ภาพลวงหลอกตา : 8 สุดยอดสังเวียนลูกหนัง 'ระดับโลก' ที่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง

หากว่าสนามฟุตบอลเหล่านี้กลายเป็นความจริง มันคงเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของประวัติศาสตร์ลูกหนังที่แฟนๆ จะต้องกล่าวถึงอีกนับร้อยปี และ ไรอัน เฮอร์มัน คอลัมนิสต์ของเราได้รวบรวมเรื่องราวที่น่าสนใจว่าด้วยเหล่า ‘สังเวียนลูกหนัง’ ล้ำจินตนาการที่ไม่เคยก้าวพ้นจากเกิดขึ้นหรือได้ใช้งานจริง...

คิงส์ วอเตอร์ฟรอนท์ สเตเดี้ยม

ครั้งหนึ่งเหล่า “เอฟเวอร์โตเนียน” ได้รับข่าวดีที่แสนน่าตื่นเต้นเมื่อสโมสรเปิดเผยแผนย้ายรังเหย้าจาก กุดิสัน พาร์ค ไปเล่นลงเล่นที่ คิงส์ด็อค ลิเวอร์พูล ว่าที่สนามแห่งใหม่ความจุ 55,000 ที่นั่ง - สูงกว่าทั้ง กุดิสัน พาร์ค หรือแม้กระทั่ง แอนฟิลด์ - พร้อมกับทำเลยอดเยี่ยมใจกลางเมือง

นอกจากนี้หลังคาสนามที่เปิดได้และพื้นสนามที่สามารถปรับเปลี่ยนเป็นรูปแบบอื่นก็จะทำให้ เอฟเวอร์ตัน มีรายได้จากการปล่อยเช่าสนามเพื่อการจัดคอนเสิร์ตหรืองานมหกรรมต่างๆ ได้อีกด้วย รวมถึงตัวสนามที่มีโรงแรมในตัวจะทำให้พวกเขามีรายได้เสริมจากธุรกิจการโรงแรงด้วยห้องจำนวนห้องพักกว่า 650 ห้อง

อย่างไรก็ตามแผนการนี้ก็ไม่เคยเป็นความจริง แม้ว่าทีแรก บิลล์ เคนไรท์ ประธานสโมสรเอฟเวอร์ตันจะยืนยันว่าสามารถเรี่ยไรงบประมาณจำนวน 30 ล้านปอนด์ได้ แต่คำพูดและความหวังสวยหรูของเขาต้องแปรเปลี่ยนเป็นความผิดหวัง เพราะในปี 2003 เอฟเวอร์ตันล้มเหลวกับการหาเงินทุน พร้อมกับต้องพับโครงการย้ายรังเหย้าไปในที่สุด

ปัจจุบัน คิงส์ด็อค ได้รับความนิยมอย่างมากในฐานะสถานที่สำหรับจัดงานมหกรรมหรือการแสดงคอนเสิร์ต และเหล่านักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ก็ต่างยกย่องให้มันเป็นทำเลที่เป็นที่โหยหามากที่สุดในลิเวอร์พูลด้วย

เดอะ การ์เด้น สเตเดี้ยม

สถาปัตยกรรมล้ำจินตนาการแห่งนี้ถูกนำเสนอเข้าที่ประชุมของสโมสร ต้าเหลียน ซรือเต๋อ ทีมจากศึกไชนีส ซุเปอร์ลีก ครั้งแรกเมื่อปี 2009

แนวคิดหลักของมันก็คือการสร้างสนามที่มีสองฝั่งกำแพงเป็นสวนพันธุ์ไม้ขนาดใหญ่แนวตั้งเพื่อลดปริมาณการใช้พลังงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โครงสร้างสแตนด์ทั่วไปจะเป็นแบบปติ แต่กำแพงที่มีชื่อเรียกว่า “การ์เด้น วอลล์” จะเป็นจุดเด่นของสนามแห่งนี้ เพราะจุดประสงค์ของมันไม่ใช่ความยิ่งใหญ่อลังการเท่านั้น หากแต่มันจะเป็นกำแพงที่ใช้งานได้จริง มีห้องน้ำ, หลังคา และที่นั่งสำหรับแขกวีไอพีเข้าชมเกมด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัญหาก็เกิดขึ้นในปี 2012 เมื่อ ต้าเหลียน ซรือเต๋อ ถูกเทคโอเวอร์โดยกลุ่มทุนใหม่ Aerbin Group ซึ่งยกเลิกแผนสร้างสนามใหม่และยุบสโมสรเก่าลงทันที โดยตอนนี้ทีมเก่าหน้าใหม่ในนาม ต้าเหลียน เออร์บิน มีสนามอเนกประสงค์ที่มีความจุกว่า 60,000 ที่นั่งเป็นรังเหย้า

เดอะ ด็อคแลนด์ สเตเดี้ยม

ย้อนกลับไปช่วงปี 2007 เรื่องเงินทองดูจะไม่ใช่ปัญหาสำหรับหลายทีมในอังกฤษ โดยเฉพาะกับ พอร์ทสมัธ ที่นับเป็นหนึ่งทีมมหาเศรษฐีของเกาะก็ว่าได้ และเป้าหมายของกลุ่มผู้บริหารสโมสรก็ชัดเจนว่าพวกเขาต้องการสร้างทีมนี้ให้เป็นที่สุดของประเทศ ซึ่งการสร้างสนามใหม่ก็เป็นหนึ่งในก้าวย่างที่ต้องทำ “สนามใหม่ที่เราจะสร้างจะเป็นหลักฐานของความยิ่งใหญ่ของสโมสร เราลงเล่นในลีกสูงสุดของประเทศ และเราจำเป็นที่จะต้องมีสนามที่ยอดเยี่ยมเป็นอันดับต้นๆ ให้ใช้แข่งขันด้วย” 

โดยสนามแห่งใหม่ที่ ปีเตอร์ สตอร์รี อดีตผู้บริหารระดับสูงของ พอร์ทสมัธ กล่าวถึงจะถูกออกแบบโดยกลุ่มบริษัทสถาปนิกจากสวิตเซอร์แลนด์ที่เคยออกแบบสนาม อัลลีอันซ์ อารีนา ของ บาเยิร์น มิวนิค และ สนามกีฬาเบิร์ดเนสต์ ณ กรุงปักกิ่ง ประเทศจีน

อย่างไรก็ตามการก่อสร้างก็ไม่เคยเกิดขึ้นเมื่อแผนกูดคัดค้ายด้วยสภาเมืองที่ลิสต์ปัญหากว่า 40 รายการว่าจะเกิดผลกระทบในแง่ร้ายอย่างไรหากสถาปัตยกรรมขนาดใหญ่แห่งนี้ถูกก่อสร้างขึ้นจริง และสุดท้ายแผนการดังกล่าวถูกพับเป็นเพียงอดีตเมื่อทหารเรืออังกฤษแสดงความประสงค์ที่จะใช้พื้นที่เดียวกันนี้เพื่อจุดประสงค์ทางการทหาร

อย่างไรก็ตามแม้สมมติว่าสโมสรจะได้รับอนุญาตขั้นต้นให้ก่อสร้างได้ แต่ในมุมมองทางการเงินแล้วมันก็เป็นไปได้ยากสุดๆ เพราะสนามใหม่แห่งนี้จะต้องใช้งบประมาณที่สูงถึง 600 ล้านปอนด์เ ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่สูงมหาศาลโดยเฉพาะในช่วงที่ทั่วโลกต่างก็กำลังเผชิญภาวะเศรษฐกิจซบเซา

นู เมสตายา

ส่วนใหญ่แล้วสนามต่างๆ ที่ถูกกล่าวถึงในบทความนี้ไม่แม้แต่จะได้เริ่มสร้าง แต่เรื่องราวของ “นู เมสตายา” กลับแตกต่างไป...

ย้อนกลับไปช่วง 1990 ถึงต้น 2000 บาเลนเซียถือเป็นเมืองชั้นนำของยุโรปก็ว่าได้ ไม่เพียงแต่ด้านฟุตบอลเท่านั้น หากในเชิงเศรษฐกิจพวกเขายังจัดเป็นแถวหน้าของทวีปเช่นกัน ในช่วงรุ่งเรือง เมืองแห่งนี้ได้ก่อสร้างสถาปัยกรรมล้ำสมัยมากมายจนได้รับการขนามนามว่าเป็นเมืองหลวงของศิลปะและวิทยาศาสตร์

และด้วยผลงานของสโมสรฟุตบอลบาเลเซียที่ถือเป็น “เต้ย” ลูกหนังแดนกระทิงและนับเป็นอีกหนึ่งทีมชั้นนำในเวทีลูกหนังระดับทวีป เมื่อระหว่างปี 1999-2004 “ทัพค้างคาว” คว้าแชมป์ลา ลีก้า ได้สองสมัย, ยูฟ่า คัพ 1 สมัย, โกปา เดล เรย์ 1 สมัย และ ยูฟ่า ซุเปอร์ คัพ อีกหนึ่งครั้ง รวมถึงเข้ารอบชิงชนะเลิศศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ 2 ครั้งติดต่อกันในปี 2000 และ 2001

ในปี 2007 จึงเกิดแผนการที่จะสร้างรังเหย้าแห่งใหม่ความจุ 75,000 ที่นั่ง พร้อมกับโครงสร้างและรูปร่างหน้าตาล้ำสมัย โดยโครงการนี้เกิดขึ้นจริงและเริ่มก่อสร้างไปแล้วก่อนที่ บาเลนเซีย จะเผชิญปัญหาทางด้านเศรษฐกิจ ขณะที่ทีมฟุตบอลก็ผลงานดิ่งเหว สุดท้ายการก่อสร้างจึงหยุดชะงัก และจนถึงทุกวันนี้ “นู เมสตายา” ก็กลายเป็นเพียงเศษเหล็กขนาดใหญ่ที่เป็นอนุสรณ์สถานถึงการใช้เงินแบบเกินตัวของประเทศสเปน