ปัจจุบันช่างน่าเศร้า? : ทำอย่างไรถึงจะมีนักเตะอาเซียนไปค้าแข้งต่างแดนมากกว่านี้

จำนวนแข้งมากพรสวรรค์แห่งภูมิภาคอาเซียนในลีกฟุตบอลที่แข็งแกร่งทั่วโลก ได้ลดลงอย่างน่าใจหายในช่วงที่ผ่านมา เมื่อพิจารณาจากความหลงใหลในกีฬาฟุตบอลของทั้งภูมิภาคแล้ว สถานการณ์เช่นนี้ช่างไม่สามารถยอมรับได้เอาเสียเลย และมันเป็นเพราะเหตุใด? ติดตามได้จากรายงานของ สก็อตต์ แม็คอินไตร์

การปลอบใจตัวเองทุกอย่างนั้นดูดีกว่าที่เป็นอยู่นั้นเป็นเรื่องง่าย แต่ที่ยากกว่าคือการหาสาเหตุและเริ่มเปลี่ยนแปลงมัน

ด้วยความเคารพ แม้มีผู้เล่นในทำเนียบของเราซึ่งเดินทางจากเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่เยอรมนีเป็นเวลา 1 ฤดูกาลเต็ม รวมถึงอีกคนที่เนเธอร์แลนด์และอีกเพียบที่ได้ลงสนามทั่วทั้งเอเชีย แต่ทั้งหมดที่ว่ามาก็ไม่ใคร่จะทำให้หัวใจเต้นแรงสักเท่าไหร่

เมื่อเปรียบเทียบกับชาติอื่นๆ เพียงแค่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นชาติเดียวส่งนักเตะไปค้าแข้งในบุนเดสลีกามากกกว่า 20 คน เกาหลีใต้มากกว่า 10 คน

และถ้าว่ากันตามตรงแล้ว ออกจะน่าเศร้าเสียด้วยซ้ำ

เมื่อเปรียบเทียบกับชาติอื่นๆ เพียงแค่ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา ญี่ปุ่นชาติเดียวส่งนักเตะไปค้าแข้งในบุนเดสลีกามากกกว่า 20 คน เกาหลีใต้มากกว่า 10 คน ขณะที่อิหร่านก็มีนักเตะค้าแข้งในลีกชั้นแนวหน้าของยุโรป ด้านจีนก็มีผู้เล่นที่ผ่านประสบการณ์ในพรีเมียร์ลีกแล้วอย่างโชกโชน ส่วนอุซเบกิสถานก็มีนักเตะลงเล่นในศึกแชมเปี้ยนส์ลีก ยังไม่นับจากอัฟกานิสถาน, คีร์กิซสถาน รวมถึงทาจิกิสถาน ที่ส่งผู้เล่นไปยุโรปอย่างต่อเนื่อง

แล้วจากอาเซียนล่ะ? มัดรวมกันแล้วยังได้ลงสนามแค่ไม่กี่นัดในญี่ปุ่น, ออสเตรเลีย รวมถึงที่ไหนไม่รู้แค่นั้นเอง ถ้าบอกว่าแค่นี้ดีพอแล้วก็คงจะเป็นการตลกกลบเกลื่อนเท่านั้นล่ะ

นั่นนำมาซึ่งคำถามที่ว่า ทำไมถึงเป็นเช่นนั้น?

ฟุตบอลเป็นกีฬาที่แพร่หลายมากกว่า 100 ปีในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภูมิภาคที่มีประชากรถึง 650 ล้านคน และต่างก็บ้ากีฬาด้วยกันแทบทั้งนั้น

บัมยัง ปามุงกัส เคยไปค้าแข้งที่แดนกังหันมาแล้ว

ชัดเจนเลยว่านี่ไม่ใช่ปัญหาด้านบุคลากรที่ขาดแคลนเสียจนหาดาวรุ่งมาประดับวงการไม่ได้ และไม่ใช่ทั้งปัญหาด้านการเงินหรือโครงสร้างพื้นฐานที่อาจขัดขวางการสร้างนักเตะชั้นดี แต่ปัญหาอยู่ที่ตรงไหนกันล่ะ?

ผมไม่คิดว่าเขามีจิตใจที่พร้อมจะไปค้าแข้งในยุโรปซึ่งทุกสิ่งล้วนต่างไปจากเดิม และยังมีความกลัวว่าจะล้มเหลวอีกด้วย

โฟร์โฟร์ทู ได้พูดคุยกับเหล่าผู้เชี่ยวชาญในหลายๆ สาขาเพื่อหาคำตอบว่า ทำไมถึงมีนักเตะจากอาเซียนน้อยรายที่สามารถก้าวเป็นดาวดังนอกภูมิภาคบ้านเกิด ซึ่งก็ได้มาหลายหัวข้อ รวมถึงการขาดแรงจูงใจส่วนตัว ตลอดจนวงการฟุตบอลเองที่หากไม่มองข้ามก็หัวเราะเยาะต่อการมาของผู้เล่นในภูมิภาคนี้

หนึ่งในคนที่ชี้ทางสว่างให้เรา คืออดีตนักเตะทีมชาติเลบานอนผู้เติบโตในออสเตรเลียอย่าง บัดดี้ ฟาราห์ ที่ปัจจุบันกลายเป็นหนึ่งในเอเยนต์นักเตะชั้นแนวหน้า ผู้เชื่อมสะพานระหว่างวงการฟุตบอลเอเชียและยุโรปเข้าด้วยกัน

ยิ่งไปกว่านั้น เขายังเคยเล่นในมาเลเซีย 1 ฤดูกาล ซึ่งที่นั่นมี บัมบัง ปามุงกัส ดาวดังทีมชาติอินโดนีเซียที่เคยมีศักยภาพสูงพอจะไปแจ้งเกิดในยุโรปเป็นเพื่อนร่วมทีม

“ผมเคยเห็นเรื่องแบบนี้มานักต่อนักสมัยยังเล่นที่เลบานอน ซึ่งที่นั่นก็มีผู้เล่นที่มีพรสวรรค์อยู่มากมาย แต่ปัญหานั้นก็เกิดขึ้นจากสาเหตุใกล้เคียงกับในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ นั่นคือการขาดแรงจูงใจที่จะไปค้าแข้งยังต่างถิ่น”

ชนาธิป คือตัวอย่างที่หาได้ยาก ของนักเตะอาเซียน ในลีกนอกภูมิภาค

“นักเตะมากมายไม่ต้องการจากบ้านเกิดของตัวเอง ซึ่งพวกเขาเป็นดาวดังอยู่ที่นั่นแล้ว แถมยังได้ค่าเหนื่อยสูง อาหารก็ถูกปาก และทุกอย่างก็เป็นอย่างที่คุ้นเคย ลักษณะเดียวกับบัมบังสมัยเล่นกับเซลังงอร์นั่นแหละ”

“เรามีแฟนบอลกว่า 80,000 คนที่พร้อมมาเชียร์ในทุกนัดที่ลงสนาม เขาได้รับการปฎิบัติเยี่ยงพระเจ้าหรือราชาของที่นั่นก็มิปาน แต่ผมไม่คิดว่าเขามีจิตใจที่พร้อมจะไปค้าแข้งในยุโรปซึ่งทุกสิ่งล้วนต่างไปจากเดิม และยังมีความกลัวว่าจะล้มเหลวอีกด้วย”

ยังมีอีกเสียงสะท้อนจากนายใหญ่ แบงค็อก ยูไนเต็ด คนปัจจุบัน มาโน่ อเล็กซานเดอร์ โพลกิ้ง ที่ถือเป็นอีกหนึ่งยอดกุนซือในภูมิภาคนี้

จากที่โค้ชชาวบราซิล-เยอรมันบอกกับทาง โฟร์โฟร์ทู หนึ่งในกำแพงสูงชันของนักเตะไทยในการไปค้าแข้งยังต่างประเทศ คือการที่ต้องออกจากบ้านเกิดอันอบอุ่นนั่นเอง

“มองถึงเรื่องฝีเท้าแล้วนี่ ผมแปลกใจที่เราไม่ได้เห็นนักเตะไทยไปเล่นในต่างประเทศมากนัก เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็นเลย”

“แต่เมื่อมาใช้ชีวิตในไทยได้สักระยะ คุณก็จะเริ่มเข้าใจถึงเหตุผล ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะชีวิตที่นี่มันสะดวกสบาย และหลายคนก็ไม่อยากจะออกไปต่อสู้แย่งตำแหน่งตัวจริงในต่างประเทศนักหรอก พวกเขาไม่อยากห่างจากพ่อแม่, ครอบครัว หรือแม้กระทั่งอาหาร แถมอยู่ที่นี่ก็ยังได้ค่าเหนื่อยงามอีกด้วย”

“เราเคยเห็นผู้เล่นหลายคนที่เคยผ่านประสบการณ์นี้ และก็ไม่สามารถปรับตัวได้ เลยทำให้คนอื่นๆ คิดว่า ชีวิตที่ไทยนี่ก็ดีอยู่แล้วจะพยายามไปทำไมฟะ”

อีกคนที่มองเห็นปัญหานี้อย่างใกล้ชิด และเห็นด้วยว่าสาเหตุส่วนใหญ่มาจากตัวนักเตะเอง คือ มาร์ลอน มาโร อดีตกัปตันทีมชาติฟิลิปปินส์ และปัจจุบันดำรงตำแหน่งประธานเทคนิคของสมาคมฟุตบอลฟิลิปปินส์ ซึ่งเผยกับ โฟร์โฟร์ทู ว่า

เราเคยเห็นผู้เล่นหลายคนที่เคยผ่านประสบการณ์นี้ และก็ไม่สามารถปรับตัวได้ เลยทำให้คนอื่นๆ คิดว่า ชีวิตที่ไทยนี่ก็ดีอยู่แล้วจะพยายามไปทำไมฟะ

“ผมมองว่าปัญหาส่วนมากเกิดขึ้นจากวัฒนธรรมฟุตบอลของที่นี่ซึ่งต่างจากที่อื่น แถมสโมสรในฟิลิปปินส์ส่วนใหญ่ก็ไม่มีระบบจัดการที่ดีพอ เมื่อนักเตะขยับสู่ระดับที่สูงขึ้นก็เลยไม่คุ้นชินกับหลายสิ่ง และยังมีกำแพงภาษาเป็นอุปสรรคอีกด้วย”

“สำหรับฟิลิปปินส์ ผมพอจะพูดได้อีกว่าพวกเรายังไม่ดีพอเสียทีเดียว เรามีนักเตะที่ฉลาดและร่างกายแข็งแกร่งไม่น้อย แต่ทางเทคนิคยังไม่เป็นเช่นนั้น และนั่นกลายเป็นจุดอ่อนของเรา”

แต่สำหรับเอเยนต์นักเตะชั้นแนวหน้าอย่างฟาราห์นั้นกลับเห็นต่างออกไป

“ความคิดที่ว่านักเตะจากอาเซียนยังไม่ดีพอนั้นล้าสมัยไปแล้ว” เจ้าตัวเผยกับ โฟร์โฟร์ทู

“ผมเคยเล่นที่นี่มาก่อนและพบว่าฝีเท้าและเทคนิคของผู้เล่นที่นี่ไม่ป็นสองรองใคร แต่ความจริงก็คือสโมสรในยุโรปไม่ยอมเข้าใจต่างหาก”

“ถ้าผมลองส่งผู้เล่นจากอาเซียนไปให้สโมสรในยุโรปตอนนี้ ส่วนใหญ่พวกเขาก็จะหัวเราะเยาะ และยิ่งมีนักเตะมากพรสวรรค์เท่าใด ก็ยังยากที่สโมสรจะยอมให้โอกาสผู้เล่นจากมาเลเซีย, ไทย หรือแม้กระทั่งกัมพูชา เพราะคุณยังมีปัญหาใหญ่เรื่องวีซ่าเช่นกัน ด้วยหลายสิ่งที่ผมกล่าวมาข้างต้นนี่แหละ คือเหตุผลสำคัญว่าทำไมเราถึงไม่เห็นนักเตะจากภูมิภาคนี้ไปได้ไกลกว่าที่ควรจะเป็น”