Analysis

โค้ชต่างชาติ...เก่งจริงหรือค่านิยม : เหตุใดชาติอาเซียนจึงไม่ควรมองข้ามกุนซือท้องถิ่น?

แม้บางครั้งสถิติอาจแหกตากันได้ แต่หลายครั้งก็ช่วยทำให้เราเห็นภาพรวมได้ชัดเจนขึ้น และมันก็เป็นเช่นนั้นเมื่อสถิติได้ชี้ช่องถึงโอกาสของโค้ชท้องถิ่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา

We are part of The Trust Project What is it?

หากย้อนกลับไปยังช่วงทศวรรษที่ผ่านมา (2007-2018) ใน 5 ลีกใหญ่ของอาเซียน (ไทย, อินโดนีเซีย, เวียดนาม, มาเลเซีย และสิงคโปร์) เราก็จะเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นได้

เพราะในช่วง 5 ปีแรก (2007-2011) โค้ชท้องถิ่นนำทีมแชมป์ลีก 19 จาก 25 ครั้ง คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ถึง 76%

"ผู้ที่เคยฝึกปรือฝีมือในยุโรปจะมีความสามารถบางอย่างที่ไม่สามารถหาได้ในเอเชียอยู่เสมอ”

แต่ในช่วง 5 ปีหลังสุด (2013-2018) กลับมีเพียง 10 จาก 24 ครั้ง (เนื่องจากฟุตบอลลีกอินโดนีเซียฤดูกาล 2015 ถูกยกเลิก) ที่โค้ชท้องถิ่นสามารถนำทีมคว้าแชมป์ได้ หากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็เหลือเพียง 42% เท่านั้น

เห็นได้ชัดเลยว่าโค้ชต่างชาติคือแนวโน้มของทีมในอาเซียนตอนนี้ จากความเข้าใจว่าพวกเขามีความสามารถด้านเทคนิคและแท็คติกสูงกว่าตัวเลือกที่เป็นคนในภูมิภาคนี้

“มันมีความคิดกันโดยทั่วไปครับว่าชาวต่างชาตินั้นมีดีกว่า” แอนดี้ ร็อกซ์เบิร์ก ผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสมาพันธ์ฟุตบอลเอเชีย (เอเอฟซี) กล่าวกับทางโฟร์โฟร์ทู

“ชาวอาเซียนหลายคนมักมีภาพจำแสนโรแมนติกกับคนต่างชาติ บางครั้งพวกเขาก็ไม่รู้หรอกว่าคนนั้นมีดีแค่ไหน แต่เพียงแค่ได้ยินว่าเขามาจากสเปนหรือเยอรมนีก็คิดเอาไว้ว่าใช่ ต้องใช่แน่ๆ ซึ่งบางครั้งมันไม่จริงเสมอไป”

“ทว่าตลอดเวลาที่ผมทำงานในเอเชีย มันก็มีมุมมองที่คนคิดว่า ผู้ที่เคยฝึกปรือฝีมือในยุโรปจะมีความสามารถบางอย่างที่ไม่สามารถหาได้ในเอเชียอยู่เสมอ”

หนึ่งในผู้ที่สนับสนุนแนวคิดนี้คงหนีไม่พ้นนายกสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย (เอฟเอเอ็ม) คนปัจจุบัน ตุนกู สุลต่าน อิสมาอิล หรือที่รู้จักกันในชื่อ ทีเอ็มเจ นั่นเอง

"ผมจะให้นักเตะของผลไปเข้าแคมป์ทีมชาติ เพราะผมรู้ว่าพวกเขาสามารถเรียนรู้จากโค้ชคนนั้นได้”

- Tunku Ismail

ท่านมีความเชื่อว่ามาเลเซียจำเป็นต้องพึ่งพาความเชี่ยวชาญจากชาวต่างชาติมาเป็นเวลานานแล้ว ซึ่งความเชี่ยวชาญที่ว่านั้นไม่สามารถหาได้จากคนในชาติเดียวกันเสียด้วย

ย้อนกลับไปเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว ก่อนที่ท่านจะเข้ารับตำแหน่งนายกสมาคมฟุตบอลมาเลเซีย ทีเอ็มเจสั่งให้นักเตะทีมสำรองของยะโฮร์ ดารุล ต๊ะซิม ถอนตัวจากแคมป์ทีมชาติของ อ่อง คิม สวี โดยให้เหตุผลว่า “ทางสมาคมฯ ต้องการให้นักเตะเก็บตัวนานขึ้นเพื่อจะได้ซึมซับสไตล์ของอ่อง คิม สวีอย่างเต็มที่”

“แต่พูดตรงๆ นะ ถึงพวกนั้นจะเก็บตัว 4 เดือนก็ยังเล่นได้แต่แบบเดิมๆ เพราะอ่อง คิม สวีมันก็มีแค่นี้”

“ถ้าพวกเขายอมจ้างโค้ชต่างชาติโปรไฟล์ดีมีความสำเร็จเมื่อไหร่ ผมจะให้นักเตะของผลไปเข้าแคมป์ทีมชาติ เพราะผมรู้ว่าพวกเขาสามารถเรียนรู้จากโค้ชคนนั้นได้”

และก่อนหน้านั้น 1 ปี ท่านอ้างว่าสมาคมฟุตบอลของรัฐยะโฮร์สามารถหาเงินทุนเพื่อเตรียมพร้อมจ้างโค้ชชาวต่างชาติซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อเป็นโค้ชทีมชาติคนใหม่ หลัง ดอลลาห์ ซาเลห์ ทำผลงานได้ย่ำแย่

หลังจากขึ้นดำรงตำแหน่ง ทีเอ็มเจก็ได้ทำตามที่ตรัสไว้ ด้วยการจ้าง เนโล วินกาดา กุนซือชาวโปรตุเกสมารับหน้าที่นายใหญ่ทัพเสือเหลือง แต่ก็ได้วางแผนสู่อนาคตด้วยการให้ ตัน เฉิง โฮ หนึ่งในโค้ชหนุ่มสัญชาติมาเลเซียที่น่าจับตามองที่สุดขึ้นเป็นผู้ช่วย เพื่อซึมซับประสบการณ์จากอาจารย์คนใหม่ให้ได้มากที่สุด

ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการศึกษาของโค้ชนั้นคือปัจจัยที่สำคัญมากอย่างหนึ่ง ซึ่งนั่นคือประเด็นที่ทีมในทวีปเอเชียพยายามเร่งพัฒนาเพื่อให้ตามภูมิภาคอื่นๆ ของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งยุโรปกับอเมริกาใต้ทันในอนาคตอันใกล้

“ตลอด 20 ปีที่ผ่านมา มาตรฐานการศึกษาของโค้ชในยุโรปนั้นพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด” ร็อกซ์เบิร์ก อดีตผู้อำนวยการฝ่ายเทคนิคของสหพันธ์ฟุตบอลยุโรป (ยูฟ่า) และทำหน้าที่เป็นอาจารย์ในหลายหลักสูตรของยูฟ่าด้วยตัวเองเผย

“บางครั้งผมก็โทษสโมสรต่างๆ ไม่ได้ เพราะบางครั้งการที่พวกเขาแต่งตั้งกุนซือท้องถิ่นมาทำหน้าที่ ทีมก็ดันทำผลงานไม่ได้อย่างที่หวัง”

- Ong Kim Swee

“ดังนั้นไม่ต้องสงสัยเลยว่าโค้ชชาวยุโรปมีข้อได้เปรียบทางการศึกษามาก ซึ่งนี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ผู้คนคิดว่า เป็นเรื่องที่ดีกว่าหากได้โค้ชจากยุโรป เพราะพวกเขาผ่านการฝึกมาดี”

“ส่วนในเอเชีย แม้หลายชาติจะมีโค้ชฝีมือดีหลายคน แต่ก็มักไม่ได้รับการพิจารณาด้วยมุมมองเดียวกับโค้ชจากยุโรป”

ในภูมิภาคที่ผู้คนหมกมุ่นกับฟุตบอลยุโรปมากกว่าฟุตบอลในภูมิภาคตัวเองเช่นนี้ จึงไม่แปลกใจเท่าไหร่หากทั้งสโมสรและทีมชาติอยากได้โค้ชจากยุโรปและอเมริกาใต้มากกว่า ซึ่งนั่นคือสิ่งที่อ่อง กุนซือทีมชาติมาเลเซียชุดยู 23 ในขณะนี้คิดอยู่เช่นกัน

เจ้าตัวเผยกับทางโฟร์โฟร์ทูว่า “บางครั้งผมก็โทษสโมสรต่างๆ ไม่ได้ เพราะบางครั้งการที่พวกเขาแต่งตั้งกุนซือท้องถิ่นมาทำหน้าที่ ทีมก็ดันทำผลงานไม่ได้อย่างที่หวัง”

“ที่มาเลเซียนี้ ผมก็ไม่ได้มองข้างโค้ชท้องถิ่นสัญชาติเดียวกันนะ แต่เมื่อมีโอกาสพวกเขามักคว้าไว้ไม่ได้ หากมีโอกาสแม้เพียงน้อยนิด คุณก็ต้องเอาให้อยู่หมัด”

“ตอนนี้เรามี พี.มาเนียม กับ ตัน เฉิง โฮ แล้ว และผมเองก็เชื่อว่าน่าจะมีอีกสัก 2-3 คนที่น่าจะทำผลงานได้ดีหากได้รับโอกาส ถ้าเราลองให้โอกาสพวกเขาจริงๆ จังๆ ผมก็ว่าน่าจะทำได้”

แต่ก็อย่างที่อ่องชี้ช่องไว้ กุนซือท้องถิ่นจะเก่งขึ้นได้หากได้รับโอกาส ซึ่งหลายคนก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่า หากมีโอกาสสร้างชื่อ พวกเขาก็สามารถเติบใหญ่บนเส้นทางนี้ได้

ยิ่งโค้ชท้องถิ่นนำทีมประสบความสำเร็จมากขึ้นเท่าไหร่ ความรู้สึกของแฟนบอลที่มองว่าโค้ชท้องถิ่นด้อยกว่าโค้ชต่างชาติก็จะค่อยๆ จางหายไป ส่วนผู้บริหารก็จะเริ่มรู้ซึ่งว่าการแต่งตั้งโค้ชท้องถิ่นไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความทะเยอทะยานที่ลดลง แต่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมต่างหาก

ทว่าก่อนที่กุนซือชั้นยอดของอาเซียนจะคิดโกอินเตอร์ ไม่ว่าจะไปประเทศเพื่อนบ้าน, ในทวีปเอเชีย หรือแม้กระทั่งโอกาสชั่วพริบตาในยุโรป สิ่งหนึ่งที่สำคัญมากก็คือ ต้องทำผลงานในบ้านตัวเองให้ดีจนประสบความสำเร็จอะไรบ้างเสียก่อน

เพราะการสร้างชื่อจนเป็นที่รู้จักเท่านั้นถึงจะทำให้คนอื่นๆ ได้เปิดตัวสู่วงการ และยิ่งประสบความสำเร็จเท่าไหร่ ก็ยิ่งเปิดโอกาสให้คนอื่นมากขึ้นเท่านั้น

“แน่นอนว่าแม้แต่ตัวผมเองก็ต้องการโอกาส ไม่เฉพาะแต่ในมาเลเซียอย่างเดียวนะ แต่ก็นั่นแหละ ถ้ามันมีข้อเสนอจากชาติอื่นๆ ในอาเซียนมาบ้างก็ดี” อ่องเผย

“ทุกคนคงรู้แล้วว่าไทยลีกเติบโตขนาดไหน แม้แต่ในอินโดนีเซียหรือฟิลิปปินส์ก็ด้วย ถ้ามีโค้ชมาเลเซียสักคนแจ้งเกิดในวงการได้ โอกาสของคนอื่นก็จะเปิดกว้างขึ้นด้วย”

แต่ถึงแม้เทรนด์โค้ชต่างชาติในอาเซียนจะยังเฟื่องฟู ก็มีสิ่งหนึ่งที่แต่ละชาติควรทราบไว้ คือในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา ไม่มีชาติใดที่คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกด้วยโค้ชต่างชาติ ไม่มีเลย