The Oldest Thai Footballer Alive บำเพ็ญ ลัทธิมนต์ : ไอ้หนูชุดนี้มันเก่งจริงๆนะ!

เปิดใจคุยกับชายผู้ที่มีอายุมากที่สุดในประวัติศาสตร์วงการลูกหนังไทยที่ยังมีชีวิต ลุงบำเพ็ญ ลัทธิมนต์ ในวัย 86 ปี...ใคร คือ ยอดนักเตะไทยในปัจจุบันสำหรับสายตายอดตำนานกองหน้าไทยคนนี้ ติดตามได้กับ FFT TH

นี่ คือ ชายผู้ที่อายุมากที่สุดในทีมชาติไทยชุดโอลิมปิก ครั้งประวัติศาสตร์ ปี 1956 ที่เมลเบิร์น ออสเตรเลีย ที่ยังมีชีวิต... วันนี้ FFT TH ได้บุกไปพบกับตำนานในวัย 86 ปีคนนี้ถึงอุบลราชธานี ดินแดนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทย แม้เป็นช่วงเวลาสั้นๆไม่นานนัก แต่ก็พอได้เรื่อง เกี่ยวกับยุคสมัยอดีตที่ภาคภูมิใจของเขา, ชีวิตปัจจุบัน, ฟุตบอลไทยสมัยใหม่ และกองหน้าไทยในดวงใจตลอดกาลของ คุณลุงผู้เป็นตำนานคนนี้

แต่ เดี๋ยวๆๆๆ...เห็นอายุขนาดนี้คงคิดว่าเดินเหินไม่ไหว พูดค่อยๆช้าๆ แต่เปล่าเลย! คุณตาผู้เป็นตำนานผู้นี้ยังคงเตะปี๊บดัง...พูดรัวไม่หยุด... ว่าแล้วก็ไปคุยกันสบายๆ สไตล์คุณลุงเขาเลยดีกว่า

FFT TH : สวัสดีครับ คุณลุง

ลุงบำเพ็ญ : โอย สวัสดี แหม่… ดีใจนะที่เจอ ได้มีคนมาคุยเรื่องฟุตบอลกัน… เมื่อวานลุงเพิ่งไปดูฟุตบอลมาเอง

FFT TH : หือ… คุณลุงยังไปดูฟุตบอลตลอดเลยเหรอครับ

ลุงบำเพ็ญ : ใช่ ไปตลอดนั่นแหละ

FFT TH : คุณลุงยังดูแข็งแรงมากๆเลยจริงๆ...ทั้งที่อายุได้ 86 ปีแล้ว

ลุงบำเพ็ญ : ใช่ ลุงแก่ที่สุดในทีมชาติไทยชุดโอลิมปิก 1956 ที่เมลเบิร์น นั่นแหละ จริงๆ ตอนนี้ก็มีชีวิตเหลือกันไม่กี่คนน่ะ คนที่มีอายุใกล้เคียงลุงมากสุดก็ คือ นิตย์ (ศรียาภัย) อายุเราเท่ากันเนี่ยแหละ แต่ลุงอาจจะแก่เดือนกว่าเล็กน้อย

FFT TH : เดินเหินคล่องแคล่วทั้งที่อายุขนาดนี้ คุณลุงมีเคล็ดลับอย่างไรครับ

ลุงบำเพ็ญ : โฮ่ๆ เคล็ดลับไม่มีเลย! แต่ลุงรักษาสุขภาพมาตั้งแต่เด็กแล้ว จริงๆ ตั้งแต่อายุ 18 – 19 ปี ก็ไม่กินเหล้าไม่สูบบุหรี่ สมัยเข้ากรุงเทพฯ ก็ลองกินนะ แต่กินไม่เป็นจริงๆ ก็พยายามแล้วนะ

FFT TH : สมัยนั้นเริ่มเล่นฟุตบอลแล้ว

ลุงบำเพ็ญ : เล่นแล้วซิ…แต่ความจริงลุงเป็นนักมวยไทยมาก่อนน่ะ ต่อยในจังหวัดเนี่ยแหละ ต่อยเก่งมาก  ไฟต์หนึ่งได้ 50 บาท ต่อยจนไม่มีคู่ชก จะว่าไปลุงอาจจะต่อยมวยได้เก่งกว่าการเล่นเป็นศูนย์หน้าด้วยซ้ำน่ะ (หัวเราะแบบน่ารักๆ) เมื่อก่อนลุงกล้ามเนื้อบึกบึน แต่ว่าจุดเปลี่ยนที่ทำให้มาชอบฟุตบอลก็เพราะว่าสมัยก่อน ตอนอายุประมาณ 18 ปี มันมีพวกนักเตะทีมชาติเดินสาย 7 – 8 คนมาเล่นฟุตบอล และก็มาสอนคนในพื้นที่… สมัยนั้นมี เหงียน วัน เดื๊อก (อดีตตำนานกองหลังทีมชาติเวียดนาม) ที่เป็นพ่อเลี้ยงของ นิวัฒน์ ศรีสวัสดิ์ และพ่อแท้ๆของ ดาวยศ ดารา (อีกหนึ่งตำนานทีมชาติไทย) เข้ามาสอน…ท่านสอนเก่งมากจริงๆนะ ทั้งเรื่องเทคนิค เบสิคต่างๆ มันนำไปใช้จริงในสนามได้หมดเลย แล้วก็นั่นแหละหลังจากนั้นลุงก็เลยชอบฟุตบอล

FFT TH : แล้วตอนเริ่มเล่น… เล่นตำแหน่งอะไร?

ลุงบำเพ็ญ : เมื่อก่อนเขาเรียกกันว่า “หน้าซ้าย” นะ ซึ่งสมัยนี้เขาก็เรียกกันว่า “กองหน้า” แหละ ลุงเล่นกองหน้ามาตลอด โอยยย! สมัยก่อนลุงวิ่งเร็ว เร็วมากนะ 100 เมตรวิ่งได้ 11.8 วินาที ถือว่าเร็วมากในสมัยนั้น

FFT TH : สมัยนี้ก็ยังถือว่าเร็วน่ะครับ…

ลุงบำเพ็ญ : อื้ม แต่เดี๋ยวนี้ลุงวิ่งไม่ไหวแล้ว สังขารไม่ให้ (ปล่อยมุขอีก)

FFT TH : แล้วคุณลุงเข้ากรุงเทพฯ มาได้ยังไงครับ?

ลุงบำเพ็ญ : ตอนนั้นพอเริ่มชอบฟุตบอลก็เป็นตัวแทนของจังหวัดเนี่ยแหละ แล้วด้วยความที่ลุงรับราชการเป็นตำรวจด้วย ก็ได้ย้ายเข้าไปที่กรุงเทพฯ เพื่อเข้าไปเล่นทีมตำรวจ ตั้งแต่อายุประมาณ 21 ปี ความจริงสมัยโน้นอยากจะไปเรียนการจราจรที่ญี่ปุ่นนะ ใฝ่ฝันมาก แต่สุดท้ายไม่ได้ไป เอ้า! มาต่อเรื่องฟุตบอล…. สมัยนั้นมันเป็นระบบฟุตบอลไล่ตั้งแต่ถ้วย ค. ข. ก. เนอะ… ลุงก็เล่นหมดแหละ พอขึ้นมาเล่นถ้วย ก. ก็ชนะไปเรื่อย แล้วผมก็ติดทีมชาติ… สมัยนั้นทีมจากฮ่องกง และทีมจากญี่ปุ่นมาเล่นที่บ้านเราบ่อยผมก็เล่นมันทุกนัดแหละ เจอญี่ปุ่นเนี่ย ผมยิงพวกเขาทีละ 2-3 ลูกทุกนัด แถมผมนี่ไม่เคยลงเป็นตัวสำรองเลยนะ ตัวจริงตลอด ไม่ได้พักเลย จนกระทั่งติดทีมไปโอลิมปิก ตอนอายุได้ประมาณ  26 ปี (ยิ้ม)

FFT TH : มาาพูดถึงโอลิมปิกเกมส์กันบ้างดีกว่า… ใครๆก็คงจะสนใจ มันเป็นอย่างไร?

ลุงบำเพ็ญ : สมัยนั้นฟุตบอลบ้านเราทางรัฐบาลเขาไม่ได้มาสนับสนุนกันเหมือนทุกวันนี้… ตอนแรกที่ได้สิทธิ์เข้าร่วมแข่งขัน พร้อมกับอินโดนีเซีย (อีกหนึ่งตัวแทนจากเอเชีย) เราก็คัดเลือกเก็บตัวกัน 6 เดือน จาก 200 กว่าคน จนเหลือ 18 คน แต่งบไม่พอก็เลยต้องตัดงบ และเหลือแค่ 13 คนเท่านั้น ที่ไปเข้าร่วมการแข่งขัน ที่เมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย... โอลิมปิก สมัยก่อนนั้นใช้ระบบน็อคเอ๊าท์ แพ้คัดออกทันที ซึ่ง ไทย เจอกับ สหราชอาณาจักร

FFT TH : อยากรู้บรรยากาศเป็นอย่างไรที่ประเทศไทยสมัยนั้น?

ลุงบำเพ็ญ : ข่าวสมัยนั้นมีอยูไม่กี่ฉบับ แต่ก็การลงข่าวหนังสือพิมพ์ ซึ่งคนไทยก็คงตื่นเต้นแหละ เพราะมันเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่นะ มันเป็นเกียรติประวัติของผม…

FFT TH : เล่าให้ฟังถึงการออกเดินทางนอกประเทศครั้งแรกในชีวิตให้ฟังทีครับ

ลุงบำเพ็ญ : โห ตื่นเต้นเนอะ… คนบ้านนอก แต่ได้ขึ้นเครื่องบิน ทั้งตื่นเต้น ทั้งกลัว แล้วสมัยก่อนการเดินทางมันไม่เร็วแบบนี้ ไปเมลเบิร์น สมัยนี้ไม่กี่ชั่วโมง แต่ตอน 60 กว่าปีก่อน ต้องแวะพักหลายที่  

FFT TH : พอถึงวันแข่งขัน… เมื่อได้ไปสนามแข่งเป็นอย่างไร?

ลุงบำเพ็ญ : โอย คือ…สนามไทยสมัยนั้นก็ไม่ได้เรื่องครับ บอกตรงๆ โล้นบ้าง อะไรบ้าง กระทั่งสนามศุภชลาศัย หญ้าก็ยังมีเป็นหย่อมๆ ซึ่งสนามที่ผมไปแข่งโอลิมปิกเนี่ยเห็นแล้วมันตื่นเต้น สวย เรียบ เนียน แบบที่ไม่เคยเจอที่ไหนมาก่อนที่ประเทศไทย ตื่นเต้นมาก (อีกแล้ว) พอฝนตกลงมาหน่อยเดียวก็จะทำให้สนามลื่นไถลไปง่ายมาก (สนามที่ใช้ทำการแข่งขันวันดังกล่าว คือ เมลเบิร์น คริกเก็ต กราวด์ มีผู้เข้าชม 3,693 คนในวันที่ทีมชาติไทยพบกับสหราชอาณาจักร)

FFT TH : เจอกับคู่แข่งอย่างสหราชอาณาจักรตื่นเต้นไหม?

ลุงบำเพ็ญ : คือ จริงๆ เมื่อก่อนเรื่องพวกข่าวฟุตบอลต่างประเทศ มันก็ไม่ได้มีเยอะแยะเหมือนสมัยนี้หรอกนะ เราก็ไม่รู้จักใครนักหรอก แต่ก็รู้แค่ว่ามี แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เราก็ตื่นเต้นเพราะได้ยินว่ามีนักเตะแมนฯยู ลงเล่นด้วย คือ พวกเขาตัวสูงใหญ่มากจริง เราเห็นเราก็รู้แล้วแหละว่าเป็นรอง แถมยิ่งตื่นเต้นหนักเมื่อต้องยืนเรียงแถวหน้ากระดานก่อนลงสนาม บางคนนี่…สูง 2 เมตรยังมีเลย พอลงไปเล่นกันแล้ว มันเหมือนลิงชิงบอล พวกเขาก็เปิด โยน โหม่ง กันแบบนี้ง่ายๆ พวกอังกฤษเนี่ยเก่งมากลูกโยนยาว เรียกว่าเป็นพวกต้นตำรับจริงๆ...วันนั้นความจริงผมลงเล่นเป็นศูนย์หน้า แต่เล่นไปเล่นมา ผมต้องลงไปเล่นแบ็คซ้ายแทนที่เพื่อนที่ได้รับบาดเจ็บ แถมเกมนั้นทำเสียลูกจุดโทษอีกต่างหาก (ตามบันทึกของโอลิมปิก ระบุว่า เจมส์ ลูอิส ตำนานทีมเชลซี เป็นคนรับอาสายิงเข้าไปปัจจุบันยังมีชีวิตอยู่) สุดท้ายแพ้ไป 0 – 9 แต่พวกเราก็สู้เต็มที่แล้ว มันเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจที่สุดครั้งหนึ่งของชีวิตนะ

FFT TH : แพ้แล้วทำอย่างไรต่อ?

ลุงบำเพ็ญ : แพ้แล้วเราก็เที่ยว…

FFT TH : ???

ลุงบำเพ็ญ : ก็สมัยโน้นเวลานั่งเครื่องไป มันต้องไปกันหมดทั้งประเทศ (ทุกชนิดกีฬา) พอจะกลับก็ต้องกลับพร้อมกันหมด พวกผมอยู่ต่อกันอีกเกือบ 20 วัน แต่ที่ว่าเที่ยวก็ไม่ได้ไปไหนนักหรอก อย่างผมเนี่ยผมจะเข้าไปขอดูการฝึกซ้อมของทีมโซเวียต ผมชอบพวกเขามากจริงๆ สมัยก่อนนั้นพวกเขาเก่งที่สุดแล้ว ทีแรกเขาก็ไม่ให้ผมเข้าไปหรอก ผมก็ไปยกมือไหว้บอกผมมาจากทีมไทยแลนด์ขอเข้าไปดูไปศึกษาเรียนรู้แล้วสุดท้ายโค้ชก็ให้ (โค้ชในเวลานั้นของโซเวียต คือ กาฟริล คาชาลิน ปัจจุบันเสียชีวิตแล้ว) คือ สมัยนั้นผมอยากเข้าไปศึกษาการเป็นผู้รักษาประตูของ เลฟ ยาชิน (ตำนานผู้รักษาประตูโซเวียต เจ้าของฉายา “ไอ้ปลาหมึกยักษ์ดำ”) ผมชอบเขามากจริงๆ ตัวนี่สูงใหญ่มาก แล้วเวลาเขาออกมาตัดบอล เขาจะใช้วิธีชก ไม่รับเข้าซอง โดยเฉพาะถ้ามีฝนตกลงมา เขาจะชกทิ้งเท่านั้น ไม่มีประมาทเลย แล้วเวลารับลูกเข้าซองได้ เขาจะกอดลูกไว้แน่น ไม่ยอมให้ใครมาเข้าใกล้เด็ดขาด

FFT TH : แต่คุณลุงเป็นศูนย์หน้า… ทำไมไปสนใจผู้รักษาประตู

ลุงบำเพ็ญ : ลุงอยากเอากลับมาสอนครับ สมันนั้นลุงคิดว่าได้โอกาสไปแล้วตอนนำความรู้กลับมาให้ได้ ลุงยังมีความสุขกับฟุตบอลตลอด จนถึงปัจจุบันนี้ มันมีอะไรที่น่าศึกษาเรียนรู้ตลอดเวลา อย่างที่บอกว่าลุงไปดูฟุตบอลที่สนาม (ดิวิชั่น 2) ทุกสัปดาห์  

FFT TH : ลองมาพูดถึงฟุตบอลทีมชาติปัจจุบันกันบ้างดีกว่าครับ

ลุงบำเพ็ญ : ฮึ่ย… ลุงว่าไอ้หนูชุดนี้เนี่ยมันเก่งน่าดูนะ ลุงชอบจริงๆ

FFT TH : ขนาดนั้นเลยเหรอครับ เก่งกว่ายุคลุงไหม?

-ติดตามความเห็น และ ไอดอลนักเตะไทยในปัจจุบันของลุงบำเพ็ญ ในหน้าถัดไป-

Topics