Analysis

โนเนมทะยานฟ้า : 11 แข้งโชว์ฟอร์มดีในฟุตบอลโลก 2018 แบบที่ไม่มีใครคาดถึง

ทุกการแข่งขันฟุตบอลโลก มักจะมีแข้งโนเนมแจ้งเกิดได้เสมอ และครั้งนี้ก็เช่นกัน มาดูว่า 11 นักเตะที่เราคาดไม่ถึงว่าจะโชว์ฟอร์มดีในฟุตบอลโลกรอบแบ่งกลุ่มที่รัสเซียครั้งนี้ มีใครบ้าง 

We are part of The Trust Project What is it?

ผู้รักษาประตู : โช ฮยุน วู (เกาหลีใต้)

ปฎิเสธไม่ได้เลยจริงๆว่าผู้รักษาประตูของเกาหลีใต้รายนี้คือดาวเตะตำแหน่งนายด่านที่โดดเด่นที่สุดคนหนึ่ง ชนิดที่ใครก็คาดไม่ถึงอย่างแท้จริง

โช ฮยุน วู เป็นผู้รักษาประตูจากสโมสร แตกู เอฟซี ได้ลงทุกนัดในรอบแบ่งกลุ่ม แม้จะโดนแฟนบอลในประเทศโจมตีว่าไมาเหมาะสมกับการเป็นมือ 1 ทว่าเมื่อมองกันตามความจริงแล้ว โช มีลูกเซฟแบบจั๋งๆจะๆให้เห็นแทบทุกเกม โดยเฉพาะเกมกับแชมป์โลก 2014 อย่าง เยอรมัน ที่เขางัดเอาทุกกระบวนท่าปัดป้องไปได้หมด จนในที่สุดก็ได้เป็นแมน ออฟ เดอะ แมตช์ ในเกมแห่งประวัติศาสตร์ที่เกาหลีใต้เอาชนะเยอรมันไป 2-0 ดึงทัพอินทรีเหล็กจมเป็นบ๊วยของกลุ่มไปแบบเหนือความคาดหมาย

แบ็คขวา : นาบิล ดิราร์ (โมร็อคโค)

อดีตแบ็คขวาของโมนาโกที่ย้ายมาอยู่กับ เฟเนร์บาห์เช่ ในฤดูกาล 2017 โชว์ของออกมาอย่างเต็มที่แม้ว่า โมร็อคโค จะตกรอบแรกไปก็ตาม

ว่ากันตามตรงแล้ว โมร็อคโค เป็นทีมที่ดีในแทบจะทุกพื้นที่ของสนาม น่าเสียดายที่ปัญหาเดียวของพวกเขาคือเรื่องของการจบสกอร์ เพราะ 2 เกมแรกไล่โขยกทั้ง อิหร่าน และ โปรตุเกส จนเป๋ไปเป๋มาทว่าจบไม่คมเสียเองจนแพ้ไปในที่สุด

ส่วนในเเนวรับต้องบอกเลยว่าเราจะได้เห็นจังหวะพาบอลขึ้นหน้าของ ดิราร์ บ่อยมาก โดยเฉพาะเกมกับ สเปน ที่เขาจี้เขาใส่ ฆอร์ดี้ อัลบา ตลอดทั้งเกม และได้ครอสสวยๆหลายครั้ง เรียกได้ว่าถ้า ดิราร์ ได้ผสานงานกับปีกอย่าง นอร์ดิน อัมราบัต แล้วทีมไหนเจอก็ต้องปวดหัว

เซ็นเตอร์แบ็ค : ซิมง เคียร์ (เดนมาร์ก)

ปราการหลังกัปตันทีมชาติเดนมาร์กแสดงให้เห็นถึงคำว่า "แน่น" ที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร

ทุกจังหวะสำหรับการเข้าปะทะของ เคียร๋ นั้นแทบจะเป็นแฟร์ชาร์จทั้งหมด เท็คนิคการเข้าแย่งบอลของเขาร้ายกาจเหลือเชื่อ หลายคนอาจจะมองว่า อันเดรส คริสเตียนเซ่น ของ เชลซี คือหัวใจหลักของแนวรับทีมโคนมชุดนี้ ทว่าผู้อยู่เบื้องหลังที่้คอยทำหน้าที่สั่งการณ์และประคองน้องๆต้องยกให้เคียร์เป็นเบอร์ 1 อย่างแท้จริง

เซ็นเตอร์ฮาล์ฟจาก เฟเนร์บาห์เช่ รายนี้ช่วยให้ เดนมาร์ก เสียประตูเพียงลูกเดียวเท่านั้นในรอบแบ่งกลุ่ม และ 1 ประตูที่เสียไปนั้นเป็นจุดโทษในเกมกับ ออสเตรเลีย เสียด้วย

เซ็นเตอร์แบ็ค : อันเดรียส กรานควิสต์ (สวีเดน)

ในวัย 34 ปี ใครต่อใครมองตามหน้าเสื่อก็คงพาลจะคิดว่า กรานควิสต์ ไหวเหรอ? สำหรับศึกฟุตบอลโลกที่ต้องดวลกับแข้งพันธ์ดุจากทั้ง เยอรมัน และ เม็กซิโก

ทว่ามันผิดความไปหมด นอกจากนี้ปราการหลังจากสโมสรคราสโนดาร์รายนี้ จะโชว์ทักษะการอ่านจังหวะตัดบอลที่ยอดเยี่ยมแล้ว เขายังเป็นผู้ซัดสองจุดโทษจากในเกมกับ เกาหลีใต้ และ เม็กซิโก ช่วยให้ทัพไวกิ้งเข้ารอบแบบเป็นเเชมป์กลุ่มแบบหล่อเท่เกินใคร

เชื่อเหลือเกินหากมีการให้รางวัลนักเตะที่อายุเกิน 30 ปีในฟุตบอลโลกรอบแรก กรานควิสต์ สามารถแย่งตำแหน่งกับ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ได้แบบสบายๆเลยทีเดียว

แบ็คซ้าย : เอห์ซาน ฮายซาฟี (อิหร่าน)

ไม่มีใครคิดหรอกว่า อิหร่าน จะมีลุ้นเข้ารอบ 16 ทีมจนกระทั่งถึงวินาทีสุดท้ายของรอบแบ่งกลุ่ม และทั้งหมดทั้งมวลเกมรับของพวกเขาสมควรได้รับคำชื่นชม

แม้จะต้องเจอกับ สเปน,โมร็อกโก และ โปรตุเกส แต่กองหลังของ อิหร่าน ก็แทบไม่มีการเสียทรงบอลให้เห็นเลย และคนที่โดดเด่นที่สุดของทีมชุดนี้คงหนีไม่พ้น ฮายซาฟี แบ็คซ้ายจากสโมสรโอลิมเปียกอสอย่างแน่นอน

ทักษะการเล่นเกมรับของเขาดีเกินคาดสำหรับมาตฐานะนักเตะเอเชีย นอกจากนี้ยังมีความเข้าใจในเกมสูงมาก โดยเฉพาะจังหวะเคลื่อนที่ไปเล่นเกมบุกที่มักจะทำได้ถูกที่ถูกเวลาเสมอ

กองกลาง : ออเกเนกาโร่ เอเตโบ้ (ไนจีเรีย)

มดงานของทัพอินทรีมรกตตัวจริงเสียงจริงเลยทีเดียสำหรับ ออเกเนกาโร่ เอเตโบ้  ดาวตะที่เพิ่งย้ายไปอยู่กับ สโต๊ค ที่ตกชั้นไปสู่ลีกรองของอังกฤษก่อนฟุตบอลโลก 2018 จะเริ่้มด้วยค่าตัว 7 ล้านยูโร

ศักยภาพที่ เอเตโบ้ เเสดงออกมาในเวิลด์คัพทำให้ค่าตัวของเขาถูกลูงไปเยอะเลยทีเดียว เรื่องของการอ่านเกมตัดจังหวะ และวิ่งส่ายหาพื้นที่ในเเดนกลางทำให้ตัวออกบอลอย่าง จอน โอบี มิเกล เล่นได้อย่างสบายเมื่อมีเขาอยู่ข้างๆ

น่าเสียดายที่ ไนจีเรีย ตกรอบด้วยการแพ้อาร์เจนติน่าในนัดสุดท้าย เอเตโบ้ ได้ประกาศตัวเเล้วว่าเขาเปรีบเสมือน เอ็นโกโล่ ก็องเต้ ในเวอร์ชั่นที่ยังไม่ดังเแค่นั้นเอง

กองกลาง : เอ็คตอร์ เอร์เรร่า (เม็กซิโก)

บางครั้งกองกลางที่เก่งกาจก็ไม่จำเป็นต้องวางบอลไกลๆลงถึงเท้าเพื่อนอย่างนิ่มนวล หรือจ่ายทะลุจ่องตัดกองหลังจนคงดูร้องตะลึงเสมอไป เพราะ เอ็คตอร์ เอร์เรร่า ได้เเสดงให้เห็นเเล้วว่า "เล่นเรียบๆแต่เฉียบขาดเป็นอย่างไร"

หากจะบอกให้เห็นภาพคงเหมือนกับ เซร์คิโอ บุสเก็ต ในเวอร์ชั่นที่เทคนิคอาจจะไม่ได้ดีเท่า แต่ทักษะการตัดบอลของ เอร์เรร่า นั้นดีเยี่ยมอย่างเหลือเชื่อ การมีเขายืนอยู่หน้ากองหลังทำให้ทัพจังโก้ คว้าชัยแบบเหนือกว่าคู่แข่งสุดๆใน 2 เกมแรกที่พบกับ เยอรมัน และ เกาหลีใต้

ปัจจุบันเขายังอายุ 28 ปี ซึ่งถือว่าเป็นวัยกำลังพีค ถึงจุดนี้หลังจบฟุตบอลโลกปอร์โต้ต้นสังกัดของเขาอาจจะเตรียมรับเช็คก้อนโตอยู่ก็ได้

ปีกซ้าย : ฮวน เฟอร์นันโด ควินเตโร่ (โคลอมเบีย)

นี่คือนักเตะที่สอบไม่ผ่านกับ เอฟซี ปอร์โต้ จนต้นสังกัดเข็นไม่ขึ้นและปล่อยให้กับ ริเวอร์ เพลท ทว่าเมื่อจบรอบแรกฟุตบอลโลก 2018 ควินเตโร่ เริ่มพิสูจน์ให้เห็นเเล้วว่าเขาเป็นเด็กมีของ

เพลย์เมคเกอร์กึ่งริมเส้นรายนี้เป็นเหมือนเงาของ ฮาเมส โรดริเกส มาโดยตลอด แต่ผลงานการยิงฟรีคิกด้วยสมองในเกมแรกทีพ่าย ญี่ปุ่น 1-2 และจัดไปอีก 2 แอสซิสต์ในสองเกมที่เหลือทำให้เรารู้ว่าดาวเตะร่างเล็กรายนี้มีพิษสงแค่ไหนโดยเฉพาะเท้าซ้ายของเขาที่เชื่อใจได้

ตอนนี้ โคลอมเบีย กำลังได้แนวรุกชุดที่้ลงตัวที่หลังจากตามหามานาน นอกจาก ราดาเมล ฟัลเกา,ฮาเมส และ ฮวน กวาดราโด้ แล้ว ควินเตโร่ ก็เข้ามาช่วยเติมรสให้กลมกล่อมขึ้นไปอีก

กองกลางตัวรุก : อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน (รัสเซีย)

พญาหมีแห่งรัสเซียตัวจริงเสียงจริงสำหรับ อเล็กซานเดอร์ โกโลวิน ในตอนนี้ เพราะในช่วงอุ่นเครื่องก่อนทัวร์นาเม้นต์เริ่มมีแต่คนคาดคิดว่า รัสเซีย คงตกรอบแรกเพราะมีผลงานอุ่นเครื่องไม่เอาไหน

ทว่าเมื่อการแข่งขันจริงเริ่มขึ้น รัสเซีย กลับดุดันเกินคาดโดยเฉพาะในรายของ โกโลวิน ที่ยิ่งเล่นยิ่งเด่น ไม่ว่าจะเป็นการออกบอล และการเคลื่อนที่ด้วยการเลี้ยง ที่สำคัญที่สุดเขามีบอลสุดท้ายที่เชื่อใจได้เสมอ  

เกมแรกที่ รัสเซีย ชนะ ซาอุดิ อาระเบีย 5-0 โกโลวิน มีส่วนร่วมกับทุกประตูที่ทัพหมีขาวได้  และเกมที่ 2 กับ อียิปต์ ก็ยังโดดเด่นเป็นสง่า จากนี้เราต้องมาดูกันว่า พญาหมี รายนี้จะแจ้งเกิดแบบดังเปรี้ยงสุดๆได้แค่ไหน

ปีกขวา : อิสไมล่า ซาร์ (เซเนกัล)

อิสไมล่า ซาร์ เป็นปีกขวาอายุเพียง 20 ปีเท่านั้น แต่หน่วยก้านของเขาดูแล้วมีอนาคตไกลเป็นอย่างมากสำหรับผลงานกับ เซเนกัล ในรอบแบ่งกลุ่ม

เขามีความสูงใหญ่ในแบบฉบับนักเตะแอฟริกัน มีความปราดเปรียวและคล่องตัว จนกลายเป็นฝันร้ายของเหล่าแบ็คซ้ายของ ญี่ปุ่น,โคลอมเบีย และ โปแลนด์ ที่โดนปีกรายนี้เผากันแบบถ้วนหน้า

น่าเสียดายที่ เซเนกัล ตกรอบไปเสียก่อนไม่อย่างนั้น อิสไมล่า ซารร์ อาจะจได้โชว์ของมากกว่านี้และกลบรัสมีของ ซาดิโอ มาเน่ไปเลยก็ได้

กองหน้า : เปาโล เกร์เรโร่ (เปรู)

จอมเก๋าวัย 34 ปีจาก เปรู ต้องสู้กับอะไรหลายๆอย่างจนฟีฟ่า ยืนยันว่าเขาสามารถลงเล่นในฟุตอบโลก 2018 ได้

2 เกมแรกที่ เปรู แพ้ เดนมาร์ก และ ฝรั่งเศส น่าเสียดายที่ เกร์เรโร่ ไม่ได้ออกสตาร์ทเป็นตัวจริง ทว่าในเกมที่ 3 ที่ เปรู ตกรอบไปแล้วเขาพิสูจน์ตัวเองให้เห็นว่าอายุเป็นเพียงตัวเลขสำหรับเขา และเขายังเต็มที่เสมอแม้ทีมจะตกรอบไปแล้ว

จังหวะกลับตัวยิงใส่ ออสเตรเลีย ช่างเวิลด์คลาส เขาสัมผัสบอลถึง 30 ครั้ง,แย่งโหม่งชนะ 3 ครั้ง ยิงไป 1 ประตูและทำไปอีก 1 แอสซิสต์ นอกจากนี้ยังเป็นเจ้าของสถิตินักเตะเบอร์เสื้อหมายเลข 9 คนแรกที่ยิงประตูให้ เปรู ได้ในฟุตบอลโลกรอบสุดท้าย และเป็นนักเตะอายุมากสุดอันดับ 3 ของอเมริกาใต้ที่ยิงประตูได้ในฟุตบอลโลก รองแค่ อ็อบดูลิโอ จาซินโต วาเรลา ของอุรุกวัย (36 ปี 279 วัน) และ มาร์ติน ปาแลร์โม ของอาร์เจนตินา (36 ปี 227 วัน)