ปัจจัยสู่ชัยชนะ : ผู้เล่นคนที่ 12 ช่วยให้ทีมรักของคุณ ...เก่งขึ้นจริงหรือ?

สาวก "ไก่เดือยทอง" ต้องเชียร์ทีมรักในรังเหย้าชั่วคราวตลอดทั้งซีซั่น แม้จะไม่ได้อยู่ในทีีที่คุ้นเคย แต่คุณอาจเคยได้ยินว่า แฟนบอล เป็นเหมือนแรงบันดาลใจและเป็นส่วนสำคัญในการเก็บชัยชนะครั้งสำคัญ และเป็นเช่นนั้นจริงหรือไม่? ติดตามได้ที่นี่ 

เมื่อเราไปถามนักฟุตบอลเกี่ยวกับข้อแตกต่างระหว่างที่เปลี่ยนผลการแข่งขันจากเสมอ เป็นชัยชนะ พวกเขาจะให้คำตอบเดียวกันกับคุณว่า "เพราะแฟนบอล - พวกเขาคือการยกระดับอีกขึ้นเลย" คุณจะได้ยินพวกเขาพูดว่า "แฟนบอลคือผู้ที่พาพวกเราผ่านอุปสรรคไปได้ เราไม่มีทางทำอะไรได้สำเร็จหากว่าไม่มีพวกเขา"

นั่นทำให้การเป็นเจ้าบ้านถือเป็นความได้เปรียบในวงการฟุตบอลอาชีพ แม้ว่าตอนนี้ขนาดสนามจะเป็นมาตรฐานสากล จะต่างกันก็แค่ระยะห่างระหว่างสนามกับสแตนเชียร์ ในขณะที่การเดินทางมาสนามนั้นก็มีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่านักเตะทีมเยือนจะมีเวลาพักเต็มที่

แต่อิทธิพลของเสียงเชียร์จากฝั่งเจ้าถิ่นมันก็ยังมีผลอยู่เสมอ มันคือข้อได้เปรียบอันน่าทึ่งของเจ้าบ้าน คุณคิดว่าจริงมั้ยล่ะ?

ได้เปรียบจริงหรือเปล่า?

แม้ว่าสถิติชัยชนะจะลดลง แต่ว่าสถิติที่ต้องยอมรับคือทุก ๆ 0.3 ประตู ที่ทำได้ จะมีค่าเท่ากับเกมละครึ่งแต้มต่อซีซั่น หมายความว่า ความกระหายในชัยชนะของเจ้าบ้านยังเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถดูถูกกันได้

นับสถิติในช่วงเข้าสู่ช่วงศตวรรษที่ 20 ทีมเจ้าบ้านมีสถิติชนะคู่แข่ง 60 เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าตัวเลขก็ตกลงมาเรื่อย ๆ อย่างในซีซั่นนี้ของศึก พรีเมียร์ลีก เจ้าบ้านมีสถิติชนะเพียงแค่ 49% เท่านั้น

เพราะว่าในขณะที่เสียงเชียร์ดังขึ้นเรื่อย ๆ จากจำนวนแฟนบอลที่เพิ่มขึ้น มันก็มีเสียงโห่เข้ามาด้วยเช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อทีมของตัวเองทำผลงานไม่ได้ดั่งใจ ซึ่งมันเป็นสิ่งที่แฟนบอลยุคใหม่ทำกัน แต่แฟนบอลในอดีตนั้นไม่ จากที่เป็นผู้เล่นคนที่ 12 ให้กับทีมตัวเอง มันกลับกลายเป็นผู้เล่นคนที่ 12 ให้ฝั่งตรงข้าม

แต่แม้ว่าสถิติชัยชนะจะลดลง แต่ว่าสถิติที่ต้องยอมรับคือทุก ๆ 0.3 ประตู ที่ทำได้ จะมีค่าเท่ากับเกมละครึ่งแต้มต่อซีซั่น นั่นหมายความว่า ความกระหายในชัยชนะของเจ้าบ้านยังเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถดูถูกกันได้

Crystal Palace

บรรยากาศดุดันของกองเชียร์เจ้าถิ่นมีผลต่อผลการแข่งขันในสนามหรือไม่

กลับมาที่ทฤษฎี ที่ทำขึ้นมาโดย มหาวิทยาลัย วิสคอนซิน-เมดิสัน  ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับการสร้างรับ แอนโดรเจน หรือที่เรียกกันว่า ฮอร์โมนของเพศชาย - สมองจะเป็นตัวผลิตของสาร เทสโทสเตอโรน ซึ่งหลังจากที่ได้ทำการทดลอง 4 ครั้ง ผลที่ออกมาคือหนูที่ได้รับสารนี้จะเป็นฝ่ายชนะในการวิ่งแข่ง เช่นเดียวกันกับคน ถ้าเกิดสมองได้รับแรงกระตุ้นจากเสียงเชียร์ มันก็เป็นเหมือนการสร้างแรงจูงใจให้มีแรงวิ่งมากขึ้น นั่นหมายความว่า โอกาสชนะมันก็มีมากขึ้นเช่นเดียวกัน

"ในเชิงจิตวิทยา เมื่อคุณรู้เวลาคุณอยู่ในพื้นที่ที่จำกัดแล้วมีเสียงเชียร์คุณดังลั่น มันจะเป็นตัวกระตุ้นชั้นดีให้คุณทำผลงานให้ดีที่สุด" ทอม เบตส์ นักจิตวิทยาด้านการกีฬาได้เผยถึงผลการทดลองนี้ให้กับทาง โฟร์โฟร์ทู

ผลจากบรรยากาศเสียงเชียร์

เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตรองกัปตันทีมของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล เชื่อว่าเสียงเชียร์จากเจ้าถิ่น นั้นมีอิทธิพลต่อการเล่นของทีมตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเขี่ยบอลเลยด้วยซ้ำ

มันคือความรู้สึกของการเป็นเป้าสายตา อย่างไรก็ตาม มันก็เป้นสิ่งที่มาจากจิตใต้สำนึก ที่จะเป็นเหมือนตัวกระตุ้นในแต่ละเกม "แฟนบอลจะมีส่วนกระตุ้นในจังหวะต่าง ๆ โดยเฉพาะจังหวะบอลตาย อย่างเช่นลูกเซ็ตพีซ หรือการกระตุ้นให้บุกตอนที่บอลอยู่กลางสนาม" เบตส์ กล่าว "มีแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ เท่านั้น ที่ผู้เล่นจะได้ยินการกระตุ้นของโค้ชระหว่างแข่ง เพราะว่าตอนแข่งจริง พวกเขาจะมีสมาธิกับเกมในสนามมากกว่า นั่นหมายความว่าแฟนบอลจะมีส่วนสำคัญในการกระตุ้นนักเตะมากกว่าโค้ชเสียอีก"

"จังหวะบอลตายนี่เป็นเหมือนช่วงที่ แฟนบอล กับนักเตะจะได้มีส่วนร่วมกันในการเปลี่ยนทิศทางของเกม ซึ่งมันคือสิ่งที่ผู้เล่นต้องการ นั่นคือการสนับสนุน เพื่อเป็นการเร้าอารมณ์ ให้มีความคึกที่จะลงไปลุยต่อในช่วงเวลาที่เหลือ"

Jamie Carragher

เจมี่ คาร์ราเกอร์ มีความเชื่อว่า แฟนบอลคือส่วนสำคัญที่จะทำให้ทีมเก็บชัยชนะ

เจมี่ คาร์ราเกอร์ อดีตรองกัปตันทีมของสโมสรฟุตบอลลิเวอร์พูล เชื่อว่าเสียงเชียร์จากเจ้าถิ่น นั้นมีอิทธิพลต่อการเล่นของทีมตั้งแต่ก่อนจะเริ่มเขี่ยบอลเลยด้วยซ้ำ

"คุณจะได้แรงกระตุ้นชั้นดีจากแฟน ๆ ตั้งแต่ตอน วอร์มอัพ" เขากล่าวกับ โฟร์โฟร์ทู "ถ้าหากว่าสนามมีบรรยากาศที่ถูกสร้างขึ้นมา ผมพูดเลยว่ามันช่วยได้มาก ไม่ต้องสงสัยเลยว่าบรรยากาศแบบนี้มันมีผล ยิ่งถ้าบรรยากาศที่ถูกสร้างขึ้นมามันยอดเยี่ยม แล้วคุณได้ประตูขึ้นนำเร็ว คุณจะมีพลังขับเคลื่อนเพิ่มขึ้นไปอีก 10 เปอร์เซ็นต์ เลยทีเดียว"

"มันมีผลกระทบต่อฝั่งตรงข้ามรวมถึงผู้ตัดสินเช่นเดียวกัน ผมจำได้ดี ว่า โจ โคล เคยบอกผมว่า เขาแทบไม่มีสมาธิในการเล่นศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ที่เชลซี เจอกับ ลิเวอร์พูล ทั้งสองนัดที่แอนฟิลด์ในปี 2005 และ 2007 สาเหตุก็เพราะว่าเสียงเชียร์ที่สนามเรามันบ้าคลั่งมาก ซึ่งมันส่งผลเสียต่อพวกเขา ต้องยอมรับว่า เชลซี เป็นทีมที่ดีกว่าเรา แต่ว่าเสียงเชียร์กระหึ่มทำให้ช่องว่างนั้นหายไป มันเป็นสิ่งที่ทำให้ทีมที่เป็นรองสามารถเล่นงานทีมที่เหนือกว่าได้"

อิทธิพลต่อผู้ตัดสิน

ในปี 2007 กรณีศึกษาของ คณะวารสารการกีฬา โดย ไรอัน, อดัม และ มาร์ค บอยโก ทีมเจ้าถิ่นจะได้ใบเหลืองกับใบแดงน้อยกว่าทีมเยือนครึ่งหนึ่ง เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขายังได้จุดโทษไปมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จากการเก็บสถิติตลอดกาลของศึกพรีเมียร์ลีก

ไม่มีทีมไหนที่ผู้เล่นคนที่ 12 จะโดดเด่นเท่ากับ สโต๊ค ซิตี้ อีกแล้ว กับการเป็นสนามที่มีเสียงเชียร์ดังที่สุดในเกาะอังกฤษที่เสียงดังระดับ 100 เดซิเบล

"ในแต่ละเกม โดยเฉพาะการเล่นพรีเมียร์ ลีก ครั้งแรกของพวกเรา (2008-09) มันเหมือนกับการเล่นฟุตบอลถ้วยนัดชิงชนะเลิศ " มามาดี้ ซิดิเบ้ อดีตดาวยิงของทีม "ช่างปั้นหม้อ" บอกกับ โฟร์โฟร์ทู ในปีนั้น พวกเขาได้มีโอกาสขึ้นมาสู่ลีกสูงสุดของประเทศเป็นครั้งแรก และก็ทำสถิติแพ้ไปเพียงแค่ 4 นัด ในบ้านของตัวเอง ก่อนที่จะจบเป็นอันดับที่ 12 ของลีก อยู่รอดได้แบบสบาย ๆ ซึ่งถ้าหากว่าพวกเขาไม่มีฟอร์มในบ้าน บางทีพวกเขาอาจจะตกชั้นไปเลยก็ได้ เพราะว่าเก็บได้เพียงแค่ 10 คะแนนจากการเล่นเกมเยือน "เราแทบได้ยินเสียงที่เพื่อนร่วมทีมที่อยู่ห่างจากคุณสองหลาตะโกนเข้ามาหาคุณ แต่มันก็คือหนึ่งในปัจจัยสำคัญของเรา"

"ผมยังจำได้ดีกับการเล่นในบ้านนัดแรก ที่พบกับ แอสตัน วิลล่า เมื่อช่วงเดือน สิงหาคม ปี 2008 เราชนะ 3-2 และผมเป็นคนยิงประตูชัยในช่วงทดเวลาบาดเจ็บ บทบาทของแฟนบอลเราในนัดนั้นเป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เด็ดขาด พวกเขาทำให้เรามีความเชื่อมั่นว่าจะชนะ และเราก็อยากจะสู้เพื่อพวกเขา . ตอนที่ผมทำประตูได้ บรรยากาศโดยรอบมันดูบ้าคลั่งไปหมด" ซิดิเบ้ กล่าว

บรรยากาศของการเล่นเป็นเจ้าถิ่นนั้นมันไม่ได้มีแค่การกระตุ้นทีมเท่านั้น แต่ว่า มันยังเป็นการกดดันผู้ตัดสินได้อีกด้วย ในปี 2007 กรณีศึกษาของ คณะวารสารการกีฬา โดย ไรอัน, อดัม และ มาร์ค บอยโก ทีมเจ้าถิ่นจะได้ใบเหลืองกับใบแดงน้อยกว่าทีมเยือนครึ่งหนึ่ง เท่านั้นยังไม่พอ พวกเขายังได้จุดโทษไปมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จากการเก็บสถิติตลอดกาลของศึกพรีเมียร์ลีก

แม้ว่าถ้าเรามองตามหลักความเป็นจริง การที่ทีมเยือนไม่ค่อยได้จุดโทษอย่างเช่น เมื่อยามที่มาเล่นที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในช่วงยุค ‘90 ต่อต้นปี 2000 มันก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะว่า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด คือทีมที่ดีที่สุดของประเทศ ดังนั้น การรุกเข้ากรอบเขตโทษของทีม "ปีศาจแดง" จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ไม่ใช่เพราะว่าความลำเอียงของผู้ตัดสิน

ได้มีการอ้างอิงจากผู้ตัดสิน 40 คน ที่ได้ชมเกมระหว่าง ลิเวอร์พูล ที่แพ้ เลสเตอร์ ซิตี้ คาบ้าน 0-1 เมื่อปี 1999 ครึ่งหนึ่งได้ชมเกมในรูปแบบเปิดเสียง ส่วนอีกครึ่งชมแบบไม่เปิดเสียง ผู้ตัดสินที่ชมเกมแบบมีเสียงเชียร์ในสนามจะตัดสินให้ให้เจ้าบ้านได้เปรียบมากกว่า ถ้าหากว่าไม่ชัดเจนจริง ๆ ซึ่งนั่นหมายความว่า เสียงเชียร์จากแฟนบอลเจ้าถิ่น มันมีอิทธิพลต่อจิตใต้สำนึกของกรรมการไม่มากก็น้อย

"ผมคงพูดได้แค่ในมุมของตัวเอง แต่ผมยืนยันว่าเสียงเชียร์กดดันผมไม่ได้ แต่ว่าลึกๆ แล้วใครจะรู้ล่ะ ?" เจฟฟ์ วินเตอร์ อดีตผู้ตัดสินของศึก พรีเมียร์ลีก เผยถึงเรื่องนี้

"ในฐานะผู้ต้ดสิน คุณเดินลงไปในสนามพร้อมเสียงเชียร์อันดังสนั่น ยิ่งคุณเคยมีประวัติไม่ดีกับทีมนี้มาก่อน มันก็อาจจะเข้ามาในจิตใต้สึกของคุณได้เช่นกัน พวกเขาจะคิดว่า โบลตัน จะได้รับการตัดสินแบบ 50-50 หากว่าพวกเขาต้องเจอกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ซึ่งแฟน ๆ ของพวกเขาก็จะร้องเพลงให้กับผม"

โชเซ่ มูรินโญ่ มักจะมีเรื่องกับผู้ตัดสินอยู่เป็นประจำ เขาเชื่อมาตลอดว่ามีทฤษฎีรวมหัวกันเล่นงานเขา ซึ่งถ้าเห็นคำพูดของ วินเตอร์ แบบนี้มันก็อาจจะทำให้เขาคิดมากขึ้นก็เป็นได้