โคตรทีมมหากาฬ : 50 สโมสรยอดเยี่ยมแห่งวงการลูกหนัง อันดับที่ 50-41

FourFourTwo’s 50 Best Football Teams Ever

ขอให้ผู้อ่านทุกท่านเลิกเถียงกันว่าใสโมสรใดคือยอดทีมอันดับ 1 ของโลก เพราะในวันนี้ FFT ได้จัดอันดับของสโมสร 50 อันดับแรกของโลกมาไว้ให้แล้ว โดยจะมีใครบ้าง ทีมโปรดของคุณจะอยู่อันดับที่เท่าไหร่ ติดตามได้ที่นี่ กับ อันดับที่ 50-41…

สำหรับในลิสต์นี้ เราไม่ได้จัดจากความสำเร็จหรือถ้วยรางวัลที่ได้เท่านั้น แต่เรายังตัดสินจากปัจจัยอื่นๆ ด้วย ทั้งความเท่ของสโมสรเหล่านั้น, ดาวรุ่งของทีมและอีกหลายๆ อย่าง ดังนั้นคุณคงจะไม่ค่อยได้เห็นสโมสรที่ประสบความสำเร็จปีเดียวแล้วหายยาวในซีรีย์ชุดนี้เท่าไหร่นักแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีเลย

ดังนั้นขอให้ผู้อ่านทุกท่านติดตามอย่างใกล้ชิด และมาร่วมลุ้นกันว่าทีมโปรดของคุณจะอยู่อันดับที่เท่าไหร่กัน

50. เลสเตอร์ ซิตี้ (2015/16)

อย่างที่เราบอกว่าคุณอาจจะไม่ได้เห็นสโมสรที่พุ่งพรวดค้วาแชมป์ปีเดียวแล้วหายจากวงการเท่าไหร่นัก  แต่สำหรับทัพ “จิ้งจอกสยาม” นี้ พวกเขาคือข้อยกเว้น

เคลาดิโอ รานิเอรี กุนซือใหญ่ชาสวอิตาเลี่ยนของทีมเพิ่งจะเข้ามารับคุมทีมในลีกที่แข็งแกร่งที่สุดในโลกนี้ แต่เขากลับสามารถเปลี่ยนจากทีมที่เกือบจะตกชั้นในฤดูกาลที่แล้ว เป็นแชมป์ลีกสูงสุดได้ในระยะเวลาเพียง 12 เดือน จะมีกุนซือสักกี่คนที่ทำได้เช่นเดียวกับเขา

เป็นที่รู้ๆ กันว่า กำลังหลักของเลสเตอร์นั้นมีอยู่ไม่กี่คน ได้แก้ เจมี วาร์ดี้ กองหน้าจอมถล่มประตูที่กดไป 36 ตุงตลอดทั้งฤดูกาลกาล, ริยาด มาห์เรซ ปีกจอมเลื้อยเจ้าของสถิติ 29ประตู และ เอ็นโกโล กองเต้ กองกลางตัวตัดเกมที่เปรียบเสมือนหัวใจในแดนกลางของทีม นอกจากนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดอีกอย่างของทัพจิ้งจอกสยามก็คือ ความเข้าใจกันของนักเตะในทีมที่สามารถช่วยให้พวกเขาผ่านช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อมาได้สำเร็จ

สาเหตุ 1 ที่ทำให้พวกเขาปาดหน้าทีมอื่นๆ เข้าวินคว้าแชมป์ไปได้ก็คือชัยชนะ 1-0 ทั้ง 14 นัด โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ถึงต้นเดือนเมษายน ที่พวกเขาเก็บชัยชนะ 1-0 ได้ 5 จาก 6 นัด นอกจากนั้นยังเอาชนะตัวเต็งอย่าง เชลซี, ลิเวอร์พูล, แมนเชสเตอร์ ซิตี้ และท้อตแนม ฮ็อตสเปอร์ได้อีกด้วย โดยมีแค่อาร์เซนอล (2 นัด) และ ลิเวอร์พูล (1 นัด)เท่านั้นที่เอาชนะพวกเขาได้ตลอดทั้งฤดูกาล

จิ้งจอกสยามเข้าวินคว้าแชมป์โดยมีคะแนนห่างอันดับ 2 ถึง 10 คะแนน...ใช่ 10 คะแนน นี่คือทีมที่เมื่อฤดูกาลก่อนยังต้องการ 6 คะแนนจาก 8 นัดหลังสุดเพื่อหนีตกชั้นอยู่เลย  ดังนั้นเชื่อได้เลยว่าคงไม่มีใครสามารถเลียนแบบพวกเขาได้อีกแล้ว

49. แซงต์ เอเตียน (1973-77)

คุณอาจจะคิดว่ายุคทองของแซงต์ เอเตียนนั้นคือยุคที่มี มิเชล พลาตินี่ ตำนานลูกหนังฝรั่งเศสเป็นตัวนำช่วงปี 80 ก่อนที่จะย้ายไปอยู่กับยูเวนตุสแน่ๆ แต่เราขอบอกเลยว่าไม่ใช่

ยามที่มี อิวาน เคอร์โควิค เป็นนายทวารด่านสุดท้าย, ออสวัลโด้ ปิอัซซา แข้งพันธ์ดุชาวอาร์เจนไตน์เป็นปราการหลัง และมี ฌอง มิเชล ลาเก้, เอียร์ ลาวิรี และ แจ็คส์ ซองตินี่ คอยสร้างสรรค์เกมรุก นั่นแหละจึงจะเป็นยุคทองของแซงต์ เอเตียน โดยในช่วงปี 1966-1976 สโมสรแห่งนี้สามารถคว้าแชมป์ลีกได้ 7 สมัย แชมป์ฟุตบอลถ้วยอีก 5 สมัย และผ่านเข้าไปถึงรอบชิงชนะเลิศฟุตบอลยุโรปอีก 1 ครั้งด้วย

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ทำให้พวกเขาไปไม่ถึงฝั่งฝันแชมป์ยุโรป ก็คือบาเยิร์น มิวนิค ทีมดังจากเยอรมัน โดยทีมจากฝรั่งเศสเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ไป 1-0 ที่สนามแฮมป์เดน พาร์ค เมืองกลาสโกว์ ซึ่งความจริงแล้วใช่ว่าพวกเขาไม่มีโอกาสเลย แซงต์ เอเตียนเองก็เกือบจะได้ประตูหลังจากยิงไปจนเสาถึง 2 ครั้ง พวกเขาอาจจะไม่มีดวง หรือโชคร้าย เพราะหากลูกยิงของ โดมินิเก้ บาเธเน่ หรือ ซองตินี่ ผ่านเข้าประตูไป บางทีผลมันก็อาจจะไม่ได้ออกมาแบบนี้ก็ได้

 

ย้อนกลับไปเมื่อปี 2013 สดมสรแห่งนี้ยอมควักเงิน 20,000 ปอนด์เพื่อซื้อ เสาประตู มาจากพิพิธพันธ์ที่สนามแห่งนั้น ขณะที่ร้านอาหารแถวๆ โบสถ์ในเมืองก็ถูกเรียกว่า “Les Pochetaux Carres” หรือที่แปลว่า “Square Posts” อะไรจะบังเอิญได้ขนาดนี้กันนี่

48. เชลซี (2004-06)

ชายที่ชื่อ “โชเซ่ มูรินโญ” คือกุนซือไฟแรงผู้ที่เข้ามาเปลี่ยนภาพลักษณ์ของเชลซีที่จากเดิมเป็นทีมที่เอาแน่เอานอนไม่ได้กับฟอร์มการเล่น เป็นแชมป์พรีเมียร์ลีกสุดแกร่งที่หลายๆ ทีมต้องหวาดกลัวที่ครั้งที่พบกัน

นอกจากมูรินโญจะใช้ซูเปอร์สตาร์จากยุคของรานิเอรี กุนซือคนก่อนอย่าง จอห์น เทอร์รี, แฟรงค์ แลมพาร์ด, เดเมี่ยน ดัฟฟ์ และ โคล้ด มาเกเลเล่ แล้ว เขายังได้ทุนก้อนโตจากโรมัน อับราโมวิช ประธานสโมสรชาวรัสเซียในการจับจ่ายใช้สอย ทำให้เขาดึงดาวดังอย่าง ดิดิเยร์ ดร็อกบา, ปีเตอร์ เช็ก และอาร์เยน ร็อบเบน เข้ามาเสริมขุมกำลังของเขา ทำให้เชลซีในแบบฉบับของกุนซือชาวโปรตุกีสรายนี้นั้น ทั้งแข็งแกร่งและรวดเร็วกว่าที่เคยเป็นอย่างเห็นได้ชัด

ทัพสิงห์บลูคว้าแชมป์ลีกได้ 2 สมัยติดต่อกันในปี 2005 และ 2006 (ปี 2005 ทิ้งอันดับ 2 ถึง 12 แต้ม เสียแค่ 15 ประตู) ด้วยเหตุนี้ ทำให้พวกเขากลายเป็น 1 ในยักษ์ใหญ่ของลีกอังกฤษทันที และได้ความเคารพจากบรรดากองเชียร์ทีมอื่นๆ อย่างล้นหลาม ทว่ากุนซือ “เดอะ สเปเชี่ยลวัน” รายนี้ก็บอกเอาไว้แต่แรกแล้วว่าเขามาเพื่อเป็นแชมป์ ไม่ได้มาหาเพื่อนแท้ที่นี่

อย่างไรก็ตาม ลุกทีมของมูรินโยยังมีปัญหาในเรื่องการรับมือกับลูกตั้งเตะจนทำให้พลาดชัยชนะบ่อยๆ โดยเฉพาะในปี 2005 ที่แม้ว่าพวกเขาจะแพ้ลิเวอร์พูลในนรอบรองชนะเลิศฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก แต่ลูกทีมของมูรินโยก็ยังมุ่งหน้าเก็บ 3 แต้มคว้าแชมป์ลีกไปนอนกอดได้อยู่ดี

47. วูล์ฟแฮมป์ตัน (1953-60)

อีกหนึ่งทีมที่ประสบความสำเร็จในอดีต วูล์ฟภายใต้การนำของสแตน คูลลิส อดีตกองหลังทีมชาติอังกฤษเป็นทีมที่เล่นได้อันตรายมากๆ ทีมหนึ่งในช่วงยุค 50 โดยพวกเขาผ่านการคว้าแชมป์ลีกทั้งหมด 3 สมัยในช่วงนั้น แถมความจริงแล้วพวกเขาเกือบจะได้แชมป์ 3 ปีซ้อนด้วยซ้ำ เพียงแต่ในฤดูกาล 1959/60 พวกเขาดันทำคะแนนแพ้อันดับ 1 แค่คะแนนเดียว

นอกจากจะเป็นยักษ์ใหญ่ของลีกแล้ว วูล์ฟเองก็มีความทรงจำในเวทียุโรปด้วย โดยครั้งหนึ่งพวกเขาเคยพบกับสโมสร บูดาเปสต์ ฮอนเว็ด ยักษ์ใหญ่ของฮังการีในการแข่งขันแบบไม่เป็นทางการก่อนที่เวลาต่อมาจะมีรายการยูโรเปี้ยน คัพ และ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เกิดขึ้น

สำหรับสไตล์ของทีมในตอนนั้น วูล์ฟเป็นทีมที่เน้นบอลยาวจากแดนหลังและให้กองหน้าของพวกเขาไล่บอลเอา ซึ่งแม้ว่าสไตล์แบบนั้นเราอาจจะไม่ค่อยได้เห็นกันแล้วในตอนนี้ แต่ต้องยอมรับว่าช่วง 9 ปีทองของวูล์ฟนั้นมันใช้ได้ผลจริงๆ โดนพวกเขายิงไปถึง 878 ประตู แถมยังมี 4 ฤดูกาลติดต่อกันที่เขายิงได้เกิน 100 ประตูด้วย

“ทำอย่างไรก็ได้ให้บอลไปถึงประตูได้เร็วและง่ายที่สุด” คูลลิสให้สัมภาษณ์ โดยหลังจากที่คูลลิสแขวนสตั๊ดกับวูล์ฟ ก็เป็น บิลลี ไรท์ กองหลังชาวอังกฤษที่เข้ามารับปลอกแขนกัปตันต่อ นอกจากนั้นยังมี จอห์นนี แฮนค็อกส์ และ บิล สเลเทอร์ ที่เป็นกำลังหลักให้กับทีมด้วย

46. ฮัมบูร์ก (1977-83)

จริงๆ แล้วฮัมบูร์กไม่ได้เป็นทีมหัวแถวของวงการฟุตบอลเยอรมันตั้งแต่แรก แต่การเข้ามาของคีแกนและเซเบ็คหลังจากที่พวกเขาได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ วินเนอร์ส คัพ เป็นครั้งแรก ก็เปลี่ยนแปลงพวกเขาไปตลอดกาล

เควิน คีแกน คือซูเปอร์สตาร์ที่ย้ายมาจากลิเวอร์พูล และ บรังโก เซเบ็ค คือกุนซือคนใหม่ที่เข้ามาทำทีม ซึ่งทั้งคู่ถือว่ามีบทบาทสำคัญต่อฮัมบูร์กในช่วงนั้นมากๆ โดยเฉพาะรายหลังที่ถูกต่อว่าอย่างหนักถึงแนวทางของเขาจนโดนผู้เล่นในทีมต่อต้านหลังจากที่แพ้ให้กับน็อตติ้งแฮม ฟอเรสต์ไปนัดชิงชนะเลิศฟุตบอลยูโรเปี้ยน คัพ ปี 1980

อย่างไรก็ตาม เขาคือ 1 คนที่ทำให้ฮัมบูร์กประสบความสำเร็จคนหนึ่ง โดยเฉพาะการที่เขามักจะพูดว่า “เราต้องชนะในเกมต่อไปให้ได้” ในช่วงพักครึ่ง เหมือนกับว่าเขาคิดไปแล้วว่าลูกทีมของเขาจะแพ้ ซึ่งมันส่งผลให้นักเตะในทีมต้องการพิสูจน์ตัวเอง วิ่งมากขึ้น ทุ่มเทมากขึ้น จนพวกเขาคว้าแชมป์ลีกมาได้ 3 จาก 4 ฤดูกาล แถมยังมีแชมป์ยุโรปอีก 1 สมัยในปี 1983 ที่เอาชนะยูเวนตุสด้วย

 

นอกจากนั้นอีก 1 แข้งคนสำคัญของทีมก็คือ เฟลิกซ์ มากัธ ผู้ที่จัดการยิงไกลสุดสวยใส่ทัพเบียงโคเนลลีจนคว้าแชมป์ไปครองได้สำเร็จ