เขายังเป็นกองหน้าตัวหลัก และพาทีมเป็นแชมป์ได้สำเร็จ

ใช่ล่ะ… ในทัวร์นาเม้นต์ดังกล่าวเขายิงได้น้อยนิดนัก เพียงแค่ 1 ประตู แตกต่างจากคู่หูในแดนหน้าของเขาอย่าง รานส์ฟอร์ด โอเซอี ที่ซัดไปถึง 7 ประตู เช่นเดียวกับตัวรุกชื่อดัง อังเดร อายิว ที่ยิงไป 5 ประตู แต่ เต็ตเตห์ เชื่อมั่นในตัว อดิเยียห์ มากกว่าแค่จำนวนสกอร์ที่ทำได้ แม้โดนสื่อตั้งข้อสงสัยในความสามารถ

“เขาอาจจะยิงได้แค่ลูกเดียว แต่ 5 จาก 7 ประตูที่ โอเซอี ทำได้มาจากการแอสซิสต์ของ อดิเยียห์” นี่ คือ คำพูดของ เต็ตเตห์ ต่อสื่อมวลชนอันแสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นในตัวอดิเยียห์แค่ไหน

หลังจบทั้งนาเม้นต์ดังกล่าวในเดือนมกราคม ปี 2009 อีก 8 เดือนต่อมาเขายังคงได้รับความไว้วางใจ ให้เป็นหนึ่งในนักเตะทีมชาติกาน่า รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในการแข่งขันฟุตบอลโลก ที่อียิปต์ เป็นเจ้าภาพ และนั่น คือ ปฐมบทแห่งความเป็นสุดยอดดาวโรจน์แห่งวงการลูกหนัง “เสือดำ”

“ตอนแอฟริกัน เนชั่นส์ คัพ รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ผมถูกสื่อโจมตีเรื่องจำนวนประตู แต่โค้ชปกป้องผม ทำให้ในฟุตบอลโลก ยู20 ปีนั้น ผมตั้งเป้าว่าผมต้องทำให้ดีกว่าเดิม และพิสูจน์ตัวเอง เพื่อตอบแทนความไว้ใจจากโค้ชให้ได้”

“นัดแรกที่เราเจออุซเบกิสถาน ตอนรอบแบ่งกลุ่ม ผมยิงประตูขึ้นนำให้ทีม เราชนะ 2 - 1 นัดนั้นทำให้ผมมั่นใจ และเกมต่อมากับอังกฤษ ผมยิงอีก 2 ประตู”

การทะลุเข้าไปพบกับทีมชาติแอฟริกาใต้ รุ่นอายุไม่เกิน 20 ปี ในรอบก่อนรองชนะเลิศ เปรียบเสมือน  “ดาร์บี้แมตช์” ของทวีป ทั้งสองทีมต่างเป็นเต้ยในวงการลูกหนังของแอฟริกา...เกมนั้น เคร์มิต อีราสมัส  กองหน้าดาวรุ่งของ “บาฟาน่า บาฟาน่า จูเนียร์” ที่เพิ่งเซ็นสัญญากับ เฟเยนูร์ด ทีมยักษ์ใหญ่ของฮอลแลนด์ ยิงประตูออกนำไปก่อน แต่ อังเดร อายิว ตีเสมอให้กาน่า และท้ายที่สุดเป็น โดมินิค อดิเยียห์ ที่ยิงประตูชัยให้กาน่ายู 20 ทะลุผ่านเข้าสู่รอบ 8 ทีมสุดท้าย

“หลังเกมนัดนั้น ผู้คนทั่วทั้งทวีปแอฟริกาหันมาเชียร์พวกเรา เพราะเรากลายเป็นตัวแทนหนึ่งเดียวจากทวีปของทัวร์นาเม้นต์ที่เหลืออยู่ แถมทีมจากแอฟริกาก็ยังไม่เคยได้แชมป์รายการนี้ เพราะส่วนใหญ่บราซิล กับ อาร์เจนติน่า มักจะครองแชมป์เกือบทุกสมัย"

“แต่เมื่อยิ่งเข้ารอบลึกๆ มันก็ยิ่งยาก เกมต่อมาเราพบกับเกาหลีใต้ ซึ่งมันก็ไม่ง่ายเลย พวกเขาเป็นทีมที่เล่นด้วยยากมากๆ (เกาหลีใต้ ชุดนั้นมี คู จา โชล กองกลางของเอ๊าก์บวร์ก นำทัพ)”

ทว่าท้ายที่สุด กาน่า ฝ่าด่านเกาหลีใต้ทะลุเข้ารอบรองชนะเลิศพบกับ ฮังการี ซึ่ง อดิเยียห์ ร้อนแรงไม่เลิก ยิงฮังการีอีก 2 ประตูช่วยให้ “เสือดำ” ชนะ 3 - 2 ผ่านเข้ารอบชิงได้สำเร็จ โดยต้องไปพบกับทีมชาติบราซิล ที่นำโดย อเล็กซ์ เตเซย์ร่า, ดักล๊าส คอสต้า, รวมถึง เปาโล กานโซ่…

“เกมนั้นเราลงเล่นกันด้วยความรู้สึกสนุก ถ้าได้แชมป์ก็ คือ โบนัส เราไม่มีความกดดันใดๆ แต่เราแสดงให้เห็นว่าเรามีความกระหายที่อยากจะชนะมากกว่า…ทีมเราเสียใบแดงตั้งแต่ครึ่งแรก มันทำให้เราเล่นยาก แต่เราก็สู้กันทุกคน ยื้อจนต่อเวลาและยิงจุดโทษชี้ขาด ซึ่งเมื่อถึงจุดนั้นแล้ว ...อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น”

บราซิล ทำท่าจะเป็นต่อ...เพราะว่าหาก ซูซ่า ดาวรุ่งจากวาสโก ดา กาม่า ซึ่งเป็นคนยิงคนที่ 5 ของทัพแซมบ้าซัดเข้าไป...แชมป์โลกจะตกเป็นของบราซิลทันที แต่ซูซ่ากลับพลาด และ อดิเยียห์ ต้องสืบเท้าก้าวไปยิงเป็นคนสุดท้ายของกาน่า...ความกดดันทั้งหมดตกมาอยู่ที่เขา แต่ท้ายที่สุดเขาก็ยิงเข้าไปได้ ช่วยต่อลมหายใจให้กับกาน่าได้ลุ้นต่อในการดวลชี้ขาดแบบ “ซัดเด้นเดธ” (Sudden Death)

“อเล็กซ์ เตเซย์ร่า ก้าวเข้าไปยิงซัดเด้นเดธ เขาพลาด และบาดู (เอ็มมานูเอล) ของเรายิงเข้าไป… เราจึงกลายเป็นแชมป์” อดิเยียห์ เล่าถึงวินาทีที่เป็นแชมป์โลก พร้อมคว้ารางวัลดาวซัลโว หลังซัดไป 8 ประตู พ่วงด้วยรางวัลนักเตะทรงคุณค่าประจำทัวร์นาเม้นต์

“มันเป็นช่วงเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดของผมเลยก็ว่าได้” โดมินิค กล่าว