โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ : เกิดใหม่ในยุคคล็อปป์

แม้จะประเดิมสนามช้าและใช้เวลาปรับตัวกับพรีเมียร์ลีกไปบ้าง แต่ เอ็ดวาร์ด สแตรทมันน์ เชื่อว่า ดาวเตะทีมชาติบราซิลจะกลายเป็นกำลังสำคัญในยุค เจอร์เก้น คล็อปป์ อย่างแน่นอน

เกมกับ แมนฯซิตี้เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้ว คล็อปป์ ใช้แผน “ฟอลส์ ไนน์” โดยเขาจับเอา โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ ไปเล่นเป็นกองหน้าตัวเป้า พร้อมกับให้ถอยลงมาเล่นเป็นมิดฟิลด์ในบางครั้ง โดยกุนซือชาวเยอรมันให้สัมภาษณ์หลังจบเกมว่า “ก่อนเกม ผมบอกให้เขาเล่นเป็นหน้าเป้า แต่ต้องลงมาช่วยตรงกลางด้วย ซึ่งมันต่างจากกองกลางที่บางทีขึ้นมาเล่นเป็นกองหน้านะ”
 
ซึ่งแผนนี้ได้ผลสุดๆ เมื่อ ฟีร์มิโน่ กลายเป็นศูนย์กลางในเกมบุกของ “หงส์แดง” พร้อมกับมีอิสระในการเล่น จนมีส่วนช่วยให้ทีมทำได้ถึง 3 ประตูในครึ่งแรก ทั้งยังสร้างสรรค์โอกาสให้ตัวเองได้หลายครั้ง ดูอย่างวิดีโอข้างล่าง เพราะการเคลื่อนที่ดั่งจรวดของดาวเตะทีมชาติบราซิล ทำให้แผงหลังของ “เรือใบสีฟ้า” ปั่นป่วนไปหมด

ความเร็ว..ไม่เป็นรองใคร

อดีตเพลย์เมคเกอร์ฮอฟเฟ่นไฮม์  เคลื่อนที่ได้อย่างชาญฉลาด และความเร็วของเขา ทำให้ทั้ง มาร์ติน เดมิเคลิส และ เอเลียควิม ม็องกาล่า ปั่นป่วนตลอด 76 นาทีในสนาม นอกจากนี้ ฟีร์มิโน่ ยังเปิดช่องว่างระหว่างคู่เซนเตอร์ฮาร์ฟของเจ้าถิ่นได้ จนทำให้ทั้ง ฟิลิปเป้ คูตินโญ่ และ อดัม ลัลลาน่า มีพื้นที่ในการวิ่งตัดเข้าไปหลายครั้ง
 
หลายครั้งในเกมที่ ดาวเตะวัย 24 ปีถึงบอลก่อนแผงหลังเจ้าถิ่นหลายครั้งในเกมที่ ดาวเตะวัย 24 ปีถึงบอลก่อนแผงหลังเจ้าถิ่น ทั้งนี้อาจเป็นความผิดพลาดในการวางหมากของ มานูเอล เปเยกรินี ที่ให้แผงกองกลางของ “รองแชมป์เก่า” ยืนห่างกับแผนหลังจนเกินไป ซึ่งนั่นทำให้ ฟีร์มิโน่ ยิ่งเฉิดฉายขึ้นไปอีก  
 
อย่างประตูแรกที่พวกเขาได้จากการสกัดเข้าประตูตัวเองของ ม็องกาล่า นั้น เกิดจากการวิ่งตัดกองหลังอย่างรวดเร็วของดาวเตะหมายเลข 11 ก่อนเปิดบอลเข้ามา จนเซนเตอร์แบ็คแมนฯซิตี้ ตกใจยกขาสกัด ขณะที่คนที่จ่ายบอลตัดหลังให้เขาอย่าง  คูตินโญ่ ก็สมควรได้รับคำชมไม่แพ้กัน

ทักษะ..ฉบับแซมบ้า

ประตูที่ 3 ของ “ลิเวอร์พูล” จากฝีเท้าของ ฟีร์มิโน่ แสดงให้เห็นถึงความเข้าใจเกมระหว่าง ตัวเขา กับ เพื่อนร่วมชาติอย่าง คูตินโญ่ เมื่อทั้งคู่วิ่งสอดประสานกันอย่างลงตัว ก่อนที่จะเป็น อดีตดาวเตะฮอฟเฟ่นไฮม์  ที๋ซัดเข้าไปง่ายๆ

ในเกมที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม นั้น ฟีร์มิโน่ ได้ฉายแววของดาวเตะจากถิ่น “แซมบ้า” อย่างชัดเจน เมื่อเทคนิคและการไปกับบอลของเขา แสดงให้ถึงเทคนิคที่สุดยอดไม่แพ้เพื่อนร่วมชาติรายอื่น นอกจากนี้ การจับบอล การเลี้ยงบอล และความคิดสร้างสรรค์ ก็มีอยู่ในตัวเขาทั้งหมดแล้ว เมื่อบวกกับ ความคล่องตัวและความเร็วที่มีเหนือคนอื่น ทำให้ทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ เหมือนได้อาวุธใหม่ขึ้นมา
 
ก่อนหน้านี้ ประตูขึ้นนำ 2-0 ของ ลิเวอร์พูล นั้น ก็แสดงให้เห็นถึงความสามารถและทักษะของ ฟีร์มิโน่ ได้อย่างชัดเจน เมื่อเขารับบอลจากลูกสกัดของ เจมส์ มิลเนอร์ ก่อนที่จะลากหนีเหล่าบรรดาตัวรับของเจ้าถิ่น แล้วจ่ายบอลสุดสวย(และน้ำหนักสุดพอดี)ให้คู่หูอย่าง คูตินโญ่  ยิงผ่าน โจ ฮาร์ท เข้าไป

ตอนนี้ ด้วยการเล่นแบบมองตา รู้ใจของสองดูโอ้จากบราซิลอย่าง ฟีร์มิโน่ และ คูตินโญ่  ทำให้เหล่า “เดอะ ค็อป” หัวใจพองโตเป็นแถว และคาดหวังว่า ทั้งคู่จะช่วยกันเดินหน้าพาทีมไล่ล่าความสำเร็จในฤดูกาลนี้ให้จงได้..

ขอบคุณทีมชาติ

พวกเขามีความพร้อมและฟิตเต็มที่ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา “เกเก้นเพรสซิ่ง” ของ คล็อปป์ ที่จำเป็นต้องใช้นักเตะที่มีความสดและพร้อมจะไล่บอลจากคู่แข่งตลอดทั้งเกม
 
เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้ว กุนซือทีมชาติบราซิลอย่าง คาร์ลอส ดุงก้า ทำให้หลายฝ่ายงงเป็นแถว เมื่อเขาตัดสินใจไม่เรียกคู่หูสองคนนี้เข้าไปติดทีมชุดทำศึกฟุตบอลโลกรอบคัดเลือก แต่นั่นถือเป็นข่าวดีของทีมดังแห่งเมืองเมอร์ซี่ไซด์ ที่ทำให้ทั้ง ฟีร์มิโน่ และ คูตินโญ่ มีโอกาสได้พักมากขึ้น
 
การไม่ต้องกลับไปรับใช้ชาติของทั้งสอง ทำให้พวกเขามีความพร้อมและฟิตเต็มที่ ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญา “เกเก้นเพรสซิ่ง” ของ คล็อปป์ ที่จำเป็นต้องใช้นักเตะที่มีความสดและพร้อมจะไล่บอลจากคู่แข่งตลอดทั้งเกม สังเกตได้จากเกมพบกับทีมดังสีฟ้าแห่งเมืองแมนเชสเตอร์ ที่คู่หูหมายเลข 10 และ 11 สามารถกดดันแผงหลังเจ้าถิ่นได้ตลอดเวลาที่อยู่ในสนาม และนั่นทำให้พลพรรค “เร้ด แมชีน” คว้าชัยชนะออกจาก เอติฮัด สเตเดี้ยม ได้เป็นครั้งแรกในรอบ 7 ปีครึ่ง

“โทษทีม็องกาล่า ผมฟิตกว่าเยอะ”

สรุปแล้วก็คือ การเข้ามาของ คล็อปป์ ที่รู้ถึงพิษสงของ ฟีร์มิโน่ เป็นอย่างดี ทำให้ดาวเตะหมายเลข 11 โชว์ฟอร์มได้โดดเด่นมากขึ้น พร้อมกับยิงประตูแรกให้กับทีมได้แล้ว ซึ่งเราต้องยกเครดิตตรงนี้ให้กุนซือชาวเยอรมันด้วย
 
และแม้ว่า “หงส์แดง” จะเผชิญปัญหากองหน้าบาดเจ็บหลายราย ไม่ว่าจะเป็น แดนนี่ อิงส์ ที่ปิดเทอมยาว หรือจะเป็น คริสเตียน เบนเตเก้ กับ แดเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่เจ็บออดๆแอดๆ ขณะที่ ดิว็อค โอริกี้ ก็…..(เติมเองตามพอใจ) จนทำให้ทีมมีปัญหาในการทำประตูในช่วงแรกของฤดูกาล
 
อย่างไรก็ตาม ตอนนี้พวกเขามี ฟีร์มิโน่ ที่เหมือนเกิดใหม่ กับ คูตินโญ่ ที่ยังคงเป็นที่พึ่งพาของทีมได้เสมอ นอกจากนี้ ยังมีกุนซือที่เหล่าบรรดาแฟนๆ ให้ความเชื่อมั่นมากถึงมากที่สุด ฉะนั้น การกลับไปไล่ล่าพื้นที่ยูฟ่า แชมเปี้ยนลีก คงไม่ใช่เรื่องที่แฟนบอลทีมอื่นจะล้อว่า เพ้อเจ้อ อีกแน่นอน
 
และด้วยแต้มที่ยังไม่ห่างกับหัวตารางมากนัก ไม่แน่ว่า ความคิดของ คล็อปป์(และสาวก “เดอะ ค็อป”) อาจจะฝันไปไกลกว่านั้นก็เป็นได้…