โคตรทีมมหากาฬ : 50 ทีมยอดเยี่ยมแห่งวงการลูกหนัง อันดับที่ 10-1

หลังจากที่เรานำเสนอ 50 สโมสรยอดเยี่ยมแห่งวงการลูกหนังไปแล้ว 40 ทีม มาวันนี้ FFT จะพาแฟนๆชาวไทยไปติดตามในอันดับ 10-1กันต่อเลย… 

ติดตามอันดับที่ 50-41 ได้ที่ โคตรทีมมหากาฬ : 50 ทีมยอดเยี่ยมแห่งวงการลูกหนัง อันดับที่ 50-41

ติดตามอันดับที่ 40-31 ได้ที่ โคตรทีมมหากาฬ : 50 ทีมยอดเยี่ยมแห่งวงการลูกหนัง อันดับที่ 40-31

ติดตามอันดับที่ 30-21 ได้ที่ โคตรทีมมหากาฬ : 50 ทีมยอดเยี่ยมแห่งวงการลูกหนัง อันดับที่ 30-21

10. ฮังการี 1965-1973

ครั้งหนึ่งขุนพลแม็กยาร์สเคยมีทีมชุดที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์โลกฟุตบอล ภายใต้การคุมทีมของ กุสซตาฟ เซเบส อดีตลูกเจ้าของร้านขายพายผลไม้ ผู้ใช้ โททัล ฟุตบอล ที่ผู้เล่นทั้งทีมสามารถทดแทนตำแหน่งกันได้ตลอดเวลา

ส่วนใหญ่ เซเบส จะใช้แท็คติกที่แปลกตาเขามักจะใช่้ระบบการเล่น 3-2-2-3 ไม่มีนักเตะตำแห่งกองหน้าตัวเป้า นักเตะทุกคนจะช่วยกันสร้างโอกาสและบุกพร้อมกันเพื่อสร้างความสับสนให้กับแนวรับของคู่ต่อสู้

ในปี 1949 ฮังการี ปกครองประเทศแบบคอมมิวนิสต์ และฟุตบอลของพวกเขาก็แกข็งแกร่งเป็นอย่างมาก ฮังการี มีนักเตะที่ดีที่สุดอย่าง เฟเรนซ์ ปุสกัส , ซานดอร์ คอกซิช เป็นเพลย์เมคเกอร์ และวิงเกอร์อย่าง โจเซฟ บอซสิก และ โซ

ลตัน คซิบอร์ ส่วนผู้รักษาประตูคือ ยูล่า โกรซิชส์ ด้วยประสิทธิภาพของผู้เล่นเหล่านี้รวมกับกุนซือที่ยอดเยี่ยมอย่าง เซเบส พวกเขาคือยอดทีมที่มีความฟิตเเละเข้มงวดทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นการวางแท็คติกและการฝึกซ้อม

ทีมชุดนี้โหดขนาดที่ว่าแพ้เพียง 2 เกมตั้งแต่เดือนพฤษภาคมปี 1949 จนถึงเดือน กุมภาพันธ์ ปี 1956 ฮังการี คว้าเหรียญทองโอลิมปิคปี 1952 และเป็นทีมที่ได้รับเชิญไปลงเล่นเกมเปิดสนาม เวมบลี่ย์ กับทีมชาติอังกฤษในปี 1953

และ ฮังการี เอาชนะไปได้ถึง 6-3 เท่านั้นยังไม่พอพวกเขายังย้ำแค้นอังกฤษด้วยการชนะในเกมรีแมตช์อีกถึง 7-1 เลยทีเดียว

การพ่ายแพ้แบบสู้ไม่ได้ของทีมจากเเดนผู้ดีครั้งนี้ทำให้ บิลลี่ ไรท์ อดีตกัปตันทีมชาติอังกฤษต้องออกมาให้สัมภาษณ์ถึงความโหดของ ฮังการี ชุดนี้ว่า "ปุสกัส วิ่งผ่านทุกคนเหมือนไฟป่าเขาลุกลามจนเกินจะต้านทานได้"

การแข่งขันฟุตบอลโลกในปี 1954 ที่ สวิสเซอน์แลนด์ คือรายการที่ตอกย้ำให้โลกรู้ว่าพวกเขาคือเบอร์ 1 ตัวจริง ฮังการี เอาชนะ เกาหลีใต้ 9-0 , เยอรมันตะวันตก 8-2 , บราซิล 4-2 , อุรุกวัย 4-2 ก่อนขึ้นนำเยอรมันตะวันตก 2 - 0 ในรอบชิงชนะเลิศ น่าเสียดายที่สุดท้ายแพ้ไป 2 - 3 

ฮังการี ยังคงรักษาสถิติต่อไปในเกมอุ่นเครื่องที่ แฮมป์เดน พาร์ค จากนั้นก็ชนะ สหภาพโซเวียต ได้อีกหนึ่งทีม แต่ในเดือนมิถุนายน 1956 เซเบส ก็ไปคุมทีม แอธฯ บิลเบา พร้อมสร้างตำนานทีมที่ดีที่สุดตลอดกาลเอาไว้

9. ซานโตส 1955-68

มีไม่กี่ทีมหรอกที่สามารถเล่นเกมนัดชิงฟุตบอลโลกได้ถึง 9 ครั้ง และคนหนึ่งที่ทำได้คือเจ้าของฉายา "สุดยอดนักกีฬาแห่งศตวรรษ" นั่นคือ เปเล่ และนี่คือเหตุลที่ว่าทำไมเขาจึงไม่ย้ายไปเล่นในยุโรป นั่นก็เพราะว่าลีกบราซิลในเวลานั้นแข็งแกร่งที่สุด พวกเขาเล่นฟุตบอลตามปรัชญาที่ว่า "ถ้าคู่แข่งยิงเรา 1 ลูก เราจะยิงพวกเขากลับ 3 ลูก"

ไม่ว่าคู่แข่งจะเก่งแค่ไหนก็ไม่สำคัญ เบนฟิก้า ยอดมหาอำนาจจากยุโรปในเวลานั้นก็ไม่รอดเงื้อมมือของ ซานโต้ส ทีมจาก บราซิล คว้าแชมป์สโมสรโลก 2 ครั้งในปี 1962 และ 1963 ด้วยการเอาชนะ เบนฟิก้า และ มิลาน
 
การตัดสินพวกเขาจากถ้วยรางวัลอย่างเดียวอาจจะเป็นอะไรที่ไม่ชัดเจนนัก เพราะพวกเขาปฎิเสธที่จะลงเเข่งขันในรายการ โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส หลังจากที่คว้าแชมป์ 2 ครั้งในรอบสองปี และเหตุผลของการทื่ไม่ลงเเข่งในรายการนี้คือ ซานโตส ต้องหาเงินเพื่อจ่ายค่าจ้างของ เปเล่ นั่นจึงทำให้พวกเขาต้องการเล่นในรายการที่ยิ่งใหญ่กว่าและเจอคู่แข่งที่เก่งกาจยิ่งกว่านั้น พวกเขาท้า เรอัล มาดริด ที่มี อัลเฟรโด้ ดิ สเตฟาโน่ เพื่อขอเปิดแมตช์ดวลกันเป็นพิเศษ ทว่า มาดริด ก็ไม่เล่นด้วย เรื่องนี้ทำให้บางคนคิดว่าพวกสเปนนั้นกลัวว่าจะแพ้มากกว่าเหตุผลใดๆ
 

ชัยชนะที่นับไม่ถ้วนของพวกเขาต่อยอดทีมถ้าจะให้เรียงก็คงจะยืดยาวเป็นแน่ พวกเขาชนะ อินเตอร์ มิลาน 4-1 , แฟร้งเฟิร์ต 5-2 , เชฟฟิลด์ เว้นส์เดย์ 4-2 และ เบนฟิก้า อีก 2 เกมด้วยสกอร์ 5-2 และ 4-0 หลังจากนั้นก็เกิดวลีที่แสนผยองจาก ลูล่า กุนซือของทีมซานโตสในชุดนั้นว่า "ออกไปสู้กับไอพวกนั้นและบอกให้มันรู้ว่าแกมีดีอะไร"

8. อินเตอร์ มิลาน 1962-67

ครั้งหนึ่ง อินเตอร์ คือทีมที่เป็นตัวกำหนดว่าวงการฟุตบอล อิตาลี มีดีอะไร! เฮเลนิโอ้ เอร์เรร่า กุนซือของทีมอาจจะไม่ได้เป็นผู้คิดค้นแท็คติค คาเตนัชโช่ (คาร์ล แรปเพ่น กุนซือทีมชาติ ออสเตรีย คือผู้สร้างก่อนหน้าไม่กี่ปี) แต่ อินเตอร์ คือผู้ปรุงแต่งด้วยแท็คติก 5-3-2 ด้วยการใช้ ลิเบอโร่ 2 คนที่คอยเล่นเกมโต้กลับเร็วอย่างแม่นยำ

หลังจากย้านมาจาก บาร์เซโลน่า ในปี 1960 เอร์เรร่า เข้ามาสร้างยุคใหม่ให้กับ อินเตอร์ และแน่นอนนั่นรวมถึงแท็คติกใหม่ด้วย เขาเริ่มจัดการตั้งแต่เรื่องโภชนาการอาหารการกิน ห้ามให้นักเตะดื่มเหล้าและสูบบุหรี่ซึ่งเป็นข้อห้ามที่เคร่งครัดที่หาได้ยากในยุคเก่าๆ ผมเล่นในทีมจะต้องมาเข้าเเคมป์เก็บตัวกับทีมตั้งแต่วันพฤหัสบดีเพื่อเตรียมตัวเเข่งในวันอาทิตย์โดยจะเริ่มเน้นไปที่เรื่องของการสร้างแรงบันดาลใจจากคำพูดปลุกใจของเขา

และมีเรื่องเล่าว่าในแคมป์อินเตอร์ ณ เวลานั้นจะได้ยินแต่คำว่า "คลาส +การตรียมพร้อม + การเล่นแบบชาญฉลาด + ไม่ปราณี = แชมป์เปี้ยน " เเละผลลัพท์ก็ออกมายอดเยี่ยม เด็กๆของ เอร์เรร่า คว้าแชมป์ กัลโช่ เซเรีย อา ก่อนจะคว้าแชมป์ยุโรปได้ในปี 1964 และ 1965 ส่วนในปี 1966 และ 1967 พวกเขาก็ได้เข้าชิงเช่นกันทว่าโชคไม่ดีที่พ่ายให้กับ กลาสโกว์ เซลติก

เงินเองก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญ อินเตอร์ นั่นมั่งคงน่าดูในช่วงเวลาดังกล่าว พวกเขามีนักเตะยอดเยี่ยมมากมายไม่ว่าจะเป็น อาร์มานโด้ ปิชชี่ , ทาร์ชิสิโอ เบิร์กนิช , จิอันซินโต้ ฟัชเช็ตติ , หลุยส์ ซัวเรส , แยร์ มาริโอ คอร์โว่ และ ซานโดร มาซโซล่า เป็นต้น นี่คือทีมของ เอร์เรร่า ที่ดีที่สุดในยุคนั้นก่อนที่กุนซือชาวอาร์เจนไตน์จะกลายเป็นผู้จัดการทีมที่มีค่าเหนื่อยสูงที่สุดในโลกกับ โรม่า ในเวลาต่อมา
 

Pages