โรมาริโอ - สตอยช์คอฟ : การผจญภัยของ ‘คู่หูมหาประลัย’ ในบาร์เซโลน่า

พวกเขาคือคู่ศูนย์หน้ามหาประลัยที่สุดเท่าที่บาร์ซ่าเคยมีมา แต่ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นกลับทำให้ทั้งคู่และทีมแตกสลายในเวลาเพียงปีเดียวเท่านั้น

แม้จะหาข้อแก้ตัวได้มากมาย แต่ครั้งนี้กลับไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ ไม่มีการโวยวายกรรมการ ไม่มีการโอดครวญที่โชคไม่เข้าข้าง ไม่แม้แต่กระทั่งโทษกฎผู้เล่นต่างชาติที่ทำให้ ปีเตอร์ ชไมเคิ่ล ผู้รักษาประตูมือหนึ่งต้องนั่งเป็นตัวสำรอง... 2 พฤศจิกายน 1994 แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ถูก บาร์เซโลน่า ฉีกเป็นชิ้นๆ ด้วยการเล่นอันสวยงามแต่ดุดันจนไม่อาจกล่าวโทษใคร ได้แต่ยินยอมรับความเจ็บปวดเพราะทีมที่ดีกว่าเป็นผู้ชนะและชนะอย่างงดงามอีกด้วย “เราสมควรถูกถลุงยับอย่างแท้จริง” อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ยอมรับในภายหลัง “ท้ายที่สุดแล้ว มันคือประสบการณ์อันน่าอับอายของเรา”

เมื่อบาร์เซโลน่าเล่นตามเกมของพวกเขาได้ ความเหนือกว่าของพวกเขาก็ทำให้คู่แข่งได้แต่ยืนตาค้าง

- Alex Ferguson

ช่างถ่อมตัวแท้ แม้ความจริงแล้ว พอล ปาร์คเกอร์ กองหลังชุดนั้นยังคงหลอนกับเหตุการณ์ที่คัมป์นู ซึ่งทีมของเขาถูกถล่มยับ 0-4 อยู่เลย แกรี่ พัลลิสเตอร์ เพื่อนร่วมทีมของปาร์คเกอร์รำลึกถึงตอนนั้นว่า “นี่ถือเป็นเพียงไม่กี่ครั้งตลอดชีวิตการค้าแข้ง ที่ผมต้องเดินออกจากสนามโดยยอมรับว่าเข้าไม่ถึงตัวคู่แข่งเลย นั่นทำให้ผมหดหู่มากเลยล่ะ”

ผลงานของบาร์เซโลน่าในครั้งนั้นเป็นที่กล่าวขวัญถึงอย่างมาก หนังสือพิมพ์ ลา บันกวาเดีย เปรียบเปรยว่าเหมือนการแสดงคอนเสิร์ต ส่วน เดอะ ไทมส์ ก็เสริมด้วยว่า “บาร์เซโลน่าทำให้แมนฯ ยูไนเต็ดอับอายหนัก”

และหัวใจสำคัญของทีมชุดดังกล่าว ก็คือสองนักเตะที่ทำผลงานดีที่สุดในฟุตบอลโลก 1994 ที่เพิ่งผ่านพ้นไป โรมาริโอ ดาวดังเบอร์ 1 ของบราซิลชุดคว้าแชมป์โลกสมัย 4 และ ฮริสโต้ สตอยช์คอฟ ดาวยิงบัลแกเรียซึ่งเพิ่งนำทีมคว้าอันดับ 4 ในรายการนั้น

หนึ่งเดือนหลังจากเหตุการณ์นั้น สตอยช์คอฟก็คว้ารางวัลบัลลงดอร์ และทั้งคู่ก็ถูกยกให้เป็นคู่ศูนย์หน้ามหาประลัยที่สุดเท่าที่บาร์ซ่าเคยมีมาจากการเล่นที่น่าตื่นเต้น, รวดเร็ว และดุดัน

ในคืนดังกล่าวหัวหอกบราซิลทำ 1 ประตู ส่วนดาวยิงบัลแกเรียจัดไป 2 ซึ่งทำให้เขายิงประตูให้ทีมเจ้าบุญทุ่มครบ 100 ประตูพอดี “เราตามความเร็วของสองคนนั้นไม่ทันเลย” กุนซือเลือดสกอตต์รำลึกถึงตอนนั้น “แต่การบุกแบบสายฟ้าแลบของพวกเขาก็ทำให้เราได้เปิดประสบการณ์ใหม่”

เดวิด เลซี่ย์ บันทึกถึงเรื่องนี้ว่า “ยูไนเต็ดไม่สามารถรับมือทักษะ, ความเร็ว ตลอดจนจินตนาการของทั้งสตอยช์คอฟและโรมาริโอได้เลย ทั้งคู่ผ่านแนวรับไปได้อย่างง่ายดายและทำให้ทีมปีศาจแดงอับอายสุดๆ พัลลิสเตอร์และบรูซสาละวนกับการตามประกบโรมาริโอ ซึ่งนอกจากจะจัดการไม่ได้แล้ว ทั้งคู่ยังเสียท่าให้กับสตอยช์คอฟอีกด้วย”

Hristo Stoichkov, Manchester United

“เมื่อบาร์เซโลน่าเล่นตามเกมของพวกเขาได้ ความเหนือกว่าของพวกเขาก็ทำให้คู่แข่งได้แต่ยืนตาค้าง” โลโบ คาร์ราสโก้ อดีตนักเตะบาร์เซโลน่ากล่าวถึงเกมดังกล่าว “คืนนั้นพวกเขาได้ล้างอายจากสิ่งที่ทำพลาดไปในคืนนั้นที่เอเธนส์”

เหตุการณ์ที่กรุงเอเธนส์เมื่อ 6 เดือนก่อนนั้นถือเป็นความพ่ายแพ้ย่อยยับที่สุดในเกมสโมสรยุโรปนัดชิงชนะเลิศ เพราะพวกเขาไม่เพียงแพ้ต่อ เอซี มิลาน เท่านั้น แต่ยังแพ้ยับถึง 0-4 จนถือเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ แต่เมื่อเวลาผ่านไป แชมป์ลาลีกา 4 สมัยติด, รองแชมป์แชมเปี้ยนส์ลีก และเป็นทีมชุดที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสรนี้ก็พร้อมก้าวต่อด้วยคู่หัวหอกระดับพระกาฬ เกมถล่มแมนฯ ยูไนเต็ดจึงถือเป็นสัญญาณเตือนว่า โรมาริโอและสตอยช์คอฟพร้อมนำบาร์ซ่าครองโลกลูกหนังแล้ว

การเต้นรำครั้งสุดท้าย

โรมาริโอกับสตอยช์คอฟเป็นคู่ศูนย์หน้าของบาร์ซ่าในฤดูกาล 1993/94 และช่วงต้นฤดูกาล 1994/95 ซึ่งมีเกมถล่มแมนฯ ยูไนเต็ดรวมอยู่ด้วยแค่นั้น เท่ากับว่าพวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันเพียง 1 ปีเศษๆ เท่านั้นเอง

- David Lacey

แต่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไม่เป็นเช่นนั้น แถมกลับเป็นจุดเริ่มต้นของจุดจบที่คืบคลานเข้ามา 2 เดือนให้หลัง โรมาริโอย้ายออกก่อนใคร 6 เดือนต่อมา ทั้งสตอยช์คอฟ, อันโดนี่ ซูบิซาร์เรต้า และ ไมเคิ่ล เลาดรู๊ป ก็พร้อมใจกันเผ่น และแม้แต่นายใหญ่อย่าง โยฮัน ครัฟฟ์ ยังออกจากตำแหน่งในอีกไม่นานจากนั้น เช่นเดียวกับถ้วยแชมป์ เพราะกว่าที่บาร์เซโลน่าจะกลับมาคว้าถ้วยแชมป์ได้อีกครั้งก็ต้องรอถึง 3 ปี โศกนาฏกรรมที่เอเธนส์ในวันนั้นกลับกลายเป็นสัญญาณเตือนมากกว่าที่จะเป็นบทเรียน และคู่หูในฝันก็กลายเป็นจุดเริ่มต้นแห่งจุดจบของดรีมทีมในถิ่นคัมป์นู

เป็นการใช้ชีวิตร่วมกันที่สั้นเหลือเกิน เพราะโรมาริโอกับสตอยช์คอฟเป็นคู่ศูนย์หน้าของบาร์ซ่าในฤดูกาล 1993/94 และช่วงต้นฤดูกาล 1994/95 ซึ่งมีเกมถล่มแมนฯ ยูไนเต็ดรวมอยู่ด้วยแค่นั้น เท่ากับว่าพวกเขาใช้ชีวิตร่วมกันเพียง 1 ปีเศษๆ เท่านั้นเอง

แต่ก็เป็น 1 ปีที่สุดยอดเช่นกัน เพราะหลายหลายเรื่องราวล้วนเกิดขึ้นในช่วงเวลานี้ ทั้งการลักพาตัว, การดวลหมัด, คราบน้ำตา, การเป็นคุณพ่อ, การเป็นพ่อทูนหัว, เรื่องอื้อฉาว, เรื่องมีชู้, ปาปาราสซี่, การหักหลัง, ใบแดง, แชมป์ลีก, การคว้าแชมป์ในนาทีสุดท้ายของเกมสุดท้าย, การถล่มคู่ปรับตลอดกาล, การเข้าชิงฟุตบอลยุโรป และที่แน่นอนที่สุด ประตูอีกมากมาย ทั้งคู่ช่วยกันทำประตูได้มากกว่า 50 ประตูในช่วงเวลานั้น โรมาริโอปิดฉากลาลีกาฤดูกาล 1993/94 ด้วยการทำไป 30 ประตูใน 33 เกม กดแฮททริกไป 5 ครั้ง (ครั้งหนึ่งในเกมนัดเปิดสนาม อีกครั้งหนึ่งที่จำได้แม่นคือเกมพบ แอตเลติโก มาดริด แม้นัดนั้นจะโดนปฏิเสธไม่ให้เป็นประตูถึง 2 ลูกก็ตาม) ก่อนปิดฉากช่วงเวลากับบาร์เซโลน่าด้วยการทำไปถึง 53 ประตูใน 82 เกม

หากถามแฟนทีมเลือดหมู-น้ำเงินถึง 10 นักเตะที่ดีที่สุดตลอดกาลของทีม ก็จะพบว่ามีชื่อของสองคนนี้อยู่ด้วยเสมอ ถือเป็นการตอกย้ำว่า อิทธิพลที่ทั้งคู่สร้างขึ้นมานั้นมีความสำคัญมาก รวมถึงความรู้สึกที่รุนแรงซึ่งพวกเขาต่างจำได้ดี และความจริงที่ว่าพวกเขาได้เล่นเคียงบ่าเคียงไหล่เพียงปีเดียวนั้นก็ไม่อาจหยุดยั้งความคิดของแฟนบอลได้ จริงอยู่ที่พวกเขาควรได้ลงเล่นด้วยกันมากกว่านี้ แต่สุดท้ายแล้วการที่ได้เล่นร่วมกันเพียงชั่วเวลาสั้นๆ ผ่านประสบการณ์สำคัญร่วมกันมากมายก่อนที่จะแตกคอกัน แยกไปทางใครทางมัน และไม่คุยกันอีกเลยนั้น ก็ทำให้ทั้งโรมาริโอและสตอยช์คอฟเป็นตำนานที่เล่าขานได้อีกนานแสนนาน

Pages