โศกนาฏกรรมสู่การเริ่มต้นใหม่ : เบื้องหลังการกลับมาสุดยิ่งใหญ่ของ...ชาเปโคเอนเซ่

Chapecoense

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2016 ได้เกิดโศกนาฎกรรมอันน่าเศร้าขึ้นเมื่อเครื่องบินที่บรรทุกนักเตะของ สโมสร ชาเปโคเอนเซ่ จากบราซิล ได้ประสบอุบัติเหตุเครื่องตก, 71 จาก 77 คนที่เป็นผู้โดยสารของเที่ยวบินมรณะต้องจากไปอย่างไม่มีวันกลับ แต่วันนี้ พวกเขาอยู่ในอันดับที่ 5 ของลีก บราซิล ซีรี่ เอ หลังจากผ่านการลงสนามมา 5 นัด ของฤดูกาลใหม่ วันนี้ FFT จะไปเจาะเบื้องลึกกันว่า พวกเขาทำอย่างไรถึงได้ฟื้นฟูสโมสรกลับมาได้ในเวลาอันรวดเร็ว 

ในช่วงเวลาตี 4 โทรศัพท์ที่บ้านของ ออสมาร์ มาชาโด้ ดังขึ้น วันนั้นมันเป็นวันเกิดอายุครบ 66 ปีของเขา ในตอนแรกเขาตัดสินใจไม่รับสาย เพราะว่า เขาคิดว่ามันคงเป็นเพื่อนเขาที่โทรมาแกล้งอย่างเช่นวันเกิดทุก ๆ ปี อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เสียงโทรศัพท์ดังขึ้นซ้ำแล้วซ้ำแล้ว เขาก็ตัดสินใจรับสายในช่วงรุ่งอรุณของเมือง ปอร์โต้ อเลเกร ทางตอนใต้ของประเทศ บราซิล

“นายได้ข่าวเกี่ยวกับลูกชายของนายรึยัง?” เสียงปลายสายที่ยิงคำถามใส่ คนขายรองเท้าคนนี้โดยปราศจากน้ำเสียงที่เหมือนคุยกับคนอายุมากกว่าอย่าง ออสมาร์ “แล้วผมจะไปรู้ได้ไงล่ะ ?”​ เขาตอบ “ก็ทีมของเขาเดินทางไปที่ โคลอมเบีย เมื่อคืนนี้ เกมการแข่งขันจะมีขึ้นในวันพรุ่งนี้ คุณจะมาถามผมทำไมตอนนี้? “

เสียงเงียบจากปลายสาย ทำให้ ออสมาร์ ตระหนักได้ว่ามันมีอะไรไม่ชอบมาพากลเสียแล้ว เขาถือสายเอาไว้ และตรงดิ่งไปยังทีวี และเมื่อเปิดดูรายการข่าว หลังจากนั้นเขาก็ขยับตัวไม่ได้เป็นชั่วโมง

Chapecoense

โลกลูกหนังต่างรวมใจเป็นหนึ่งหลังเกิดโศกนาฎกรรม

วันเศร้าของวงการฟุตบอล

ความเศร้า , ความตกใจ และตามมาด้วยความโกรธที่ปะทุขึ้นมาหลังจากที่ได้เห็นรายละเอียดของการบินในครั้งนี้ โดยเฉพาะงบประมาณของการเดินทาง

มันกลายเป็นเรื่องเศร้าที่สุดของประวัติศาสตร์ฟุตบอล เมื่อเครื่องบิน A Bae146 ที่ดูแลโดยบริษัท เล็กๆ ที่ชื่อว่า ลาเมีย ของประเทศ​โบลิเวีย ได้พุ่งเข้าชนเนินเขา ด้านนอกเมือง เมเดลิน ของประเทศโคลอมเบีย. เครื่องบินได้บรรทุกลูกเรือ 4 คน และผู้โดยสารอีก 73 คน เกือบทั้งหมดเป็นบุคลากรจากสโมสร ชาเปโคเอนเซ่ ทั้งนักเตะ, สต๊าฟฟ์โค้ช และผู้อำนวยการ เช่นเดียวกับนักข่าวและผู้บรรยายที่เดินทางไปพร้อม ๆ กับสโมสรเพื่อรายงานความคืบหน้า

พวกเขากำลังเดินทางไปแข่งเกมนัดแรกของรอบชิงชนะเลิศของศึก โคปา ซูดาเมริกาน่า รายการชิงแชมป์ทวีปอเมริกาใต้ที่ยิ่งใหญ่เป็นลำดับที่สองรองจาก โคปา ลิเบอร์ตาดอเรส, มันคือเกมที่สำคัญที่สุดนประวัติศาสตร์ของสโมสร ชาเปโคเอนเซ่ พวกเขาอยู่ห่างจากสนามบิน โฮเซ่ มาเรีย คอร์โดวา ที่เป็นจุดหมายปลายทางเพียงแค่ 10 ไมล์ แต่สุดท้ายมีผู้รอดชีวิตจากเที่ยวบินนี้เพียงแค่ 6 คน และ 3 ในนั้นคือนักเตะ

ความเศร้า, ความตกใจ และตามมาด้วยความโกรธที่ปะทุขึ้นมาหลังจากที่ได้เห็นรายละเอียดของการบินในครั้งนี้ โดยเฉพาะงบประมาณของการเดินทาง

Chapecoense
ชาเปโคเอนเซ่ หักปากกาเซียน ด้วยการเข้าชิงชนะเลิศของฟุตบอลระดับทวีป

ชาเปโคเอนเซ่ เริ่มต้นการเดินทางจาก เซา เปาโล หลังจากจบเกมที่แพ้ให้กับ พัลไมรัส ทีมแชมป์ใหม่ของลีก บราซิล ความพ่ายแพ้ในนัดนั้นไม่ได้มีใครในเมือง ชาเปโก เมืองที่มีประชากร 200,000 ตน ในรัฐ ซานตา คาตาริน่า กังวลเลยแม้แต่น้อย เพราะว่าสิ่งที่อยู่ในหัวของพวกเขาก็คือเกมถัดไป – ซึ่งจะเป็นเกมที่พวกเขาจะสร้างตำนานหากว่าเอาชนะได้ นี่คือสโมสรที่หลายคนมองว่า จะต้องเป็นทีมหนีตกชั้น มากกว่าที่จะมาชิงแชมป์ระดับทวีป กับ แอตเลติโก นาซิอองนาล ยักษ์ใหญ่จากโคลอมเบีย

แต่แทนที่จะบินตรงจากทางใต้ของ บราซิล ไปยัง โคลอมเบีย ผู้อำนวยการของสโมสร กลับต้องการเซฟงบประมาณ ด้วยการให้ทีมไปต่อเครื่องที่สนามบิน ซานตา ครูซ เด ลา เซียร์ร่า ที่ประเทศโบลิเวีย เครื่องบินลำนี้เป็นลำเดียวกับที่ ลิโอเนล เมสซี่ และพลพรรคทีมชาติอาร์เจนติน่าโดยสารมาในการเล่นฟุตบอลโลกรอบคัดเลือกเมื่อ 18 วันก่อนหน้า และ ชาเปโคเอนเซ่ เองก็เคยใช้บริการเครื่องบินมรณะลำนี้เช่นเดียวกัน ในการเจอกับ จูเนียร์ บาร์รันกิย่า ของ โคลอมเบีย ในการเล่นรอบก่อนรองชนะเลิศของรายการ โคปา ซูดาร์เมริกาน่า มันทำพวกบอร์ดของสโมสรมองว่า การเดินทางแบบนี้มันก็ไม่ได้เสียหายอะไร แถมยังเป็นการประหยัดงบอีกต่างหาก

โศกนาฎกรรมที่ไม่คาดฝัน

หลังจากที่ไฟในเครื่องดับลง ผู้โดยสารในเครื่องต่างรู้สึกอึดอัด จากนั้น เครื่องบิน ได้บินชนกับต้นไม้ในแทบเนินเขา เคอร์โร่ กอร์โด้

แต่ว่าคราวนี้มันไม่เหมือนเดิม เพราะว่าพวกเขาไม่ได้เดินทางโดยสวัสดิภาพ ก่อนที่จะขึ้นเครื่องไปยัง เมเดลิน เครื่องบินมีปัญหาไม่มีเชื้อเพลิงเพียงพอ ทำให้นักบิน และเจ้าของสายการบินต้องบินออกจาก โบลิเวีย ด้วยน้ำมันที่น้อยกว่ามาตรฐาน

และพวกเขาปล่อยให้การเดินทางแบบนี้เกิดขึ้นเพราะว่าต้องการประหยัดงบ ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยืนยันหลังจากที่ได้มีการสอบสวนอย่างละเอียดในเวลาต่อมา

Chapecoense

เหล่ากองเชียร์มาไว้อาลัยให้กับ ผู้เสียชีวิตทั้ง 71 ราย

หลังจากที่ไฟในเครื่องดับลง ผู้โดยสารในเครื่องต่างรู้สึกอึดอัด จากนั้น เครื่องบิน ได้บินชนกับต้นไม้ในแทบเนินเขา เคอร์โร่ กอร์โด้ ด้วยความเร็วระดับ 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง และมีผู้เสียชีวิตมากมาย โดยเหล่าผู้รอดชีวิตต่างอยู่ในเครื่อง กลางค่ำคืนอันหนาวเหน็บที่มีฝนตกหนักติดต่อกันเป็นชั่วโมง จนกระทั่งมีคนเข้ามาช่วยเหลือ

โศกนาฎกรรมมันเกิดขึ้นกับ ชาเปโคเอนเซ่ ซะแล้ว – ในประเทศบราซิล บ้านเกิดของพวกเขา สโมสรแห่งนี้ถูกยกให้เป็น เลสเตอร์แห่งบราซิล จากการที่กำลังจะสร้างประวัติศาสตร์ในลักษณะเดียวกัน แต่ข่าวพาดหัวกลับกลายเป็นว่า พวกเขาไปอยู่ในหน้าประวัติศาสตร์ของโศกนาฎกรรมเครื่องบินตก เคียงข้างกับ โตริโน่​ (1949 ), แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (1958), อัลลิอันซ่า ลิม่า (1987) และทีมชาติแซมเบีย (1993)

ฟิลิเป้ มาชาโด้ ลูกชายของ ออสมาร์ ในวัย 32 ปี เขาเล่นในตำแหน่งกองหลังของทีม และได้เซ็นสัญญากับสโมสรเมื่อเดือนพฤษภาคม คือหนึ่งใน 71 ผู้เสียชีวิต หลังจากช็อกสุดขีด คุณพ่อของเขาตัดสินใจได้ว่าตอนนี้มันมีสิ่งเดียวที่เขาจะทำได้ นั่นก็คือการขับรถเป็นระยะทาง 280 ไมล์ ไปที่ อารีน่า คอนด้า สนามของ ชาเปโคเอนเซ่ ที่มีความจุ 20,000 ที่นั่ง ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ กับประเทศอาร์เจนติน่า

ลูกชายของเขาผ่านการค้าแข้งมามากมายหลายประเทศ ทั้งที่อิหร่าน, สหรัฐอเมริกา, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บัลแกเรีย และ อาเซอร์ไบจัน

ฟิลิเป้ นั้นมีความสุขดีที่ ชาเปโคเอนเซ่ แต่ก็ยังมีความทะเยอทะยาน เขาใฝ่ฝันที่จะเล่นให้กับทีมระดับยักษ์ใหญ่ และมองว่าการคว้าแชมป์รายการนี้จะเป็นใบเบิกทางที่ดีสำหรับอนาคต ออสมาร์ เองก็หวังให้ลูกชายได้โอกาสลงเล่นให้กับหนึ่งในสองของทีมยักษ์ใหญ่ใน ปอร์โต้ อเลเกร นั่นคือ อินเตอร์นซิอองนาล หรือไม่ก็ เกรมิโอ สิ่งที่เขาต้องทำก็คือการทำผลงานให้ดีในรอบชิงและคว้าแชมป์

Chapecoense

ออสมาร์ มาชาโด้ กับภาพของลูกชายสุดที่รัก

ความเจ็บปวดที่เกิดขึ้น

คุณพ่อที่ใจสลายได้เดินทางมาถึง ชาเปโค เขามีความคิดที่จะขับรถชนเสาไฟเพื่อจบชีวิตของตัวเองตามลูกชายไป

ในขณะที่ ออสมาร์ ได้เดินทางไปที่ สโมสร ชาเปโคเอนเซ่ เขาก็ได้เปิดเพลงคันทรี่ ที่ฟิลิเป้ และนักฟุตบอลคนอื่น ๆ ในบราซิลชอบฟัง พร้อมกับฟังข้อความเสียงที่ลูกชายเขาเคยส่งมาให้ทาง ว็อทแอพ​ “การได้เป็นนักฟุตบอลคือสิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ว่ามันก็คือชีวิตที่โดดเดี่ยวนะครับพ่อ” อีกข้อความบอกว่า “การเดินทางนั้นมันไม่น่าตื่นเต้นเมื่อคุณต้องทำมันเป็นประจำ และต้องห่างไกลจากคนที่คุณรัก”

คุณพ่อที่ใจสลายได้เดินทางมาถึง ชาเปโค เขามีความคิดที่จะขับรถชนเสาไฟเพื่อจบชีวิตของตัวเองตามลูกชายไป สิ่งเดียวที่หยุดเขาเอาไว้ได้ก็คือข้อความให้กำลังใจจากบรรดาเพื่อน ๆ และคนในครอบครัว

“ผมขับรถโดยที่ร้องไห้ในทุก ๆ 10 กิโลเมตร”​ ออสมาร์ ให้สัมภาษณ์กับ โฟร์โฟร์ทู หนึ่งเดือนหลังจากที่เกิดเหตุโศกนาฎกรรม “แต่น้ำตานั้นมอบให้สำหรับผู้ยิ่งใหญ่ ลูกชายของผมคือเพื่อนที่ดีที่สุดของผม และผมอยากจะคิดถึงถึงเขาไปตลอด และทะนุถนอมความทรงจำระหว่างเราเอาไว้ ตอนนั้นผมรู้สึกสงบนิ่งแต่ว่าน้ำตาของผมมันกลับไหลไม่หยุด ตอนที่ผมเดินทางมาที่เดินทางมาถึง ชาเปโก้ ผมพบว่าตัวเองยังคงมีชีวิตอยู่ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าผมผ่านช่วงเวลานั้นมาได้”

เขาพบว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนเดียวที่โศกเศร้าเสียใจ เพราะว่าทั่วโลกก็เสียใจกับการจากไปของลูกชายเขา ไม่กี่ชั่วโมงหลังเกิดเหตุ มีกำลังใจจากทั่วโลกส่งมามากมาย ทั้ง เนย์มาร์​, ​เมสซี่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ รวมถึง สตาร์จาก เอ็นบีเอ, โป๊ป ฟรานซิส และสมาชิกของวงกันแอนด์โรสเซส พวกเขาต่างเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้นกับ ชาเปโคเอนเซ่ ทีมที่เมื่อ 10 ปีก่อน แทบไม่ได้มีตัวตนในสารบบของวงการฟุตบอลบราซิลเลยด้วยซ้ำ

Chapecoense

แฟน ๆ ชาเปโคเอนเซ่ เสียใจกับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่ว่าพวกเขาไม่ได้ถูกทอดทิ้ง

สมาคมฟุตบอลลราซิลได้ประกาศเลื่อนการแข่งขันการชิงแชมป์บอลถ้วยภายในประเทศในวันต่อมา เช่นเดียวกับเกมลีกนัดสุดท้าย ผู้เล่นทั้งประเทศต่างเศร้าโศกกับการจากไปของเพื่อนร่วมอาชีพ

หนึ่งในคนที่ไม่สามารถเก็บความเศร้าครั้งนี้เอาไว้ก็คือ คามิโล่ ฟาริอัส กองกลางจากสโมสร โบตาโฟโก้ ที่เคยเล่นที่ ชาเปโคเอนเซ่ เป็นเวลาสองปี ก่อนที่จะย้ายไปเล่นที่ อัล ชาบับ ในซาอุดิอาระเบีย เป็นเวลาไม่กี่เดิอนก่อนเข้าสู่ปี 2016 “ผมปรับตัวที่นั่นไม่ได้ และผมคิดถึงการกลับมาที่ ชาเป” ดาวเตะวัย 30 ปีกล่าว “นักเตะทุกคนที่ในเที่ยวบินนั้นคือเพื่อนของผม มันเป็นความรู้สึกที่ประหลาด มันเป็นความเศร้าระคนกับความรู้สึกผิดกับการที่ผมจากทีมไปแล้วเปิดทางให้คนที่เข้ามาแทนผมต้องพบกับจุดจบของชีวิต”

เราได้สูญเสียรากฐานสำคัญในสังคมของเรา

ที่เมเดลิน มันกลายเป็นบรรยากาศการรำลึกและไว้อาลัยโดย แฟนบอลของเจ้าถิ่น 50,000 คนที่มอบให้กับทีมคู่แข่ง

ฟาริอัส และ คนบราซิลอีกเป็นล้านได้ชมภาพผ่านทาง โทรทัศน์ ที่ออสมาร์ และสมาชิกครอบครัวของผู้เล่นอีก 19 คน ไว้อาลัยให้กับผู้จากไปที่สนามของ ชาเปโคเอนเซ่ สิ่งที่ มาชาโด้ จำได้แม่นในเหตุการณ์ของเมื่อเดือนพฤศจิกายนก็คือ ความเงียบสงัดที่ครอบคลุมทั้งเมือง “ถ้าหากว่าคุณได้ยินเสียงอะไรในเมือง มันคือเสียงร้องไห้” มาชาโด้ กล่าว

Chapecoense

โศกนาฎกรรมทำให้ทีมต้องมาเริ่มใหม่ทั้งหมด

ที่เมเดลิน มันควรจะเป็นการแข่งขันรอบชิงชนะเลิศนัดแรก แต่มันกลับกลายเป็นบรรยากาศการรำลึกและไว้อาลัยโดย แฟนบอลของเจ้าถิ่น 50,000 คนที่มอบให้กับทีมคู่แข่ง “ตำแหน่งแชมป์ครั้งนี้เป็นของ ชาเปโคเอนเซ่ และพวกเรายินดีกับการเป็นรองแชมป์” ไรนัลโด้ รูเอด้า โค้ชของทีม นาซิอองนาล ยอมรับ “พวกเขาเดินทางมาที่นี่พร้อมกับความฝัน และจะจากไปในฐานะตำนาน” ทางฝั่งทีมจากบราซิลได้รับข้อความนี้ และการฉลองตำแหน่งกีขึ้นที่สนาม อารีน่า คอนด้า ที่คนจำนวนกว่า 20,000 คน ต่างฉลองด้วยน้ำตานองหน้า

ออสมาร์ อยู่ที่กลางสนามในงานไว้อาลัย และได้รู้ว่าทีมของลูกชายเขาเป็นแชมป์ “ถ้วยแชมป์ครั้งนี้อาจจะเป็นของขวัญวันเกิดสำหรับผม แต่ผมกลับไม่มีความสุขกับมันอย่างที่ควรจะเป็น” เขากล่าว “ผมคิดว่าเมืองนี้ต้องการอะไรสักอย่างที่จะฟื้นฟูจากเหตุการณ์โศกนาฎกรรมในครั้งนี้ แต่ว่าเราไม่มีอะไรที่ต้องฉลอง สำหรับผม ลูกชายของผมได้ให้สัญญาว่าเราจะดื่มกันข้ามสัปดาห์หากว่า ชาเป ได้แชมป์ แต่ว่าตอนนี้ไม่มีเกมให้ลงแข่ง และผมต้องมายืนอยู่หน้าโลงศพของเขาแทน”

อย่างไรก็ตาม ลูชาโน่ บูลิกอน นายกเทศมนตรีของเมือง ชาเปโค มองว่าตำแหน่งแชมป์ในครั้งนี้คือหนทางที่จะช่วยฟื้นสภาพจิตใจของคนในเมืองนี้ที่เพิ่งใจสลายกลับมาได้. เขาคือแฟนบอลเข้าเส้นของ ชาเป ซึ่งอันที่จริงเขาจะเป็นหนึ่งในผู้โดยสารในเที่ยวบินนั้นด้วย – แต่ว่ามีปัญหากับงานทำให้เขาต้องอยู่ที่ เซา เปาโล ต่ออีกวัน, นับตั้งแต่ที่เกิดเหตุ เขาแทบไม่ได้หลับ เพราะมัวแต่คิดถึงเพื่อนร่วมงานของเขาที่ต้องเสียชีวิตไป วึ่งรวมไปถึง เจ้าของทีมอย่าง ซานโดร ปัลลาโอโร่ ผู้เป็นคนสำคัญทำให้ทีมเลื่อนชั้นจาก ดิวิชั่นสี่ ขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศ

Chapecoense

รอบชิงซูดาร์เมริกาน่าที่ใฝ่ฝันกลับกลายเป็นฝันร้าย

“วันอาทิตย์ของเราเป็นเรื่องของสามสิ่ง : ครอบครัว, การไปที่โบสต์ และ ชาเปโคเอนเซ่”​ บูลิกอน กล่าว “เราต้องสูญเสียรากฐานสำคัญในสังคมของ ชาเปโค อย่างน้อยก็ในตอนนี้ เรายกเลิกงานฉลองทุกอย่างที่วางเอาไว้สำหรับวัน คริสมาสต์ และตอนนี้มันเป็นเรื่องยากมากที่จะทำให้เมืองกลับมาเหมือนเดิมอีกครั้ง, บาดแผลยังคงอยู่ แน่นอนว่าจะมีผู้เล่นเข้ามาใหม่ ชีวิตของเราจะนำมาซึ่งปัญหาต่าง ๆ แต่ว่าคนที่ยังอยู่ก็ต้องก้าวต่อไป อย่างไรก็ตามคนของเรานั้นโดนโศกนาฎกรรมขโมยความฝันไปแล้ว, มันหายไปตั้งแต่ยังไม่ทันเริ่ม และตอนนี้คนที่พวกเรารักได้จากเราไปตลอดกาล”