โคตรทีมมหากาฬ : 50 อันดับสโมสรที่ดีที่สุดในโลก อันดับที่ 20-11

หลังจากที่เรานำเสนอ 50 สโมสรยอดเยี่ยมแห่งวงการลูกหนังไปแล้ว 20 ทีม มาวันนี้ FFT จะพาแฟนๆชาวไทยไปติดตามในอันดับ 20-11 กันต่อเลย… 

อันดับที่ 50-41

อันดับที่ 40-31

อันดับที่ 30-21 

20. ไดนาโม เคียฟ 1985-87

ความจริงแล้วพวกเขาไม่อาจจะไม่สมควรได้อยู่ในลิสต์นี้เลยเพราะยอดทีมจากยูเครนนี้ไม่เคยผ่านรอบ 4 ทีมสุดท้ายของฟุตบอลยุโรปเลยด้วยซ้ำ แถมหลังจากเหตุการณ์ม่านเหล็กที่กั้นระหว่างสหภาพโซเวียตและประเทศในยุโรปล่มสลายลง พวกเขาก็ไม่เคยได้แชมป์ฟุตบอลลีกโซเวียตอีกเลย ทว่า อิกอร์ เบลานอฟ และ โอเล็ก โบลคิน 2 แข้งของสหภาพโซเวียตก็ยังโชว์ฟอร์มเก่งจนคว้ารางวัลบัลลงดอร์มาครองได้สำเร็จ อย่างไรก็ตาม ในเวลาต่อมา ไดนาโม เคียฟ ในยุคใหม่ก็ทำผลงานได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในยุคที่มีเครื่องมือบันทึกสถิติมากมาย วาเลรี โลบานอฟสกี้ กุนซือจอมแทคติคของพวกเขาได้นำเอาวิทยาศาสตร์ ตัวเลข และสถิติเข้ามาช่วยให้ทีมของเขาแข็งแกร่งขึ้น โดยกุนซือรายนี้เข้ามาคุมทีมครั้งแรกในปี 1973 ก่อนจะเข้าๆ ออกๆ ทั้งหมด 3 ครั้ง รวมแล้วอยู่กับทีมนี้ร่วม 20 เขาสามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้ทั้ง 3 ครั้งเลยทีเดียว

“ลูกทีมของผมรู้ว่าเช้าวันต่อมาหลังจากเกมการแข่งขัน หนังสือพิมพ์จะต้องพูดถึงสถิติที่เกิดขึ้นในเกม” กุนซือรายนี้กล่าว “ไม่ว่านักเตะของเราเล่นได้ขนาดไหน เราต้องคิดว่าเราทำได้ดีกว่านั้นเสียอีก”

“พวกเราสร้างทีมโดยมีสถิติเป็นเครื่องมือชี้วัด” อนาโตลี เซเลนท์ซอฟ มือขวาของโลบานอฟสกี้ กล่าว “เราไม่เพียงแต่ฟังคำแนะนำจากโค้ชเท่านั้น แต่เราใช้ตัวเลขต่างๆ มาวัดผลด้วย”

ในครั้งที่ 2 ที่โลบานอฟสกี้กลับมาคุมทัพ เขาสามารถพาทีมประสบความสำเร็จได้อย่างยิ่งใหญ่ เมื่อจัดการคว้าแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ 1986 ด้วยการเอาชนะ แอตเลติโก มาดริด 3-0 โดย 1 ใน 3 ประตูที่เกิดขึ้นนั้น มาจากลูกยิงของโบลคิน โดยเริ่มจากการเปิดเกมรุกจากฟูลแบ็คฝั่งซ้าย ก่อนที่จะผ่านบอลเข้ากลางให้เพื่อนร่วมทีมตวัดบอลไปทางกราบขวาต่อแบบไม่ต้องมอง ซึ่งก็เป็นโบลคินที่วิ่งเข้ามากระดกบอลข้ามหัวผู้รักษาประตูไปแบบสุดสวย เรียกได้ว่าในยุคนั้น ไม่ค่อยมีทีมไหนที่ทำได้แบบนี้อีกแล้ว

19. เนเธอร์แลนด์ 1974-78

หลังจากที่แพ้ให้กับทีมชาติเยอรมันในนัดชิงฟุตบอลโลก 1978  ทัพอัศวินสีส้มก้ได้โอกาสท้าชิงแชมป์อีกครั้งอีก 4 ปีถัดมา ทว่าจากการที่ลูกยิงของ ร็อบ เรนเซนบริก ในนาทีสุดท้ายดันไปชนเสา ทำให้ต้องต่อเวลาพิเศษ และก็เป็นอาร์เจนตินาที่ยิงเข้าไป 2 ประตู ส่งผลให้เนเธอร์แลนด์ต้องอกหักในนัดชิงแชมป์โลกเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกัน

จริงๆ แล้วดูเหมือนว่าในวันนั้นทัพกังหันจะมีการวางแผนผิดพลาดไปหน่อย โดยแม้ว่าพวกเขาจะทำผลงานได้ดีมาตลอดในปีก่อนๆ แต่เป็นที่เชื่อว่าทีมงานของกุนซือ เออร์เนสต์ ฮัปเปล จะตัดสินใจผิดพลาดโดยเฉพาะโยฮัน ครัฟฟ์ ที่ผันตัวไปเป็น 1 ในทีมงาน เพราะเขาเป็นคนผลักดันให้ทีมดร็อป ยาน ฟาน เบเวเรน และส่ง ยาน ยองบล็อด ลงสนามแทน เนื่องจากต้องการให้นายทวารรายนี้รับบทสวีปเปอร์ โกลคีปเปอร์ที่ไม่ค่อยถนัด

ย้อนกลับไปสมัยที่ ไรนุส มิเชล ยังคุมทีมชาติอยู่ นอกจากครัฟฟ์แล้ว ทีมของเขาประกอบไปด้วย รุด ครูล, วิม เซอร์เบียร์, อารี ฮาน ในเกมรับ ขณะที่ โยฮัส นีสเก้นส์ คอยปั้นเกมอยู่ตรงกลางสนาม ส่วนเกมรุกนั้น มี ปิเอต์ ไคเซอร์ และ จอห์นนี เร็ป คอยทำเกมรุก แถม มิเชล ยังนำเข้าแข้งจากเฟเยนอร์ดอีกหลายๆ คนด้วย ทั้ง วิลเลม ฟาน ฮาเนเก้ม, วิน ไรจ์สเบอร์เก้น และ วิม แยสเซ่น และ เรนเซนบริค

ในฟุตบอลโลกปี 1974 แข้งดัตช์ยิงไปทั้งหมด 14 ลููกและเสียแค่ 1 ลูก จนผ่านเข้าไปถึงนัดชิงชนะเลิศ โดยพวกเขาต้องล้มทีมยักษ์ใหญ่จำนวนมาก ทั้ง อุรุกวัย, บัลแกเรีย, อาร์เจนตินา, เยอรมันตะวันออก และ บราซิล โดยมีแค่สวีเดนทีมเดียวเท่านั้นที่ไม่เสียประตูให้กับพวกเขา และนอกจากครัฟฟ์ได้ได้โอกาสเปิดตัวท่าเด็ดอย่าง ครัฟฟ์เทิร์นแล้ว พวกเขายังผ่านเข้าไปชิงชนะเลิศกับเยอรมันและเป็นฝ่ายออกนำไปก่อนตั้งแต่ต้นเกม ทว่าสุดท้ายก็โดนเจ้าบ้านยิงแซงและคว้าแชมป์ไปได้สำเร็จ

อย่างไรก็ตาม อีก 2 ปีถัดมา ในการแข่งขันฟุตบอลยูโร 1976 พวกเขาก็ทำผลงานได่ไม่ดีนักจนทำได้เพียงอันดับ 3 เท่านั้น แถม ครัฟฟ์ ยังมาประกาศเลิกเล่นทีมชาติก่อนศึกฟุตบอลโลกปี 1978 ไม่นานด้วย โดยเจ้าตัวให้เหตุผลว่าไม่ต้องการจากครอบครัวไปไกลๆ อีกแล้ว ส่วน ฟาน เฮเนเก้น ตัวหลักของทีมอีกรายก็ตัดสินใจถอนตัวเช่นกันเนื่องจากเขาไม่ได้รับการการันตีว่าจะเป็นตัวจริงของทีม

โดยหลังจากที่ผ่านรอบแบ่งกลุ่มรอบแรกมาได้แบบทุลักทุเล พวกเขาก็จัดการยำออสเตรียไป 5-1, เสมอเยอรมัน และ เฉือนชนะอิตาลีไป 2-1 ส่งผลให้พวกเขาได้เข้าไปชิงชนะเลิศไปหนที่ 2 กับอาร์เจนตินา ทว่าสุดท้ายก็เป็นฝ่ายแพ้ไป และหลังจากนั้น พวกเขาต้องรอถึง 10 ปีกว่าจะไคว้าแชมป์รายการใหญ่ๆ แบบนั้นได้

18. ยูเวนตุส 1980-86

มีกุนซือในเซเรีย อา เพียงไม่กี่คนที่ได้เวลาในการสร้างทีม โดย จิโอวานนี ตราปัตโตนี อดีตกุนซือของยูเวนตุสใช้เวลา 5 ปีในการปรับทัพม้าลายให้เป็นทีมระดับหัวแถวของยุโรป โดยเขาพาทีมคว้าแชมป์ลีกได้ถึง 6 สมัยพร้อมกับแชมป์ยุโรปอีกจำนวนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดทั้งมวลต้องยกเครดิตให้กับกุนซือรายนี้

ตราปัตโตนี่ขึ้นชื่อเรื่องความเข้มงวดมากๆ โดยเขาเคี่ยวเข็นบรรดานักเตะอิตาลีหลายๆ คน จนทำให้พวกเขาเหล่านั้นกลายเป็นตัวหลักของทัพอัซซูรี่ในศึกฟุตบอลโลกปี 1982 ทว่าแม้จะได้แชมป์ ยูฟ่า คัพ ตั้งแต่ฤดูกาลแรกที่คุมทีม ทว่าในส่วนของถ้วยใหญ่นั้น เขาต้องรอถึงฤดูกาลสุดท้ายที่คุมทีมถึงจะได้มาประดับตู้โชว์ของสโมสร

ขณะเดียวกัน ในรายการ คัพ วินเนอร์ส์ คัพ มันเหมือนกับเป็นจุดเริ่มต้นให้ตราปัตโตนีเกิดการเปลี่ยนแปลง โดยหลังจากที่ เลียม เบรดี้ กองกลางรายนี้โชว์ฟอร์มให้กับอาร์เซนอลจนช่วยให้เอาชนะยูเวนตุสไปได้ในฤดูกาล 1979/80 ตราปัตโตนีก็จัดการดึงตัวเขามาร่วมทัพยูเวนตุสทันที  ซึ่งเบรดี้ก็ทำผลงานได้ดีในระดับหนึ่ง โดยเขาช่วยให้เกมรับของยูเวนตุสมีคว้าดุดันขึ้น ซึ่งมันทำให้ทีมคว้าแชมป์อีก 2 ครั้ง ก่อนที่จะถูกขายต่อเพื่อเปิดทางให้ มิเชล พลาตินี่

แม้ว่าแข้งชาวฝรั่งเศสรายนี้จะต้องใช้เวลาปรับตัวสักหน่อย ทว่าหลังจากที่เริ่มเข้าที่เข้าทาง พลาติรี่ก็โชว์ฟอร์มหรูจนได้รางวัลบัลลงดอร์ 3 ปีซ้อน พร้อมกับพายูเวนตุสคว้าแชมปฺลีกได้อีก 3 สมัย แชมป์บอลถ้วยอิตาลี 1 สมัย และแชมป์ คัพ วินเนอร์ส คัพ อีก 1 สมัย ขณะที่ในรายการ ยูโรเปี้ยน คัพ แม้ว่าพวกเขาจะเป็นฝ่ายอกหักไปในปี 1983 อีก 2 ปีถัดมา พวกเขาก็สามารถเอาชนะ ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์สโมสรได้สำเร็จ

17. อินดิเพนเดนเต้ 1971-75

เรียกได้ว่า พวกเขาคือเจ้าแห่งฟุตบอลโคปา ลิเบอร์ตาดอเรส เพราะหลังจากที่คว้าแชมป์ได้ในช่วงกลางยุค 60 พวกเขาก็มาได้แชมป์อีกครั้งในช่วงต้นยุค 70 ซึ่งต้องยอมรับว่าช่วงนั้นคงไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะได้แชมป์รายการนี้ถึง 4 ปีติดต่อกัน เรียกได้ว่าไม่มีใครเคยทำได้ และคงไม่มีใครทำได้แบบพวกเขาอย่างแน่นอน

ด้วยผลงานขนาดนี้ ทำให้พวกเขากลายเป็นราชาบอลถ้วยไปเสียแล้ว โดยคีย์แมนในยุคนั้นคงต้องขอยกให้ ริคาร์โด โบชินี เพลย์เมคเกอร์เจ้าของความสูง 5 ฟุต 6 นิ้วผู้เป็นเด็กปั้นของสโมสร โดยเขาเล่นโชว์ฟอร์มได้โดดเด่นๆ มาก จน ดิเอโก้ มาราโดนา ถึงกับยกให้เขาเป็นไอดอล

“เราสร้างทีมที่มีเป้าหมายคือการคว้าแชมป์ขึ้นมา โดยตั้งอยู่บนพื้นฐานเกมรับที่ดี และเกมรุกที่ใครๆ ก็คาดไม่ถึง” ปานโช ซา กองหลังของทีมกล่าว

หลังจากนั้น แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นทั้งในแง่ของแทคติคตและตัวผู้เล่น แต่ยอดทีมขจากอาร์เจนตินารายนี้ก้ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม โดยเฉพาะ โบชินี และ ดาเนีบล เบอร์โตนี ทำเล่นได้อันตรายมากๆ พวกเขาครองบอลกันได้อย่างยอดเยี่ยมและเล่นกันได้น่าตื่นตาตื่นใจจนได้รับคำชมจากแฟนๆ ในแถบอเมริกาใต้

นอกจากแชมป์ในรายการโคปา ลิเบอร์ตาดอเรสแล้ว พวกเขายังได้แชมป์อินเตอร์คอนติเนนตัล คัพอีกด้วยหลังจากที่เอาชนะยูเวนตุสได้ในปี 1973 รวมถึงแอตเลติโก มาดริด ในปีต่อมา ขณะที่ความพ่ายแพ้แพ้นัดเดียวของพวกเขาในช่วงนั้นคือควาพ่ายแพ้ต่ออาหยักซ์ในปี 1972 ซึ่งเกมนั้นเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวที่โยฮัน ครัฟฟ์ ตำนานของวงการลูกหนังไปวาดลวดลายที่นั่น แถมเกมนั้นยังเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดมากๆ จนสโมสรจากฮอลแลนด์ไม่ยอมมาไปแข่งที่นั่นอีกในปีต่อมา

16. เยอรมันตะวันตก 1970-76

แน่นอนว่าเมื่อเวลาผ่านไป ทุกๆทีมล้วนแต่จำเป็นต้องพบเจอกับช่วงเวลาถ่ายเลือดใหม่ ซึ่งสำหรับทัพเยอรมันตะวันตกนั้น ดูเหมือนว่าจะเป็นสิ่งที่พวกเขาถนัด เพราะหลังจากศึกฟุตบอลโลก 1966 พวกเขาก็ไม่ได้เข้าร่วมศึกยูโร 1968 และไปร่วมฟุตบอลโลก 1970 พร้อมกับนักเตะหน้าใหม่ถึง 8 คน ขณะที่ในศึกยูโรอีก 2 ปีให้หลัง พวกเขาก็ให้โอกาสผู้เล่นหน้าใหม่ถึง 12 คน ส่วนในปี 1974 ที่ทัพเยอรมันตะวันตกได้แชมป์ฟุตบอลโลกนั้น พวกเขามีนักเตะหน้าใหม่ทั้งหมด 8 คน ส่วนทีมชุดที่ได้รองแชมป์ ยูโร 1976 นั้น มีหน้าใหม่ถึง 13 คน

ท่ามกลางนักเตะหน้าใหม่มากมายที่ได้รับโอกาสติดธงช่วงปี 1970 มีแข้งรายหนึ่งได้สถาปนาตัวเองขึ้นไปสตาร์ทีมชาติ เขาคนนั้นก็คือ แกร์ด มุลเลอร์ แข้งจากสโมสรบาเยิร์น มิวนิค เจ้าของสถิติ 207 ประตูจากการลงสนาม 235 นัดในตอนที่เพิ่งอายุ 24 ปีเท่านั้น โดยเจ้าตัวยิงไป 10 ประตูจาก 5 นัดในศึกฟุตบอลโลกปี 1970 ที่เม็กซิโก ซึ่ง 1 ในนั้นคือประตูดับฝันอังกฤษในรอบก่อนรองชนะเลิศ และ 2 ประตูในเกมที่แพ้อิตาลี 4-3 โดยนัดนั้นคือวันที่ ฟรานซ์ เบคเค่นบาวเออร์ แสดงความมุ่งมั่นของเขาด้วยการอยู่เล่นในสนามต่อแม้ว่าจะถูกฟาวล์จนไหล่หลุด

ขณะที่ในศึกฟุตบอลยูโร ปี 72 พอล บริทเนอร์ แบ็คจอมบุก, ฮันส์ จอร์จ ชวาร์ซเซ่นเบ็ค และ อูลี่ โฮเนสส์  ก็ถูกเรียกตัวมาร่วมทัพเช่นกัน รวมถึงอีก 3 แข้งจากกลัดบัค ได้แก่ กุนเทอร์ เน็ตเซอร์, ไรเนอร์ บอนฮอฟ และ จุ๊ปป์ ไฮน์เกส์ ดังนั้นจึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมพวกเขาถึงได้แชมป์ไปครองในปีนั้น

อีก 4 ปี ถัดมา ทัพเยอรมันก็ได้โอกาสเป็นเจ้าภาพการแข่งขันฟุตบอลโลกบ้าง ซึ่งแน่นอนว่าพวกเขาก็ยังยอดเยี่ยมพอที่รักษาแชมป์ไว้ในแผ่นดินเกิดได้ ทว่าสิ่งหนึ่งที่ต่างออกไปคือ 13 ประตูที่ทีมทำได้นั้นมาจากนักเตะ 7 คน กระนั้นมุลเลอร์ก็ยังคงเป็นดาวซัลโวของทีมอยู่ดี

อย่างไรก็ตาม จู่ๆ มุลเลอร์ก็ตัดสินใจอำลาทีมชาติทันที แมว่าจะเพิ่งอายุได้ 28 ปี ติดทีมชาติไป 62 นัดทำได้ 68 ประตูก็ตาม ด้วยเหตุนี้ ทำให้ทัพเยอรมันตะวันตกต้องเรียกตัว ดีเทอร์ มูลเลอร์ กองหน้ารายใหม่เข้ามาติดทีมแทน ซึ่งเจ้าตัวก็ทำได้ดีในระดับหนึ่งเมื่อศึกยูโร 1976 เจาถูกส่งลงมาเป็นตัวสำรองและทำแฮททริคช่วยให้ทีมเอาชนะยูโกสลาเวียไปได้ แม้ว่าท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาจะแพ้ในนัดชิงชนะเลิศจากการดวลจุดโทษกับทัพเชคโกสโลวาเกียจนได้เพียงตำแหน่งรองแชมป์ แต่การเข้าชิงชนะเลิศ 3 ทัวร์นาเมนต์ใหญ่ 3 รายการติดต่อกัน และได้แชมป์ 2 ครั้งจาก 3 ครั้งนั้น ก็นับเป็นผลงานที่ไม่เลวเลยทีเดียว