โฟร์โฟร์ทูจัดอันดับ 50 สุดยอดผู้จัดการทีมของโลก 2017: 50-46

นี่คือเหล่ากุนซือมากฝีมือที่มีผลงานคุมทีมสุดพิเศษจนแฟนบอลต่างชื่นชอบในตัวพวกเขาไม่น้อย... FFT จึงขอจัดอันดับ 50 ผู้จัดการทีมยอดเยี่ยมมาให้ได้ชมกัน จะมีใครบ้างติดตามได้ที่นี่

50. เดวิด ว๊ากเนอร์

สโมสร : เดวิด ว๊ากเนอร์

สัญชาติ : เยอรมัน

David Wagner

สำหรับ “เดวิด ว๊ากเนอร์” กุนซือวัย 45 กะรัตของฮัดเดอร์ฟิลด์นั้น เขาเริ่มต้นเก็บประสบการณ์ในการคุมทีมกับทีมสำรองของโบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ อยู่ 4 ปี จากนั้นจึงย้ายมาคุมทัพฮัดเดอร์ฟิลด์เมื่อปี 2015 และนับตั้งแต่นั้น เขาได้ปรับทีมให้มีสไตล์การเล่นแบบเกเก้นเพรสซิ่ง พร้อมทั้งยังเซ็นสัญญาผู้เล่นฝีเท้าดีมาเสริมทัพมากมาย จนล่าสุดได้เลื่อนชั้นใสู่ลีกสูงสุดไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

กุนซือรายนี้เน้นให้ลูกทีมของเขาเล่นบอลสไตล์เพรสสูงจนทำให้หลายๆ คนนำเขาไปเทียบกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือของลิเวอร์พูล ซึ่งหลังจากที่พาทีมเลื่อนชั้นได้สำเร็จ สิ่งที่เขาสมควรได้รับมากที่สุด ก็คือการถูกเลิกนำไปเทียบกับกุนซือของลิเวอร์พูล ซึ่งมันทำให้ตอนนี้ แฟนบอลเริ่มที่จะรู้จักเขาในฐานะที่เป็น ว๊ากเนอร์ ไม่ใช่เงาของคล็อปป์อีกต่อไปแล้ว รวมทั้งยังเป็ฯที่รู้จักในฐานะกุนซือฝีมือดีคนหนึ่งของวงการด้วย

เนื้อหาที่เกี่ยวข้อง

นับตั้งแต่ที่เขายอมหันหลังให้สโมสรในเยอรมันและมาหาความท้าทายในอังกฤษ เขาก็ค่อยๆ พิสูจน์ตัวเองให้แฟนๆ ได้เห็นฝีมือทีละนิดๆ โดยจุดแข้งอย่างหนึ่งที่ทำให้ทีมของเขาประสบความสำเร็จในปีที่ผ่านมา ก็คือ ทีมสปิริต ซึ่งมาจากช่วงปรีซีซั่น เขาได้นำทัพลูกทีมของเขาไปเข้าแคมป์เก็บตัวในค่ายทหาร ซึ่งมันทำให้พวกเขาได้ใช้เวลาด้วยกันมากขึ้น ขณะที่ก่อนรอบเพลย์ออฟจะเริ่มขึ้น ว๊ากเนอร์พร้อมลูกทีมของเขาก็เดินทางไปเก็บตัวที่ประเทศโปรตุเกสอีกด้วย

สำหรับฤดูกาลหน้า แน่นอนว่ามันจะเป็นความกดดันที่หนักอึ้งสำหรับเขาและทีมที่จะต้องเอาตัวรอดบนลีกสูงสุดให้ได้  แถมอีกงานยากอีกอย่างหนึ่งของว๊ากเนอร์ ก็คือ การมองหาผู้เล่นที่ราคาย่อมเยาแต่คุณภาพเหมาะสมมาเสริมทัพเพราะพวกเขาจะต้องยังไม่มีเงินทุนมากมายเหมือนทีมอื่นๆ แน่นอน ซึ่งหากเขาสามารถใช้เงินอย่างชาญฉลาดและพาทีมอยู่รอดได้ เชื่อได้เลยว่าทีมของเขาจะติดลมบนอยู่บนลีกสูงสุดไปได้อีกหลายปีแน่นอน

49. จอร์จี้ ฮาจี้

สโมสร : วิโตรูล คอนสตันต้า

สัญชาติ : โรมาเนีย

อดีตแข้งเจ้าของฉายา “มาราโดนาแห่งเทือกเขาคาพาเธียน” รายนี้ค่อนข้างมีความพิเศษเล็กน้อย เพราะเขาคือชายผู้เป็นทั้งเจ้าของสโมสรและกุนซือในเวลาเดียวกัน โดยเขาก่อตั้งสโมสร วิโตรุล เมื่อปี 2009 โดยมีเป้าหมายที่จะพัฒนาดาวรุ่งขึ้นมาเพื่อส่งออกสู่วงการลูกหนังในอนาคต

อย่างไรก็ตาม ไปๆ มาๆ สโมสรแห่งกลับมาสามารถเอาชนะ สเตอัว บูคาเรสต์ และ ดินาโม บูคาเรสต์ 2 ยักษ์ใหญ่ของลีกโรมาเนียและเข้าวินคว้าแชมป์ได้สำเร็จ ฮาจี้สามารถพาทีมที่เต็มไปด้วยดาวรุ่งและแข้งที่ถูกสโมสรอื่นปล่อยตัวมาประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่ โดยหากลองดูที่บัญชีซื้อขาของพวกเขา จะพบว่าตลอด 5 ปีที่ผ่านมา เขาใช้เงินซื้อตัวผู้เล่นไปแค่ 85,000 ยูโรเท่านั้น แถมในทางกลับกัน เขากลับขายผู้เล่นได้ถึง 11 ล้านยูโรเลยทีเดียว เรียกได้ว่า ซื้อถูกขายแพงตามแบบฉบับสาวก Football Manager ยังไงยังงั้น

สำหรับเป้าหมายต่อไปของเขาก็คงจะเป็นการสู้ศึกแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งน่าสนใจว่า หากกุนซือรายนี้ทำผลงานได้ไม่เข้าตา เจ้าของสโมสร(ตัวเอง)จะไล่เขาออกหรือไม่?

43. เอ็มม่า เฮย์ส

สโมสร : ทีมหญิง เชลซี

สัญชาติ : อังกฤษ

นี่อาจจะเป็นกุนซือที่มีพัฒนามากที่สุดในแวดวงฟุตบอลหญิงแล้วก็ว่าได้ โดยเธอคือผู้ที่พาทีมฟุตบอลหญิงของเชลซีคว้าแชมป์ เอฟเอ ซูเปอร์ลีก สปริง ซีรีย์ ได้สำเร็จ

ต้องยอมรับว่า เฮย์ส คือผู้ที่อยู่เบืองหลังความสำเร็จของทัพสิงห์บลูสาวนับต้งแต่เข้ามากุมบังเหียนเมื่อปี 2012 โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์เมื่อปี 2015 สำหรับเฮย์สนั้น มีจุดแข่งอยู่ที่การเลือกใช้แทคติครวมทั้งการปลุกใจลูกทีมของตัวเองด้วย

ถ้าหากถ้วยแชมป์ยังยืนยันความยอดเยี่ยมของเธอไม่ได้ ขอแนะนำให้ดูที่การซื้อตัวของเธอ เพราะไม่ว่าจะเป็น คาเรน คาร์นีย์, จี โซ ยุน, ราโมน่า แบชแมนน์ หรือ คริสตัล ดันน์ ต่างก็เป็นดีลที่ประสบความสำเร็จทั้งนั้น เพราะทุกคนที่กล่าวมาสามารถพัฒนาตัวเองจนกลายเป็นกำลังสำคัญของทีมได้

ด้วยเหตุนี้ ทำให้เฮย์สติดการจัดอันดับครั้งนี้ของเราด้วย โดยเชื่อว่าในอนาคต เธอจะสามารถก้าวไปได้ไกลกว่านี้แน่นอนไม่ว่าจะเป็นในแวดวงฟุตบอลหญิงหรือฟุตบอลชายก็ตาม

47. คริสเตียน สเตรช

สโมสร : ไฟร์บวร์ก

สัญชาติ : เยอรมัน

สำหรับสโมสรแห่งนี้ พวกเขาขึ้นชื่อเรื่องการเป็นทีมที่ให้โอกาสกุนซืออยู่แล้ว เพราะอย่าง โฟลเกอร์ ฟินเก้ อดึต กุนซือที่อยู่กับทีมตั้งแต่ปี 1991-2007 จนครองสถิติกุนซือที่คุมทัพนานที่สุดในลีกเลยทีเดียว และด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ สเตรช กุนซือผู้นี้ได้รับโอกาสทำหน้าที่อย่างต่อเนื่องแม้ว่าครั้งหนึ่งจะพาทีมตกชั้นไปแล้วเมื่อปี 2015 อย่างไรก็ตาม ฤดูกาลที่ผ่านมา เขาก็แก้ตัวได้สำเร็จด้วยการพาทีมกลับขึ้นลีกสูงสุดได้ แถมยังตีตั๋วไปเล่นฟุตบอลถ้วยรองของยุโรปอีกด้วย

สเตรช คือคนที่คุ้นเคยกับสโมสรแห่งนี้เป็นอย่างดี เพราะเขาเริ่มต้นจากการเป็นโค้ชทีมเยาวชนของไฟร์บวร์ก 15 ปี ตั้งแต่ปี 1995-2011 แถมตั้งแต่ปี 2007 เขาก็ขยับมาควบตำแหน่งผู้ช่วยผู้จัดการทีมอยู่ 4 ปีอีกด้วย ก่อนที่ในปี 2011 สเตรชจะได้โอกาสขึ้นมานั่งแท่นกุนซือใหญ่ของทีม โดยที่จุดแข็งของกุนซือรายนี้คือการปลุกปั้นดาวรุ่งและให้โอากสพวกเขาเหล่านั้น  

นักเตะอย่าง แม็กซิมิเลี่ยน ฟิลิปป์ ที่ย้ายไป โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ในซัมเมอร์นี้ หรือวินเซนโซ่ กริโฟ ที่ย้ายไป โบรสเซีย มึนเช่นกลัดบัค ต่างก็ผ่านกานขัดเกลาฝีเท้ามาจากสเตรชทั้งนั้น นอกจานี้ สเตรชยังเป็นกุนซือที่เปิดเผยทัศนคติส่วนตัวที่สนับสนุนสันติภาพและความอดทนอดกลั้นอย่างเปิดเผยด้วย และนั่นเองที่ทำให้การแถลงข่าวของเขาไม่เคยน่าเบื่อเลย

46. บารัค บาคาร์

สโมสร : ฮาโปเอล เบียร์ เชว่า

สัญชาติ : อิสราเอล

สำหรับสโมสรแห่งนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของประเทศอิสราเอล มันคือสโมสรที่ไร้ซึ่งความสำเร็จมาเป็นเวลานานจนแฟนบอลแทบจะไม่คาดหวังกับแชมป์ใดๆ แล้ว โดยครั้งล่าสุดที่พวกเขาได้ชูถ้วยนั้นต้องย้อนกลับไปถึงปี 1976 เลยทีเดียว อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่ บาคาร์ ปรากฎตัวขึ้นในฐานะกุนซือ เขาก็สามารถพาทีมยิ่งใหญ่ได้อีกครั้ง โดยเขาปรับให้สโมสรแห่งนี้กลายเป็นทีมที่มีทั้งแนวทางการเล่นที่แข็งแกร่ง แถมยังแสดงออกถึงความเป็นนักสู้อย่างเห็นได้ชัด

ต้องยอมรับว่า บาคาร์ คือกุนซือที่ดีที่สุดในอิสราเอล ณ เวลานี้ เขาสามารถพาสโมสรแห่งนี้กลับมาคว้าแชมป์ลีกได้เป็นครั้งแรกในรอบ 40 ปี แถมในฤดูกาลล่าสุด ยังสามารถป้องกันไว้ได้อีกสมัยด้วย

ขณะเดียวกัน ในเวที ยุโรป พวกเขาก็ทำได้ดีไม่แพ้กันเมื่อฮาโปเอลสามารถเบียดเอาชนะโอลิมเปียกอสได้ในรอบคัดเลือก รวมทั้งหลังจากที่หล่นไปในยูโรป้า ลีก พวกเขาก็เอาชนะทีมยักษ์หลับจากอิตาลีอย่าง อินเตอร์ มิลาน ได้อีกด้วย สำหรับทีเด็ดของกุนซือรายนี้ คือการปรับเปลี่ยนแทคติคระหว่างเกมที่ทำได้อย่างเนียนกริบ เขามักจะรู้ดีว่า จังหวะไหนที่ควรจะเปลี่ยนแผน และจังหวะไหนที่ควรจะส่งผู้เล่นสำรองลงสนาม เห็นได้จากการที่บรรดาผู้เล่นสำรองของเขามักจะโชว์ทีเด็ดอยู่บ่อยๆ

สำหรับเป้าหมายในอนาคต หลังจากที่พาทีมกลับมาทวงบัลลังก์จากสโมสรมัคคาบี้ เทล อาวีฟ ได้แล้ว แฟนๆ ต่างก็หวังให้เขาเป็นกุนซือชาวอิสราเอลคนแรกที่พาทีมประสบความสำเร็จในเวทียุโรปบ้าง