ภารกิจพิชิตพรีเมียร์ลีก: 8 สิ่งที่คล็อปป์ต้องทำเพื่อพา 'หงส์แดง' เป็นแชมป์

Jurgen Klopp

ถึงลิเวอร์พูลจะไม่เคยลิ้มรสชาติของการเป็นแชมป์ลีกมา 26 ปีแล้ว แต่ความคาดหวังกลับสูงขึ้นภายใต้การคุมทีมของ เจอร์เก้น คล็อปป์ ซึ่ง ทิม เอลลิส หนึ่งในทีมงานโฟร์โฟร์ทูได้อธิบายถึงสิ่งที่กุนซือชาวเยอรมันต้องทำเพื่อทำให้การรอคอยของ "เดอะ ค็อป" สิ้นสุดเสียที

สำหรับแฟนบอล ลิเวอร์พูล มันเป็นเวลา 1 ใน 4 ของศตวรรษแล้วที่พวกเขาไม่ค่อยมีความสุขนัก แม้พวกเขาจะมีถ้วยแชมป์เอฟเอ คัพ 4, ลีก คัพ 4 และยูฟ่า คัพ กับแชมเปี้ยนส์ ลีก อย่างละ 1 มาประดับตู้โชว์ จนทำให้พวกเขาเป็นสโมสรที่มีถ้วยรางวัลมากที่สุดในอังกฤษก็ตาม 

แต่ก็ดูเหมือนว่าจะเป็นอีกปีที่ปราศจากแชมป์ พรีเมียร์ลีก และการไร้ถ้วยดังกล่าวได้ทำให้ถ้วยอื่นๆดูจืดชืดไปเลยที่แอนฟิลด์

 โดย ราฟา เบนิเตซ เกือบจะทำได้ในฤดูกาล 2008/09 เมื่อแพ้เพียงแค่สองนัดแต่สุดท้ายก็จบลงด้วยการเป็นพระรองของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เช่นเดียวกับคลาส ออฟ 2013/14 ของ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ที่ทำพลาดไปอย่างหวุดหวิดเมื่อมีแต้มน้อยกว่าแมนเชสเตอร์ ซิตี้ แค่สองแต้มเท่านั้นเอง

แล้ว เจอร์เก้น คล็อปป์ จะมีโอกาสทำได้ดีกว่านั้นไหม? ก็มีความเป็นไปได้ แต่ก็ต้องมีอะไรให้ต้องทำเยอะเหมือนกัน

1. ใช้โอกาสจากการอดไปเล่นยุโรปให้เป็นประโยชน์

ตอนที่ลิเวอร์พูลมีลุ้นแชมป์เมื่อปี 2014 นั้น โชเซ่ มูรินโญ่ ก็ยังอดแขวะไม่ได้ว่า "ลิเวอร์พูลสามารถสานต่อความสุดยอดของตัวเองได้ ก็เพราะพวกเขามีเวลาเตรียมตัวระหว่างแมตช์ซึ่งต่างจากเรา เมื่อคุณมีเวลาเตรียมตัวต่อแมตช์ 6 วันอย่างลิเวอร์พูลก็น่าจะซ้อมได้สองครั้งต่อวันด้วยซ้ำ พวกเขามีปัจจัยเอื้อต่อสิ่งนั้นขระที่คนอื่นๆไม่มี"

ซึ่งจากการที่จบด้วยอันดับ 8 เมื่อซีซั่นก่อนทำให้พวกเขาไม่ต้องลงเตะยูโรป้าลีกวันพฤหัส และตอนนี้ เจอร์เก้น คล็อปป์ ก็มีเวลาที่จะเคี่ยวกรำลูกทืมได้เต็มที่โดยที่ลูกทีมได้มีเวลาพัก

Liverpool

ไม่มีบอลยุโรปให้ลงเตะ ดังนั้นพลพรรค "หงส์แดง" จึงมีเวลาเตรียมตัวมากขึ้น

2. สร้างสปิริตในทีม

การคว้าแชมป์ 2 สมัยของคล็อปป์ที่โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ นั้นถือว่าเป็นการล้มยักษ์อย่างบาเยิร์น มิวนิค ซึ่งอดีตบิ๊กบอสของไมนซ์มักจะขับเคลื่อนลูกทีมให้เอาชนะทีมที่ดูดีกว่าพวกเขาบนหน้ากระดาษได้เสมอๆ และตอนนี้พรีเมียร์ลีกก็มียักษ์หลายตัวให้เขาทดสอบอยู่

ซึ่งตอนที่นายใหญ่วัย 49 ปีได้รับการแต่งตั้งเมื่อเดือนตุลาคม เขากล่าวว่า "ถ้าเป็นไปได้ เราสามารถเป็นทีมที่โค่นได้ยากที่สุดที่โลกได้ไหม? มาลองเป็นกันดีกว่า อย่างแรกเลยก็คือ เราต้องพูดกับแฟนบอลลิเวอร์พูลทุกคนเกี่ยวกับความคาดหวังของเรา เพราะความคาดหวังนั้นสามารถทำให้เกิดปัญหาใหญ่ได้" เขาอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นภาระหนักอึ้งก็เป็นได้ในซีซั่นนี้

3. ทำให้กองหน้าคมๆเหมือนคู่ซัวเรซกับสเตอร์ริดจ์

In ในฤดูกาล 2013/14 พวกเขามี SAS หลุยส์ ซัวเรซ กับ ดาเนียล สเตอร์ริดจ์ ที่มีหน้าที่หลักก็คือทำประตูให้ได้มากกว่าที่เสียไป แม้ SAM – สเตอร์ริดจ์ กับ ซาดิโอ มาเน่ อาจฟังดูไม่ระรื่นหู แต่มันก็จำเป็นต้องออกมาเวิร์ค

อย่างไรก็ตามมันก็มีสิ่งที่น่าห่วงอยู่ ถึงมาเน่อาจจะเหมาะกับเกมโต้กลับและบอลรุกเร็วของคล็อปป์ แต่เจ้าตัวก็มีระยะตีนบอดที่ต่อเนื่องยาวนานเหมือนกัน เมื่อ 8 จาก 11 ลูกในพรีเมียร์ลีกของเขาเมื่อซีซั่นที่แล้ว เกิดขึ้นในช่วง 8 เกมสุดท้าย

4. แบกรับความกดดันที่จะประสบความสำเร็จให้ได้

ถ้าลิเวอร์พูลมีเป้าหมายที่จะต้องไปให้ถึงในช่วงจบซีซั่น พวกเขาจะต้องสลัดความกลัวที่ครอบงำพวกเขาอยู่มากว่า 2 ทศวรรษให้ได้ นับตั้งแต่พบกับความปราชัยที่เอเธนส์ในเกมแชมเปี้ยนส์ ลีก นัดชิงชนะเลิศเมื่อ 9 ปีก่อน ก็ดูเหมือนว่า "หงส์แดง" จะออกอาการหลุดเวลามีความกดดันเข้ามา เช่นเดียวกับความปราชัยต่อเซบีญ่าในนัดชิงชนะเลิศยูโรป้า ลีก และการถูกแอสตัน วิลล่า เขี่ยตกรอบรองชนะเลิศเอฟเอ คัพ เมื่อปี 2015 รวมถึงการทำแชมป์พรีเมียร์ลีกหลุดมือหลังจากแพ้เชลซี จนแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คว้าถ้วยไปครอง ทำให้ทีมในถิ่นแอนฟิลด์จำเป็นต้องสร้างสภาพจิตใจที่รับมือกับความกดดันได้เป็นอย่างดี

Liverpool, Sevilla

ลิเวอร์พูลต้องรับมือกับความกดดันให้ได้ มากกว่าที่จะต้องกลัวกับมัน