โค้ช / คนขับรถ / คนตัดหญ้า...ซูเปอร์แมนแห่งกำแพงเพชร : เศกสรร ศิริพงษ์

นี่ คือ ชายผู้เป็นทุกสิ่งทุกอย่างของกำแพงเพชร เอฟซี ผู้ที่ทำให้สโมสรจากจังหวัดเล็กๆก้าวเข้าสู่รอบแชมเปี้ยนส์ลีกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ 

จากลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของผู้กว้างขวางใน จ.กำแพงเพชร ทำให้ เศกสรร ศิริพงษ์ ตกเป็นขี้ปากของเพื่อนๆในวัยเดียวกันว่า “ไอ้เด็กเส้น” หรือ  “ลูกสปอนเซอร์” คำล้อเลียนเหล่านี้ฝังใจให้เขา ตั้งธงเอาไว้ว่าสักวันหนึ่งข้าจะเอาดีทางด้านฟุตบอล และกลับมาตอบแทนแผ่นดินถิ่นเกิดให้ได้!

มาถึงชั่วโมงนี้แฟนบอลลีกภูมิภาคทั่วทั้งแผ่นดินต้องยอมศิโรราบให้กับเขา… เขา คือ ผู้ชายหัวใจแกร่งไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคนานานับประการที่ถาโถมเข้ามา… และนี่คือ เรื่องราวของ เศกสรร ศิริพงษ์ 

เปลี่ยนคำดูถูกสู่ความรักในเกมลูกหนัง

“จริงๆแล้วไม่คิดว่าตัวเองจะเดินเส้นทางกีฬาออกไปทางเด็กเรียนมากกว่าสอบได้ ที่ 1-2 ทุกชั้นปี” เอ่ยถึงชีวิตของเขาช่วงวัยเด็กในวัยเด็กครอบครัวของ เศกสรร ศิริพงษ์ ค่อนข้างฐานะดี แต่นั่นเป็นสิ่งที่สร้างความเจ็บปวดใจให้กับเขาในบางครั้ง กับคำดูถูก และคำสบประมาท หลังเขาบังเอิญได้ลงสัมผัสเกมฟุตบอลครั้งแรก

“ตอนเรียนชั้น ป.4 ที่โรงเรียนวัดบรมธาตุ พ่อไปบริจาคลูกฟุตบอลให้โรงเรียน พอดีช่วงนั้นมีการแข่งขันกีฬาภายใน อ.สมคง คงหิรัญ ก็เลยจับผมมาเป็นผู้รักษาประตู สาเหตุหลักๆ คือ ไม่เคยเล่นฟุตบอล และตัวเล็ก เพราะเข้าเรียนก่อนเกณฑ์ จำได้ว่าทำทีมแพ้ 0 - 2 ก็โดนเพื่อนๆล้อว่าไอ้เด็กเส้นบ้าง ไอ้ลูกสปอนเซอร์บ้าง มันทำให้ผมอายมาก มันซ้ำใจ แต่ก็เก็บเอาคำล้อเลียนของเพื่อนๆเหล่านี้มาตั้งเป้าหมายว่าสักวันเราจะลบคำสบประมาทนี้ให้ได้”

“หลังเข้าเรียนชั้น ม.1 ที่ โรงเรียนกำแพงเพชรวิทยาคม อ.ศุภชัย สังวรินทะ ท่านได้เปิดโครงการซัมเมอร์ และด้วยความอยากเล่นบวกกับต้องการลบคำสบประมาทเมื่อตอนป.4 ก็เลยตั้งใจซ้อมมากจนติดเป็นตัวจังหวัดตอนนั้นอายุแค่16 ปี เล่นรายการที่จัดขึ้นครั้งแรกหมด ไม่ว่าจะเป็น ฟุตบอลเขตการศึกษา, ฟุตบอลไทยแลนด์คัพ, ฟุตบอลโค้กคัพ และ ฟุตบอลเยาวชนแห่งชาติ”

“หลังจากจบ ม.6 ก็มาสอบ ร.ร.จ่าอากาศ รุ่นเดียวกับนักเตะตัวท็อปของประเทศไทยในยุคนั้นสมัยทีมทหารอากาศรุ่งเรือง ไม่ว่าจะเป็น กัมปนาท อั้งสูงเนิน, สมศักดิ์  คำมณี, ไพโรจน์  พ่วงจันทร์, สุปรีย์ ตัณฑะเตมีย์ ,ส่งเสริม มาเพิ่ม แต่ผมไม่มีโอกาสได้เล่น ถ้วยก.ทหารอากาศกับเขา เพราะว่าผมไม่เป็นที่ชื่นชอบของผู้ใหญ่ในทีมทหารอากาศท่านหนึ่งที่บอกว่า ห้ามเอา “เศกสรร” เล่นถ้วย ก และห้ามเล่นทีมอื่น ถ้าเห็นติดคุกสถานเดียว สาเหตุเพราะผมเป็นคนพูดจาตรงไปตรงมาไม่อ้อมค้อม จนได้รับฉายาจากเพื่อนๆจ่าอากาศรุ่นนั้นว่า ‘ไอ้ชูผู้โอหัง’ หรือ ‘ไอ้ชูผู้ปากหมา’ คำว่าชูมาจาก ‘โทนี่ ชูมัคเกอร์’ ผู้รักษาประตูทีมชาติเยอรมันสมัยนั้น”

“ยอมรับว่าท้อนะ เพราะฝีมือเราตอนนั้น ถ้าเอาตรงๆสามารถยืนอยู่แถวหน้าของประเทศได้อย่างสบายยิ่งได้เล่นทีม ทหารอากาศในยุครุ่งเรือง โอกาสติดทีมชาติก็เยอะตามไปด้วย”

อย่างไรก็ตามหลังถูกกลั่นแกล้งจนไม่สามารถแจ้งเกิดในวงการลูกหนังได้ เขาจึงมุมานะกลับไปเรียนจนจบปริญญาตรี ที่ สถาบันเทคโนโลยีสังคม (เกริก) เพราะคิดว่าการเรียนทำให้เขาไปมีอาชีพเป็นหลักแหล่งได้  ช่วงเวลานั้นเขาแทบจะหันหลังให้กับเกมฟุตบอลไปแล้ว แต่โอกาสก็กลับมาหาเขาอีกครั้งหลังสโมสรราชประชาต้องการหาผู้รักษาประตูพอดี สุดท้ายก็ไม่อาจตัดใจจากสิ่งที่รักได้ และทำให้เขากลับสู่เส้นทางนักฟุตบอลอีกครั้งหนึ่ง

บททดสอบที่สองบนเส้นทางพ่อค้าแข้ง

การกลับสู่วิถีนักฟุตบอลครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาอีกเช่นเคย เพราะตัวเขายังไม่เป็นที่ยอมรับจาก สุทิน-สุรักษ์  ไชยกิตติ ซึ่งเป็นโค้ช ราชประชา ในเวลานั้น

“ผมไปทดสอบฝีเท้ากับทีมเป็นเวลา1เดือน ยอมรับว่าช่วงนั้นผมติดเหล้า ติดเที่ยว จนร่างกายมันไม่ค่อยฟื้นสภาพ แม้จะดีขึ้นแต่ไม่เหมือนเดิม เขาก็เลยบอกว่าให้ผมไปเล่นถ้วยข.ได้ไหม ผมก็ตอบไปว่าผมมาจาก บอลถ้วยข.ผมจะกลับไปอีกทำไมที่ผมมาคัดเพราะต้องการเล่น ถ้วยก. ผมขอพิสูจน์ตัวเองได้ไหม เขาก็เลยให้ซ้อมกับทีมต่อ1เดือน จนพี่ “สุทิน-สุรักษ์”ยอมรับก่อนมีการเซ็นสัญญาเล่น แต่เขาก็ไม่ไว้ใจผมเท่าไหร่”

“จากนั้นทางทหารอากาศส่งผมไปราชการที่เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี ตอนนั้นอายุ 28 ปี คิดว่าจะเลิกเล่นแล้ว กลับมาก็ลาออกจากทหารอากาศทันที มาเป็น ผู้จัดการร้านคาร์แคร์อยู่แถวๆซอยอุดมสุข ตกเย็นก็ไปวิ่งแถวๆสนามซ้อมของธนาคารกรุงเทพ ไปเที่ยวหา อภิรักษ์ ศรีอรุณ เพื่อนรักที่เล่นทีมแบงค์ในช่วงนั้นด้วย พอดีช่วงนั้นผู้รักษาประตูขาด เนื่องจาก สมเกียรติ ปัจสาจันทร์ เจ็บระหว่างอุ่นเครื่อง ทาง “พี่เฮง”วิทยา เลาหกุล ก็เลยเรียกให้ลองมาซ้อมดูถ้าสนใจก็ตามไปหาที่ ร.ร.อัสสัมชัญศรีราชา เพราะทีมจะไปซ้อมที่นั้นแต่เราก็ไม่รับปากเพราะตอนนั้นให้สัจจะสัญญากับเพื่อนที่ทำคาร์แคร์ด้วยกันว่าเราจะไม่กลับไปเล่นฟุตบอลอีกแล้ว”

แม้จะเคยรับปากกับเพื่อนไว้ แต่สุดท้ายด้วยความที่มีใจรักเกมลูกหนังอย่างเต็มเปี่ยม ทำให้เขาอดไม่ได้ที่จะหันกลับไปเตะฟุตบอลอีกครั้ง

“พักเที่ยงวันรุ่งขึ้นผมกระโดดขึ้นรถเมล์ไปซ้อมกับทีมธนาคารกรุงเทพ จนได้เล่นในเลกแรก พอเลกสอง สมเกียรติ ปัจสาจันทร์ หายเจ็บ ทาง “น้าซอ”สมศักดิ์  อ่อนสมา ก็ให้เปลี่ยนมาเป็น “สมเกียรติ” เล่นเพราะเป็นเด็กลูกหม้อแบงค์ จนเป็นส่วนหนึ่งที่พาทีมคว้าแชมป์ไทยลีกครั้งแรก ได้เงินมาก้อนโตที่สุดในชีวิต 60,000 กว่าบาท ตอนนั้นก็อายุ 30 ปี แล้วครอบครัวทางบ้านมีปัญหาด้วย เลยตัดสินใจมาอยู่บ้านเอาเงินจำนวนนี้มาช่วยครอบครัวทำสวน มะม่วง, กระท้อน, ขนุน สอนบอลเด็กบ้างไม่คิดจะกลับไปอยู่กรุงเทพฯอีก”

สุดท้ายก็มีเหตุให้เขาต้องกลับมาสู่เกมฟุตบอลอีกครั้ง เมื่อ นฤพล แก่นสน ผู้รักษาประตู กรุงเทพพาณิชยการ ในขณะนั้น ชวนให้ไปช่วยทีมคว้าแชมป์ดิวิชั่น1 ก่อนที่สุดท้ายจะไปเล่นให้กับ บีอีซี เทโรศาสน ในยุค “โค้ชเตี้ย”สะสม พบประเสริฐ  ซึ่งตอนนั้นอายุของเศกสรรปาเข้าไป 32ปี แล้ว ประกอบกับเจ็บหัวเข่า,สะโพก อย่างเรื้อรัง จนทำให้เขาตัดสินใจเลิกเล่นถาวรก่อนจะตัดสินใจกลับบ้านเกิด และนั่นคือจุดเริ่มต้นของกับบทบาทครั้งใหม่ในฐานะโค้ชทีมกำแพงเพชร เอฟซี

วันที่กลับบ้านเกิด

“การตัดสินใจกลับบ้านเพื่อมาเป็นโค้ชกำแพงเพชร ผมมีความทรงจำที่ไม่ค่อยน่าประทับใจเท่าไหร่สมัยอยู่กรุงเทพ” โค้ชเสก เริ่มเล่าถึงจุดเริ่มต้นหลังกลับมาบ้านเกิด

“เมื่อตอนอยู่กรุงเทพฯไปยืนดูทีม มหาวิทยาลัยราชภัฎกำแพงเพชร เล่นฟุตบอลถ้วย แล้วมีคนด่าว่า ‘บอลกำแพงเพชร บอลควาย บอลโง่’ ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผมตั้งปณิธานเอาไว้ว่า วันหนึ่งจะทำให้คนยอมรับบอลกำแพงเพชรให้ได้”

“ผมมีโอกาสได้เจอกับบรรดาครูโรงเรียนประถมศึกษาใน จ.กำแพงเพชร ที่รวมกลุ่มกันสอนฟุตบอลเด็ก เขาจึงขอเข้ามามีส่วนร่วมด้วย และทำทุกอย่างตั้งแต่นั้น”

"โค้ชเสก" กลายเป็นทุกสิ่งทุกอย่างของสโมสรฟุตบอลกำแพงเพชร ไล่ตั้งแต่ ตัดหญ้า รดน้ำ ตีเส้น ขับรถพานักกีฬาไปแข่ง กระทั่งปัจจุบันเป็นประธานสโมสรแล้วก็ยังทำแบบนั้น เขาให้เหตุผลว่าที่ทำเองหมด “เพราะให้คนอื่นมันไม่ได้ดั่งใจ” และที่สำคัญ คือ ไม่มีเงินที่จะไปจ้างคนอื่นมากมาย

เศกสรร ศิริพงษ์ มีปรัชญาในการทำทีมฟุตบอลอยู่ว่าไม่ใช้เงินเกินตัว มีงบเท่าไหร่แบ่งเอาไว้เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปแข่งขันเป็นทีมเยือนและเล่นในบ้านเป็นทีมเหย้า แล้วค่อยมาให้เด็ก เพราะนักเตะที่ใช้เล่นส่วนใหญ่เป็นเยาวชนที่ปั้นมาจึงจ่ายเงินเดือนไม่มากนัก แต่เขาก็เคยปั้นลูกศิษย์รุ่นแรกจนประสบความสำเร็จมาแล้วอย่าง สิทธิพงษ์ กัลปพฤกษ์ ไปเล่นกับทีมใหญ่อย่าง เชียงใหม่ เอฟซี, รณภูมิ โพธิ์นอก เล่นทีมตำรวจ ในดิวิชั่น 1 และที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคือ “เจ้าโย” สุรเดช  ธงชัย ติดทีมนักเรียนไทยรุ่นอายุ18ปี

“ก่อนหน้านั้นผมส่งทีม กำแพงเพชร ที่เป็นนักเตะอายุน้อยๆซึ่งปั้นกันมาเล่น กีฬาแห่งชาติ ,ไพร์มินิสเตอร์คัพ รุ่นประชาชน อยู่แล้ว ผลงานก็พอไปได้ พอดีทางสมาคมฟุตบอลฯ เปิดส่งแข่งฟุตบอลดิวิชั่น 2 คร้ังแรก ในปี พ.ศ. 2552 ทางผู้ใหญ่ในสมาคมกีฬาฯ เขาทะเลาะกันอีกผมก็เลยขอส่งแข่งขันเองโดยใช้นักเตะที่ปั้นกันมาลงเล่นซึ่งใช้งบประมาณไม่เยอะ”

ด้วยงบประมาณการทำทีมที่จำกัด แต่เขาก็ยังฝ่าฟันอุปสรรคมาได้ จนในที่สุดก็เริ่มมีผู้สนใจเข้ามาสนับสนุนเรื่องงบประมาณของทีม

“แรกๆก็ล้มลุกคลุกคลานมาตลอดได้งบสนับสนุนจากรัฐบ้างรวมกับของเพื่อนๆสมัยมัธยมศึกษาที่ยังคอยช่วยเหลือกัน มีอยู่ 2 ปี ที่ท่านรองผู้ว่าราชการกำแพงเพชร ท่านเป็นคนชื่นชอบฟุตบอลก็เลยให้งบสนับสนุนมา 200,000 บาท เป็นสองปีที่เราผลงานดีสุดๆจบด้วยเลขตัวเดียว”

หลังจากนั้นในวันที่ 9 เดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2009 เขาจึงตัดสินใจไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดขอเป็น บริษัทสโมสรฟุตบอลกำแพงเพชร ที่บริหารจัดการด้วยตัวเองไม่ต้องผ่านการรับรองจาก นายกสมาคมกีฬา หรือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และนั่นก็เป็นจุดเริ่มต้นของสโมสรอย่างเป็นทางการ 

ติดตามเรื่องราวการเริ่มต้นใช้งบเพียง 2-3 แสนบาท แต่สร้างทีมจนทะลุเข้ารอบ ชปล. ในหน้าถัดไป