One Club Man เจษฏา พั่วนะคุณมี : กัปตันโอสถฯคนสุดท้าย

โอสถสภาฯ สโมสรระดับตำนานของฟุตบอลไทย ถึงคราปิดฉาก 39 ปี และเขาคนนี้คือกัปตันคนสุดท้าย เรื่องราวตลอด 18 ปีที่รับใช้สโมสร จากเด็กเก็บบอลสู่ “วัน แมน คลับ” จนถึงวินาทีอำลา… 

“ห้างขายยา” สโมสรฟุตบอลโอสถสภา ถือกำเนิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ.2520 สร้างนักฟุตบอลมาประดับวงการลูกหนังไทยมากมาย แม้ช่วง 10 ปีหลัง สโมสรต้องพบการเปลี่ยนแปลงมากมาย ทั้งการย้ายถิ่นฐาน เปลี่ยนชื่อทีม กระทั่งวันหนึ่งที่ต้องประกาศขายสิทธิ์การทำทีม นับเป็นฉากสุดท้ายของอีกหนึ่งตำนานวงการลูกหนังไทย ที่ต้องสิ้นสุดลงเฉกเช่น การไฟฟ้า, ธ.กสิกรไทย, ธ.กรุงไทย

ในยุคที่ฟุตบอลอาชีพเฟื่องฟู การที่นักฟุตบอลสักคนหนึ่งจะเลือกที่ย้ายทีมเพื่อรายได้ที่ดีกว่า เพื่ออนาคต เพื่อความท้าทายใหม่ คงไม่ใช่เรื่องยากที่สามารถพบเห็นได้ทั่วไป แต่หากจะหาใครสักคนเลือกที่จะจงรักภักดีกับต้นสังกัดเดียวมายาวนานถึง 18 ปี คงไม่ง่ายเลยที่หาได้ในยุคนี้

เจษฏา พั่วนะคุณมี ชายผู้ใช้เวลามากกว่าครึ่งชีวิต อยู่กับสโมสรแห่งนี้ เขาเป็นยิ่งกว่าสัญลักษณ์ของทีม ผ่านช่วงเวลาแห่งสุข และทุกข์มากมาย จนถึงวันสุดท้ายที่เขาถอดปลอกแขนกัปตันทีม เก็บไว้ในลิ้นชักความทรงจำส่วนที่ลึกสุดว่า “ครั้งหนึ่งเคยได้ชื่อว่าเป็นกัปตันทีมโอสถสภาคนสุดท้าย”

โฟร์โฟร์ทู ไทยแลนด์ ขอพา “ตำนานพลังเอ็ม” มาเปิดใจทุกความรู้สึก… เล่าผ่านทุกช่วงเวลา และอนาคตการค้าแข้งต่อจากนี้ ที่ไม่ได้เป็นนักเตะโอสถสภาอีกต่อไปแล้ว

จากสารคาม…ตามรอยไอดอล

“ครั้งแรกที่ผมเข้ากรุงเทพ มาเจอกับพี่โต่ย (ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย) เชื่อไหม ผมไม่กล้ามองหน้าพี่เขาเลย เกร็งมาก เคยเห็นพี่เขาแต่ในทีวี สำหรับผมแล้ว พี่โต่ย เป็นยิ่งกว่าไอดอลซะอีก”

คำบอกเล่าถึงเหตุการณ์ที่กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิตเด็กบ้านนอกจาก อ.ยางสีสุราช จ.มหาสารคาม ไปตลอดชีวิต...

ย้อนกลับไปก่อนถึงวินาทีนั้น  “โจ๊ก” เจษฏา พั่วนะคุณมี เริ่มหัดเล่นฟุตบอลครั้งแรก ตอน ป.4 ฝีเท้าของเขาโดดเด่นกว่าเพื่อนรุ่นร่วม จนได้ย้ายไปเรียน ม.ต้น ที่โรงเรียนพยัคฆภูมิวิทยาคาร ซึ่งเป็นโรงเรียนประจำอำเภอ แม้เขาจะเข้าเรียนก่อนเกณฑ์หนึ่งปี แต่ก็จะถูกดันขึ้นไปเล่นข้ามรุ่น เช่น ตอนเขาอายุ 13-14 ขวบ เขาข้ามไปเล่นรุ่น 18 ปี จนพาทีมโรงเรียนของเขาเป็นตัวแทนจังหวัด ได้เข้าไปแข่งกีฬาเขตการศึกษา

ช่วงที่เขายังเป็นเด็ก คือเวลาเดียวกับ “ศิริศักดิ์ ยอดญาติไทย” ดาวเตะชาวจังหวัดมหาสารคาม กำลังโด่งดังจากเล่นฟุตบอลให้กับ โอสถสภาฯ เรียกว่าคนทั้งจังหวัดไม่มีใครไม่รู้จัก การได้เห็นนักเตะขวัญใจผ่านจอทีวี กลายเป็นแรงบันดาลใจที่ทำให้ เด็กน้อยคนนี้อยากเล่นฟุตบอล เพื่อจะมีโอกาสได้ออกโทรทัศน์อย่างเขาบ้าง

“ความจริง ครอบครัวของพี่โต่ย ถือว่ามีความสำคัญกับชีวิตผมมาก พ่อของพี่โต่ย เป็น ครูใหญ่โรงเรียนประถมของผม แม่ของพี่โต่ยเป็นพยาบาลทำคลอดผมมากับมือ และพี่ชายพี่โต่ย ยังเป็นคนผลักดันให้ไปเล่นฟุตบอลกรุงเทพ และฝากฝังให้ผมไปอยู่กับพี่โต่ย”

ดนัย ยอดญาติไทย พี่ชายของศิริศักดิ์ แม้จะไม่ได้เล่นฟุตบอลอาชีพแบบน้อง แต่เขาก็เป็นถึงนักฟุตบอลดีกรีตัวแทนจังหวัด โดยเขาเลือกเดินทางรอยแม่ ด้วยการยึดอาชีพหมอ ทุกวันๆ  เจษฏา จะรีบตื่นตั้งแต่ หกโมงเช้า เพื่อมานั่งดู  ดนัย วิ่งออกกำลังกาย และขอรุ่นพี่ซ้อมบอลด้วยในช่วงทุกเย็น ภายในสนามโรงเรียนของเขานั่น

ความขยัน และฝีเท้าที่เกินวัย ทำให้ ดนัย มองเห็นอนาคตของเด็กน้อยรายนี้ หลังเรียนจบ ม.ต้น เขาจึงโทรไปบอกน้องชายว่า จะส่งเด็กหนึ่งคนไปอยู่ด้วย เพื่อจะได้เข้าเรียนและเล่นฟุตบอลในเมืองกรุง “โจ๊ก” หอบกระเป๋าเสื้อผ้านั่งรถมากับ ดนัย จากมหาสารคามมุ่งหน้าสู่  ย่านลำสาลี กรุงเทพมหานคร ที่เป็นบ้านของน้องชาย

“พี่โต่ย เป็นคนที่ชอบสนับสนุนเยาวชน ชอบปั้นเด็ก นอกจากผมแล้ว ก็มีเด็กรุ่นหลังจากผม ตามมาอีกหลายคน แต่ส่วนใหญ่จะไปไม่ถึงฝั่งฝัน น่าจะมีพอคนเดียวที่พอมีคนรู้จักหน่อย”

“ส่วนตัวแล้ว ผมไม่เคยคิดหรอกว่า วันหนึ่งคนที่เคยเห็นในทีวี เราจะได้มาอยู่ใกล้ชิดกับเขา ได้ขัดรองเท้าให้เขา ผมนั่งขัดแล้วขัดอีก รองเท้าโคป้าคู่เก่งของแกเนี้ย  พี่โต่ยสอนทั้งการใช้ชีวิตและการเล่นฟุตบอลให้กับผม”

ร.ร.กรุงเทพคริสเตียน คือหมุดหมายที่ เจษฏา ตั้งใจจะต้องเข้าไปต่อ ม.ปลาย ให้ได้ ช่วงเวลานั้นคือยุคทองของชงโคงสีม่วง ครองความยิ่งใหญ่ของลูกหนังสั้นขาสั้นเมืองไทย เจ้าตัวตัดสินใจหิ้วไปคัดตัวท่ามกลางเดือนมากกว่า 1,000 คน แต่จะมีเพียง 12 คนเท่านั้นที่สมหวัง เจษฏาผ่านการคัดเลือกถึง 15 คนสุดท้าย ด้วยความอายุน้อยกว่าเกณฑ์บวกกับเพื่อนมาคัดตัวในตอนนี้ล้วนเป็น ดาวรุ่งเบอร์ต้นๆของประเทศ อาทิ ณรงค์ชัย วชิรบาล, ธนพัต ณ ท่าเรือ ทำให้เขาชวดโอกาสจะได้เรียนที่อย่างใจนึก

หลังจากพลาดเป้าในปีแรก ทำให้เขาจำต้องหาที่เรียน ม.4 ไปพลาง ที่โรงเรียนบางกะปิ ซึ่งอยู่ใกล้กับสนามฝึกซ้อมของโอสถสภาฯ เจษฏา ตอนอายุ 15 ปี เริ่มเข้ามาไปอยู่ในทีมโอสถสภา จากการเป็นเด็กยกน้ำ คอยเก็บลูกบอลให้พวกรุ่นพี่ ซึ่งยุคนั้น ไพโรจน์ บวรรัตนดิลก ยังเป็นนักฟุตบอลอยู่ จากนั้น เขาก็ได้เริ่มรับการฝึกซ้อม และลงแข่งขันให้ ทีมโอสถสภาฯ ชุดเยาวชน  หรือบางครั้ง โค้ชก็เรียกตัวเขาไปร่วมซ้อมแทคติก ตามตำแหน่งที่ขาด รุ่นพี่นักเตะต่างรู้จักเขาเป็นอย่างดี ในนาม “ไอ้ข้าวเละ” (แปลว่าโจ๊ก)

ใครจะไปคิดว่า “ไอ้ข้าวเละ” ในวันนั้น... อีก 17 ปีต่อมา จะกลายมาเป็นตำนานของสโมสรแห่งนี้